Wednesday, January 30, 2008

ชี้ "มันสำปะหลัง" เป็นพลังน้ำมันสนองใช้แก๊สโซฮอล์


อาจารย์เกษตรศาสตร์ระบุ "มันสำปะหลัง" จะเป็นพลังตอบสนองนโยบายส่งเสริมใช้แก๊สโซฮอล์ ทั้งลดภาษีรถยนต์ E20 และไม่ต้องชำระเงินกองทุนน้ำมัน เหตุมันสำปะหลังปลูกง่ายและให้ผลผลิตตลอดทั้งปี

รศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีโรจ รองผู้อำนวยการสถาบันผลิตผลอุตสาหกรรมการเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ระบุนโยบายส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์จากการลดภาษีให้กับรถยนต์ E20 ซึ่งส่งผลให้ค่ายรถต่างๆ ประกาศขายรถยนต์ E20 ร่วม 1.4 แสนคัน รวมถึงผู้ค้านน้ำมันไม่ต้องนำกำไรจากการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์เข้าสมทบกองทุนน้ำมัน จะทำให้มีความต้องการใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น ทั้งนี้ปัจจุบันมีการใช้น้ำเบนซินวันละ 20 ล้านลิตร ซึ่งในปริมาณนี้หากเป็นแก๊สโซฮอล์ E20 ทั้งหมด จะมีปริมาณน้ำมัน 16 ล้านลิตรและเอทานอล 4 ล้านลิตร

"ความต้องการใช้เอทานอลจะมากขึ้น เอทานอลจะมาจากไหนได้บ้าง อ้อย กากน้ำตาล แต่ที่เป็นคำตอบคือมันสำปะหลังเพราะเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี มันสำปะหลังที่เกษตรกรปลูกอย่างทิ้งๆ ยังให้ผลผลิตได้ไร่ละ 3 ตันต่อปี หหากดูแลรักษาอย่างดีผลผลิตจะเพิ่มขึ้นได้เป็น 5-6 ตัน ส่วนสายพันธุ์มันสำปะหลังไม่ได้มีปัญหาได้เพราะที่ปลูกในไทยล้วนมีพ่อแม่ (พันธุ์) เดียวกันทั้งนั้น" รศ.ดร.กล้าณรงค์กล่าว

พร้อมกันนี้รองผู้อำนวยการจากสถาบันผลิตผลฯ มก.ยังกล่าวถึงปัญหาเอทานอลที่ล้นตลาดว่าจะกระจายออกสู่ตลาดมากขึ้นจากเหตุจูงใจให้กับทั้งผู้ใช้และผู้จำหน่ายแก๊สโซฮอล์มากขึ้น พร้อมทั้งบอกอีกว่าเป็นเรื่องดีหากรถยนต์จะ "กิน" อาหารเช่นเดียวกับคน อย่างข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น แทนที่จะ "กิน" อาหารนำเข้าอย่างน้ำมัน

ทั้งนี้เป็นการให้ความเห็นของ รศ.ดร.กล้าณรงค์ระหว่างการสัมมนาเรื่องพลังงานทดแทนระหว่างไทย-จีน ณ โรงแรมทวิน ทาวเวอร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 28-29 ม.ค.นี้

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000011605

Friday, January 25, 2008

รถสื่อสารไร้สายร่วมกู้ภัย

เนคเทคโชว์รถสื่อสารไร้สายร่วมกู้ภัยบริการโทรศัพท์ไร้สาย-เน็ตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับผู้สนับสนุนหลายฝ่ายพัฒนารถฉุกเฉินไร้สาย บุกให้บริการพื้นที่เสี่ยงภัยและชนบทห่างไกลในบริเวณที่สัญญาณสื่อสารครอบคลุมไม่ถึง

นายสุทัศน์ ปฐมนุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคม ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเกิดภัยธรรมชาติ คือการสื่อสารถูกตัดขาด ส่งผลให้การขอความช่วยเหลือและการประสานงานเพื่อกู้ภัยไม่สะดวก คณะนักวิจัยของเนคเทค จึงดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบสื่อสารสำหรับยามฉุกเฉินเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานบรรเทาภัยและผู้ประสบภัยพิบัติ

ทีมงานเนคเทคได้พัฒนารถสื่อสารฉุกเฉินฯ ต้นแบบสำเร็จแล้ว และอยู่ระหว่างนำรถสื่อสารฉุกเฉินฯ ต้นแบบทดสอบความพร้อมการใช้งานในกรณีฉุกเฉินต่างๆ ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหล่ากาชาดจังหวัด ตำรวจ ทหารและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

