Showing posts with label space. Show all posts
Showing posts with label space. Show all posts

Monday, January 26, 2009

“สุริยุปราคา” ที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ


ชมภาพปรากฎการณ์ “สุริยุปราคา” เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่ได้เห็นแค่เพียงบางส่วน ตั้งแต่เวลา 15.53 น.โดยช่วงที่กินลึกที่สุดที่บ้านเราจะมองเห็นได้คือ เวลา 16.52 น.และจะค่อยๆ เคลื่อนออก ซึ่งเราไม่สามารถสังเกตได้จนจบปรากฎการณ์ เพราะพระอาทิตย์ชิงตกดินไปเสียก่อน

แม้ว่า สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular Solar Ecplise) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.52 นี้ ในส่วนของประเทศไทย จะได้เห็นแค่เพียงบางส่วนของปรากฏการณ์ แต่การได้สังเกตปรากฏการณ์ที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อยอยู่เนืองๆ

ทั้งนี้ ภาพที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ "ASTVผู้จัดการออนไลน์" นำมาเป็นภาพแรก คือ ภาพการกินดวงลึกที่สุดของปรากฏการณ์ เทาที่สังเกตได้ที่ประเทศไทย โดยบันทึกเมื่อเวลา 16.52 น.ที่ท้องฟ้าบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (ลีซา) ที่จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสุริยุปราคาอยู่บริเวณนั้น

ถัดมาอีก 8 ภาพ บันทึกเมื่อเวลา 16.00 น.เป็นต้นไป โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนแรกของปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ที่จัดกิจกรรมสุริยุปราคาแรกแห่งปีรับปีดาราศาสตร์สากล โดยตั้งกล้อง ณ ชั้น 8 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทว่าในการตั้งกล้องนั้น ทำมุมในองศาที่ต่างออกไป จึงทำให้มุมที่ดวงอาทิตย์เว้นแหว่งแตกต่างไปจากภาพอื่นๆ

สำหรับ 3 ภาพสุดท้าย บันทึกโดยช่างภาพ ASTVผู้จัดการ เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น.หลังช่วงคราสกินดวงลึกที่สุด ที่บริเวณท้องฟ้าเหนือรัฐสภา

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000009132

ว้าว!! ในที่สุดก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ”


ในที่สุด ก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ปรากฏขึ้นระหว่างการเกิดสุริยุปราคา ที่ท้องฟ้าเหนือเกาะชวา เตือนไว้นิดว่าอย่าเพ่งนาน เพราะแม้ว่าจะเป็นภาพถ่าย แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้แสงอาทิตย์

สุริยุปราคา ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.2552 นี้ แม้ว่าจะสังเกตกันได้ในหลายพื้นที่ แต่มีผู้โชคดีเพียงน้อยนิด ที่จะได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of fire) ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกของ “สุริยุปราคาแบบวงแหวน” (Annular Solar Ecplise) โดยในช่วงกลางของอุปราคา ดวงอาทิตย์จะถูกบังด้วยดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ไม่ทาบสนิท จึงเห็นเป็นรูปวงแหวน

สุริยุปราคาแบบวงแหวนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามืดพาดลงบนพื้นโลก แต่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก จนเงามืดทอดยาวไม่ถึงโลก ทำให้เห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์

สำหรับผู้ที่คาดว่าจะโชคดีทีได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ก็คือ ผู้ที่อยู่ในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยสามารถสังเกตสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดถึง 7 นาที 56 วินาที แต่ภาพนี้ก็ได้รับการบันทึกที่เมืองบันดาร์ ลัมปุง (Bandar Lampung) บนเกาะชวา ห่างจากกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ไปนิดเดียว

ส่วนผู้ที่อยู่ในบริเวณอื่นๆ อย่าง แอฟริกา มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ก็ได้เห็นเป็นเพียงสุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามัว จึงเห็นดวงอาทิตย์สว่างเป็นเสี้ยว อย่างที่ได้ชมผ่านตาไปแล้ว

อย่างไรก็ดี คราสครั้งสำคัญอีกครั้งในปีนี้ คือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ในเดือน ก.ค.2552 ซึ่งพื้นที่ที่จะสังเกตเห็นได้ทั้งหมดของปรากฏการณ์ คือ อินเดีย และ จีน (ทั้งคู่นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากอันดับสูงสุดของโลก -- ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า สุริยคราสครั้งนี้ น่าจะมีผู้ได้ชมมากที่สุดไปด้วย) อีกทั้งยังเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานกว่า 6 นาที นับว่ายาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21