โครงการนำร่องรถสื่อสารฉุกเฉินเพื่อสังคมไทยดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย

ด้านนายนายโกศล หอมเพียร เจ้าหน้าที่ประจำรถสื่อสารฉุกเฉินฯ กล่าวถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องนี้ว่า รถสื่อสารฉุกเฉินฯ นี้ สามารถให้บริการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ระบบสื่อสารข้อมูล

รถต้นแบบคันนี้ซึ่งใช้เวลากว่า 6 เดือนจึงแล้วเสร็จทำหน้าที่เหมือนกับสถานีฐานสำหรับส่งรับส่งสัญญาณโทรศัพท์สามารถใช้ได้ดีในระยะตั้งแต่ 300 เมตร ถึง ระยะ 3 กิโลเมตร เสาสามารถยึดได้ถึง 18 เมตร มีเครื่องโทรศัพท์สามารถใช้งานได้พร้อมกันครั้งละ 25 เลขหมาย และต่อคอมพิวเตอร์พร้อมกัน 25 เครื่อง สามารถชาร์ตไฟได้ 3 ระบบ คือจากไฟบ้าน การปั่นไฟจากมอเตอร์รถ และปั่นไฟจากน้ำมันได้ด้วย

ที่มา : komchadluek

Tuesday, January 22, 2008

สัมผัสถนนสายวิทย์แนวหรรษา

เริ่มแล้วกับถนนสายวิทยาศาสตร์ที่กระทรวงวิทย์ วันที่ 23-26 ม.ค. ร่วมเล่นกิจกรรมลับสมองกับ 100 กิจกรรมใน 31 ฐานความรู้ พร้อมเรียนรู้เทคนิคสร้างหุ่นยนต์ และเกมรูบิคที่จัดเป็นปีแรก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดงานถนนสายวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2551 ร่วมกับ 4 องค์กรพันธมิตรย่านถนนพระรามที่ 6 ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมทรัพยากรธรณี องค์การเภสัชกรรม และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานถนนสายวิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นโต้โผจัดงานสัปดาห์วิทย์ เป็นปีที่สอง ระหว่างวันที่ 23-26 มกราคมนี้ ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

เพื่อกระตุ้นและจุดประกายให้เยาวชนไทยหันมาให้ความสนใจเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่มบุคลากรรุ่นใหม่พัฒนาประเทศ

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ได้ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กรมทรัพยากรธรณี องค์การเภสัชกรรม และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานถนนสายวิทยาศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไป ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมต่างๆ

ภายในงานจะมีห้องเรียนเคลื่อนที่กว่า 100 กิจกรรม จาก 31 ฐาน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถทำตามคำสั่งเสียง การผลิตหุ่นยนต์พื้นฐาน การสาธิตการฝังไมโครชิพสัตว์ การสาธิตใช้แม่เหล็กไฟฟ้าตรวจจับโลหะที่ใช้หลักการเหมือนการตรวจระเบิดในสนามบิน กิจกรรมช่วยลดภาวะโลกร้อน การเปิดให้ทำหนังสือทำมือและนำกลับบ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันเกมรูบิคที่จัดเป็นปีแรก การฉายภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ฉายวีดิทัศน์การปล่อยจรวดที่บรรทุกดาวเทียมธีออสขึ้นสู่วงโคจร ภาพถ่ายดาวเทียม การทดลองขุดค้นโครงกระดูกไดโนเสาร์ การเล่านิทานดาว

กิจกรรมผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิว การทดสอบเป็นนักสืบหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการแข่งขันเกมชิงรางวัลอีกมากมาย
ในปีนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติได้ร่วมแสดงนิทรรศการทางดาราศาสตร์และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เกมคล้องบ่วงดวงดาว/เกมโยนห่วงทางดาราศาสตร์ เกมช้อนจ้าวเวหา

รวมถึงเกมที่ให้เยาวชนได้ร่วมสนุก โดยตักลูกบอลขึ้นมาเพื่อลุ้นรับรางวัลเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ระบายสีภาพการ์ตูนแอนิเมชั่นจากนิทานดาวเรื่อง ดวงอาทิตย์ที่รัก เรื่อง ตำนานดวงอาทิตย์กับกระต่าย ตอบปัญหาทางดาราศาสตร์และรับของรางวัล