ระหว่างรอปรากฏการณ์ใหญ่แห่งศตวรรษ ก็ยังมีจันทรุปราคาเงามัว 2 ครั้ง เรียกน้ำย่อยกันไปก่อน คือ วันที่ 9 ก.พ.2552 ระหว่างเวลา 19.39-23.38 น.และอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.2552 ระหว่างเวลา 15.38-17.39 น. โดยไม่เห็นในประเทศไทย

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000009238

Wednesday, January 14, 2009

นาซาส่ง "สุดยอดบอลลูน" แตะขอบอวกาศเหนือแอนตาร์กติกา



"นาซา" จับมือมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ทำต้นแบบ "สุดยอดบอลลูนความดันสูง" ทดสอบสำเร็จเหนือแอนตาร์กติกา เปิดศักราชใหม่สำหรับการวิจัยวิทยาศาสตร์ ในชั้นบรรยากาศสูงๆ โดยบอลลูนต้นแบบสามารถนำการทดลองขึ้นไปแตะขอบอวกาศได้นานถึง 100 วันหรือมากกว่า

ไซน์เดลีรายงานว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (National Science Foundation : NSF) ได้ร่วมกันพัฒนา "สุดยอดบอลลูนความดันสูง" (super-pressure balloon) ปริมาตรเกือบ 2 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นบอลลูนที่มีความดันยิ่งยวดและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปล่อยลอยขึ้นฟ้า โดยมีการทดสอบไปเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.51 ที่ผ่านมา ณ สถานีแมคมัวร์ดู (McMurdo Station) ซึ่งเป็นศูนย์ในการขนส่งของมูลนิธิวิทยาศาสตร์ที่แอนตาร์กติกา

จากการทดลองสุดยอดบอลลูนฯ ลอยขึ้นฟ้าได้สูงกว่า 33,800 เมตร และรักษาระดับการบินได้นานถึง 11 วัน ซึ่งการทดลองดังกล่าวเป็นการทดสอบความแข็งแรงและการทำงานของบอลลูนรูปฟักทองที่มีเพียงหนึ่งเดียว และได้ใช้วัสดุพิเศษเป็นแผ่นฟิล์มโพลีเอธีลีนที่มีความหนาพอๆ กับพลาสติกห่ออาหารทั่วไป และหากการพัฒนาสิ้นสุดนาซาจะได้บอลลูนที่มีปริมาตรกว่า 6 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งขนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สู่ระดับความสูงเดียวกันนี้ อันเป็นระดับที่สูงกว่าระดับการโดยสารเครื่องบิน 3-4 เท่า

"การปล่อยบอลลูนเที่ยวทดสอบนี้ นับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความสามารถใหม่แก่บอลลูน เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานวิศวกรรมทางเสียงและการพัฒนาเชิงปฏิบัติการ โดยทีมพัฒนาได้ทำให้สุดยอดบอลลูนยกเครื่องมือที่หนักถึง 1 ตันขึ้นสู่ความสูง 33,800 เมตรได้และทำให้เห็นว่าพวดเขามาถูกทางแล้ว" ดับเบิลยู เวอร์นอน โจนส์ (W. Vernon Jones) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของนาซาด้านงานวิจัยใต้วงโคจรแห่งสำนักงานใหญ่ในวอชิงตันกล่าว

สำหรับการทดลองที่ใช้บอลลูนซึ่งมีความทนทานยาวนานเป็นพิเศษนั้นมีตุ้นทุนถูกกว่าใช้ดาวเทียม และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ส่งขึ้นไปนั้นสามารถกู้กลับคืนมาได้แล้วนำส่งขึ้นไปใหม่ ทำให้ทีมวิจัยคิดถึงสถานีสำหรับการทดลองที่ระดับสูงๆ

"ทีมพัฒนาบอลลูนของเรา ภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งใหญ่ในเที่ยวทดสอบนี้ และพวกเขาต่างมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าการพัฒนาความสามารถของบอลลูนให้ลอยได้นานขึ้นเป็นเดือน เพื่อรองรับการสังเกตการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากเที่ยวทดสอบฉายภาพให้เห็นว่าเที่ยวบิน 100 วันของการบรรทุกสัมภาระปริมาณมากๆ คือเป้าหมายที่แท้จริง" เดวิด เพียซ (David Pierce) หัวหน้าสำนักงานโครงการบอลลูน (Balloon Program Office) ในเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ของนาซากล่าว