สถาบันดาราศาสตร์ยังมีหนังสือการ์ตูนและวีซีดีการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องใหม่ คือ ดวงอาทิตย์ที่รัก ไปมอบให้ผู้ที่เข้าชมงานด้วย ติดตามข่าวสารของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ที่ www.narit.or.th

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/
Link: http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/22/WW54_5401_news.php?newsid=222792

Wednesday, January 16, 2008

จุฬาฯ ผุดไอเดียโรงไฟฟ้าควอนตัมดอตโซลาร์เซลล์


"เสียดาย บ้านเรามีแสงแดดมากมาย น่าจะใช้ผลิตไฟฟ้าได้มากๆ จะได้ไม่ต้องพึ่งพาทั้งถ่านหินและนิวเคลียร์" หลายคนอาจมีความคิดเหมือนกันกับความคิดข้างต้นนี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครทำได้สักที แต่เป็นจริงแล้วที่รั้วจามจุรี

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว สาขาอิเล็กทรอนิกส์ ภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า แม้เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ทั่วๆ ไปจะไม่มีศักยภาพพอผลิตกระแสไฟฟ้าต่างโรงไฟฟ้าได้ แต่หากดึงเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงที่ใช้กับยานอวกาศมาใช้บนพื้นโลก คือ เซลล์แสงอาทิตย์โครงสร้างควอนตัมดอต ความฝันนี้ก็เป็นจริงได้

ในงานวิจัย "เซลล์แสงอาทิตย์โครงสร้างควอนตัมดอต" ซึ่งเป็นผลงานวิจัยเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประจำปี 2550 โดย ศ.ดร.สมศักดิ์ จึงมีการเตรียมต้นแบบโครงสร้างควอนตัมดอตระดับนาโนชนิดต่างๆ ในห้องปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อย เช่น ควอนตัมดอตที่เรียงตัวเป็นระเบียบ ควอนตัมโมเลกุล ควอนตัมดอตคู่ ควอนตัมวงแหวน และควอนตัมดอตที่มีจำนวนดอตหนาแน่นสูง ซึ่งจะช่วยให้การแปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น

"เซลล์แสงอาทิตย์ทั่วๆ ไปจะมีประสิทธิภาพแปลงแสงแดดไปเป็นไฟฟ้าได้แค่ 12 -15% แต่แบบโครงสร้างควอนตัมดอตจากสารประกอบแกลเลียมอาร์เซไนด์ (GaAs) จะให้ไฟฟ้าได้ถึง 25.9% และยิ่งความเข้มข้นแสงสูงขึ้นก็จะแปลงไฟฟ้าได้มากขึ้นด้วย" นักวิจัยกล่าว ซึ่งความเข้มแสงที่มากขึ้นนี้จะเกิดจากการใช้เลนส์รวมแสงให้มาตกบนแผง โดยมีประสิทธิภาพได้ถึงที่ความเข้มมากกว่า 100 เท่าของแสงอาทิตย์ขึ้นไปทีเดียว

ส่วนขั้นต่อไปของงานวิจัย ศ.ดร.สมศักดิ์ บอกว่า จึงเป็นการนำเสนอแนวคิดนี้ไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่หากมีความสนใจก็มั่นใจว่าจะให้กำเนิดโรงไฟฟ้าชนิดนี้ได้ โดยใช้ทุ่งกว้างติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ และมีฐานหมุนให้สามารถหันไปรับแสงได้ตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นจะพัฒนาให้มีต้นทุนต่ำลงไปพร้อมๆ กันด้วย เนื่องจากตอนนี้ยังมีราคาแพงมาก

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000155618

Tuesday, January 15, 2008

ครม.เห็นชอบ แผนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์แห่งชาติเดินหน้าฉลุย


ครม.เห็นชอบหลักการแผนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์แห่งชาติ ดร.ยงยุทธ หวังคนไทยพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ในภาคการผลิตเอง ทั้งในด้านยานยนต์ คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ หลังปลื้มเด็กไทยเก่ง มีกำลังใจดี สอดคล้องความต้องการในประเทศ

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ม.ค.51 ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติแล้วในทุกรายละเอียดที่ได้นำเรื่องเสนอไป

ศ.ดร.ยงยุทธ แจกแจงว่า แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ในภาคการผลิตโดยฝีมือคนไทยเอง อาทิ อุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมองเห็นว่าคนไทยมีความสามารถในด้านนี้มาก