นอกจากสุดยอดบอลลูนเที่ยวทดสอบนี้ ยังมีการทดลองบอลลูนที่มีความทนทานอื่นๆ อีก 2 เที่ยวในช่วงปี 2551-2552 ได้แก่ บอลลูนของมหาวิทยาลัยฮาวายที่มานัว (University of Hawaii Manoa) สหรัฐฯ ซึ่งส่งบอลลูนขึ้นไปพร้อมกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมื่อ 21 ธ.ค.51 ที่ผ่านมาเพื่อสำรวจร่องรอยของอนุภาคนิวทริโนพลังงานสูงที่อาจจมาจากนอกกาแลกซีทางช้างเผือกของเรา

และบอลลูนของมหาวิทยาลัยแมร์รีแลนด์ (University of Maryland) สหรัฐฯ ที่ส่งขึ้นไปเมื่อ 19 ธ.ค.51 และกลับเพิ่งลงมาเมื่อ 6 ม.ค.52 นี้ เพื่อวัดอนุภาคที่ให้รังสีคอสมิคซึ่งส่งมายังโลกโดยตรง หลังการระเบิดซูเปอร์โนวาสักแห่งในทางช้างเผือกของเราเอง

สำหรับสุดยอดบอลลูนความดันสูงนี้ นับเป็นไฮไลท์ของสภาวิจัยแห่งสหรัฐฯ ในการสำรวจแห่งทศวรรษเรื่อง "ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในสหัสวรรษใหม่" (Astronomy and Astrophysics in the New Millennium) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมใกล้อวกาศเพื่องานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในราคาไม่แพง

ทั้งนี้นาซาและมูลนิธิวิทยาศาสตร์ได้นำทดสอบบอลลูนเพื่อการทดลองวิทยาศาสตร์ระหว่างฤดูร้อนของแอนตาร์ติก โดยมูลนิธิวิทยาศาสตร์รับผิดชอบในการจัดการโครงการแอนตาร์กติกของสหรัฐฯ และสนับสนุนด้านการขนส่งเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ในแอนตาร์กติกาทั้งหมดของสหรัฐฯ

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003859

Wednesday, January 7, 2009

"ทางช้างเผือก" ใหญ่กว่าที่คิด จะชนกาแลกซีเพื่อนบ้านเร็วขึ้นใน 2-3 พันล้านปี


นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่ 3 มิติของ "กาแลกซีทางช้างเผือก" พบมีมวลมากกว่าที่คิด 50% และกว้างกว่าเดิม 15% ล้างความเชื่อกาแลกซีบ้านเกิดของเราเล็กกว่า "แอนโดรมีดา" กาแลกซีเพื่อนบ้าน แต่ขนาดที่ใหญ่ขึ้น เร่งให้กาแลกซีทั้งสองชนกันเร็วขึ้น ภายใน 2-3 พันล้านปีนี้

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ากาแลกซีทางช้างเผือก (Milky Way) ที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นกาแลกซีขนาดเล็กกว่ากาแลกซีแอนโดรมีดา (Andromeda) ที่อยู่ใกล้กาแลกซีของเรามากที่สุด แต่ล่าสุดเอพีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแผนที่ 3 มิติของทางช้างเผือก แล้วพบว่ากาแลกซีของเรานั้นกว้างกว่าที่คิด 15% และที่สำคัญมีความหนาแน่นมากกว่าข้อมูลเดิม และมีมวลมากกว่าเดิม 50% ซึ่งการค้นพบใหม่นี้ได้นำเสนอเมื่อต้นสัปดาห์ภายในการประชุมของสมาคมดาราศาสตร์สหรัฐฯ (American Astronomical Society) ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

มาร์ค เรียด (Mark Reid) จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาวาร์ดสมิธโซเนียน (Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics) สหรัฐฯ ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ กล่าวว่าเป็นความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก และเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเหมือนตัวเขาเองซึ่งสูง 165 และหนัก 63 กิโลกรัม โตขึ้นอย่างฉับพลันกลายเป็นคนที่สูง 190 เซนติเมตรและหนัก 95 กิโลกรัม ซึ่งพอๆ กับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล

"ก่อนหน้านี้เราคิดว่าแอนโดรมีดามีอิทธิพลเหนือกว่าเรา และเราก็เป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กของแอนโดรมีดา แต่ตอนนี้ดูคล้ายว่า เราเป็นเหมือนพี่น้องฝาแฝดกัน" เรียดกล่าว