"เด็กของเราเก่ง และมีกำลังใจที่ดีแล้ว เช่น ทีมพลาสมา -ซี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยทั้งของปีที่แล้ว และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ชนะเลิศการแข่งขันรายการเดียวกันของปีนี้ โดยได้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เมืองซูโจว ประเทศจีน"

"วิทยาการหุ่นยนต์เป็นเรื่องที่ไทยมีความต้องการสูง และเราก็มีศักยภาพสูงด้วย" ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

ทั้งนี้ แผนดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อทีมเยาวชนไทยจำนวน 2 ทีมจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สจพ.) ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศอันดับ 3 ประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย รวมถึงทีมพลาสมา-ซี ทีมฟุตบอลหุ่นยนต์ไทยคว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก ในการแข่งขันรายการใหญ่ "หุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก" (World Robocup 2007) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาครองได้จนเป็นข่าวดังเมื่อกลางเดือน ก.ค.50 ที่ผ่านมา

ในการเข้าพบและรับเลี้ยงอาหารกลางวันของทีมเยาวชนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ณ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความสนใจให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ต่อยอดการพัฒนาหุ่นยนต์ดังกล่าวมาใช้ในภารกิจรักษาความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลยินดีจะสนับสนุนงบประมาณให้

หลังจากนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยกร่างยุทธศาสตร์หุ่นยนต์ โดย รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผอ.สวทช. เป็นประธานคณะกรรมการ และ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผอ.สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมรับผิดชอบในการร่างแผน

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000005954

สวทช.คลอดโรงงานนาโน ผลิตเส้นใยคุณสมบัติพิเศษป้อนนักวิจัย

ศูนย์นาโนเทคทุ่ม500 ล้านบาท สร้างต้นแบบโรงงานผลิตเส้นใยคุณสมบัติพิเศษ มุ่งค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยีไทยสำหรับส่งต่อให้ภาคอุตสาหกรรม เผยผลผลิตเส้นใยที่ได้ส่งให้" ราชมงคลธัญบุรี" ทดสอบผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอนาโน

ศ.ดร.วิวัฒน์ตัณฑะพาณิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์นาโนมีโครงการที่จะลงทุนด้านโรงงานเส้นใย ซึ่งจะผลิตเส้นใยที่มีลักษณะพิเศษด้วยเทคโนโลยีนาโน สำหรับใช้ประโยชน์ด้านการวิจัย โดยเส้นใยที่ได้จะส่งต่อให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไปประยุกต์ขึ้นรูปเป็นผืนผ้า พิมพ์ลายรวมถึงพัฒนาเป็นสินค้านาโน

เป้าหมายของโรงงานนี้คือการพัฒนาเทคนิคและกระบวนการผลิตเส้นใยผสม ระหว่างเส้นใยโพลิเอสเตอร์กับเส้นใยไนลอน หรือเส้นใยโพลิเอสเตอร์ กับเส้นใยโพลิเมอร์ชนิดอื่น จากนั้นเคลือบด้วยสารอนุภาคนาโนทำให้เส้นใยมีคุณสมบัติโดดเด่น ในด้านความแข็งแรงทนทาน เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่มีคุณสมบัติตามต้องการ เช่น ทนร้อนทนการเผาไหม้ ต้านแบคทีเรียหรือเหนียวเทียบเท่าลวดสลิง เป็นต้น

โครงการโรงงานเส้นใยต้นแบบนี้ได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้วจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณ 500 ล้านบาทในระยะ 5 ปี และจากการหารือในเบื้องต้นอาจจะซื้อโรงงานสิ่งทอสำเร็จรูปมาประยุกต์ใช้เป็นโรงงานต้นแบบ ซึ่งจะประหยัดกว่าการลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่

"ค่าก่อสร้างที่ประหยัดได้จะนำไปใช้ลงทุนด้านเทคโนโลยีซึ่งราคาค่อนข้างสูงหรือประมาณ 60 ล้านบาท ขณะที่งานวิจัยที่จะส่งต่อให้ภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องทดลองผลิตในปริมาณที่มากพอ จึงกำหนดให้โรงงานต้นแบบนี้มีกำลังการผลิตเส้นใยที่ 10-20 กิโลกรัมต่อชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มผลิตในสายการผลิตแรกได้ราวปี 2552"

ผู้อำนวยการศูนย์นาโนกล่าวอีกว่าในวันที่ 26 มกราคมนี้ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโตในญี่ปุ่น จัดการประชุมเชิงวิชาการเผยแพร่วิทยาการใหม่ที่มีผลกระทบต่อสังคม เช่น เทคโนโลยีนาโน พลังงานทดแทนและพลังงานอนาคต โดยมีนักวิจัยจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนร่วมนำเสนอผลงาน

ประโยชน์ที่นักวิจัยไทยจะได้จากเวทีประชุมนอกจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักวิจัยต่างชาติ ที่สนใจศึกษาในเรื่องเดียวกันแล้ว ยังได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถพัฒนาต่อยอดงานวิจัยที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้ ศ.ดร.วิวัฒน์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Friday, January 11, 2008

อพวช.อวดหุ่นยนต์ต้อนรับฝีมือไทย


หลังจากออกโชว์ตัวเป็นครั้งแรก ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว อพวช.ปรับปรุงหุ่นยนต์ฝีมือไทย ให้ดูอย่าง "เต็มตัว" และพร้อมทำหน้าที่ต้อนรับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายนิรุต กวีวัฒน์ นักวิชาการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) บอกว่า เอ็นเอสเอ็ม ซีโร่วัน เป็นหุ่นยนต์ขนาด 1 ม. สามารถตอบสนองคำสั่งเสียงบางคำสั่งได้ เช่น กล่าวคำทักทาย สวัสดี ทักทายผู้เข้าชม อพวช.
"อพวช. จะเปิดตัวหุ่นยนต์ต้อนรับ ฉบับสมบูรณ์ ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 จ.ปทุมธานี หลังจากเคยโชว์ตัวครั้งแรกในงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50"

เอ็นเอสเอ็ม ซีโร่วัน เวอร์ชั่น 2 เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาเพิ่มเติมจากเวอร์ชั่น 1 ที่มีเพียงครึ่งตัว มีไฟกะพริบที่ใบหน้าระหว่างสนทนา สามารถขยับร่างกายได้ทั้งส่ายหน้าซ้าย-ขวา พยักหน้าขึ้น-ลง และสามารถขยับแขนทั้ง 2 ข้างได้
เช่น ยกแขนและงอแขน พร้อมมีเสียงทักทายหรือให้ข้อมูลกับผู้เยี่ยมชมนิทรรศการ

อพวช.เตรียมนำหุ่นยนต์ดังกล่าวมาใช้ต้อนรับและแนะนำข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ โดยเริ่มทำหน้าที่วันแรกในวันเสาร์ 12 ม.ค. ซึ่งตรงกับวันเด็กแห่งชาติ

อนาคตตั้งเป้าพัฒนาใช้เป็นหุ่นยนต์ช่วยสาธิตการแสดง บรรยายข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ และประชาสัมพันธ์ข้อมูล แก่ผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

ขณะเดียวกัน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมกิจกรรมวันเด็กประจำปี 2551 ร่วมกับรัฐบาลที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เน้นกิจกรรมเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ดวงดาวและอวกาศ เกมสำหรับเด็กพิการ

กิจกรรมทั้งหมดแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนอิเล็กทรอนิกส์ โซนนาโนเทคโนโลยี โซนเรื่องปัญหาโลกร้อน โซนวิทยาศาสตร์การกีฬา และโซนเทคโนโลยีชีวภาพ โดยรวบรวมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องจากศูนย์แห่งชาติ ทั้ง 4 ศูนย์ ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ได้ร่วมกิจกรรมงานวันเด็ก โดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งพัฒนาโดยเยาวชนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก ที่ชนะเลิศอันดับที่ 3 จากการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมแห่งประเทศไทย มาจัดแสดงที่ทำเนียบรัฐบาล

โปรแกรมดังกล่าวพัฒนาขึ้นสำหรับผู้พิการทางสายตา ในลักษณะของเกมสอดแทรกความรู้ภาษาไทย เกี่ยวกับสุภาษิตคำพังเพย โดยคอมพิวเตอร์จะโต้ตอบกับผู้เล่นด้วยเสียงพูด ในขณะที่ผู้เล่นควบคุมเกมผ่านคีย์บอร์ด ซึ่งพัฒนาร่วมกับผู้พิการทางสายตา ทำให้ได้เกมที่สามารถโต้ตอบกับคนตาบอดได้

จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/
Link: http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/11/WW54_5401_news.php?newsid=218994