ด้านสเปซดอทคอมระบุว่า ทีมวิจัยอาศัยกล้องโทรทรรศน์วิทยุเวรีลองเบสไลน์อาร์เรย์ (Very Long Baseline Array: VLBA) ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (National Science Foundation) จำนวน 10 ตัว ที่ตั้งกระจายอยู่หลายพื้นที่ ตั้งแต่ฮาวายถึงนิวอิงแลนด์ และทะเลคาริบเบียน เพื่อผลิตภาพโครงสร้างกาแลกซีของเราที่มีรายละเอียดสูง รวมถึงวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ของพื้นที่ต่างๆ ในทางช้างเผือก

ผลจากการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุศึกษาข้อมูลดังกล่าว พบว่ามวลของทางช้างเผือกตามข้อมูลใหม่นี้มากกว่ามวลของดวงอาทิตย์เรา 3 แสนล้านเท่า ซึ่งทำให้เกิดแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมากขึ้นและดึงให้กาแลกซีเพื่อนบ้านและกาแลกซีขนาดเล็กเข้ามาชนกันเร็วขึ้น และยังพบอีกว่าระบบสุริยะของเราซึ่งห่างจากใจกลางกาแลกซีประมาณ 28,000 ปีแสงมีความเร็วที่มากกว่าความเร็วที่เคยคาดไว้ถึง 160,000กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีความเร็วอยู่ที่ 970,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ข่าวนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องดีนักเพราะขนาดทางช้างเผือกที่ใหญ่ขึ้นหมายความว่า กาแลกซีของเรามีโอกาสชนเข้ากับกาแลกซีเพื่อนบ้านอย่างแอนโดรมีดาได้เร็วกว่าที่คาดกันไว้ ทั้งนี้เรียดกล่าวว่าการเป็นกาแลกซีที่ใหญ่ขึ้นทำให้แรงดึงดูดระหว่างทางช้างเผือกและแอนโดรมีดาเข้มขึ้น

อย่างไรก็ดีเขาให้ความเห็นต่อว่าไม่ต้องกังวล เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 พันล้านปี

พร้อมกันนี้สเปซดอทคอมระบุด้วยว่า ทีมวิจัยได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุศึกษาพื้นที่ซึ่งมีการก่อตัวของดวงดาวในทางช้างเผือก โดยพบว่า โมเลกุลของก๊าซในพื้นที่ดังกล่าวจะเสริมพลังให้กับคลื่นวิทยุที่ปลดปล่อยออกมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแสงเลเซอร์ที่เพิ่มความเข้มให้กับแสงธรรมชาติ

ทีมนักดาราศาสตร์ติดตามสังเกตพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเรียกว่า "คอสมิคเมเซอร์" (cosmic masers) เมื่อโลกอยู่ในตำแหน่งตรงกันข้ามของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของแสงเปรียบเทียบกับวัตถุที่อยู่ไกลกว่า โดยแทนข้อมูลของตำแหน่งและการเคลื่อนที่ด้วยหลักคณิตศาสตร์ชั้นสูง

เรียดอธิบายว่า ทีมวิจัยยังพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างของกาแลกซีทางช้างเผือกที่เชื่อกันว่าเป็นกาแลกซีกังหัน 2 แขน แต่ข้อมูลใหม่ชี้ว่ากาแลกซีของเราเป็นกังหัน 4 แขน โดยพื้นที่ซึ่งมีการก่อตัวของดวงดาวมากที่สุดไม่ได้มีเส้นทางเป็นวงกลมเหมือนที่โคจรรอบกาแลกซี แต่เคลื่อนที่เป็นรูปวงรีและยังเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งการโคจรเป็นวงรีนั้นทำให้กาแลกซีมีโครงสร้างเป็นก้นหอย

"การศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่ากาแลกซีของเราน่าจะมี 4 แขน ไม่ใช่ 2 โดยแขนที่ยืนออกมาเป็นก๊าซและฝุ่นที่กำลังรวมตัวกันเป็นดวงดาว" เรียดกล่าว

อีกทั้งจากการบันทึกภาพด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) บ่งชี้ว่า ดวงดาวเก่าๆ ก่อตัวขึ้นจากเพียง 2 แขนของกาแลกซี ซึ่งยังคงมีคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการก่อตัวของดาวในแขนอื่นๆ และนักวิทยาศาสตร์ยังต้องการการวัดและการสำรวจมากกว่านี้.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000000843

Wednesday, December 24, 2008

แฮปปี้เบิร์ธเดย์ภาพแรก "โลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์" เมื่อ 40 ปีก่อน


เมื่อ "วันคริสต์มาสอีฟ" 40 ปีที่แล้ว ภาพ "โลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์" ได้ประจักษ์แก่สายตามนุษย์อวกาศในยานอะพอลโล 8 เป็นครั้งแรก และนักบินอวกาศก็ได้บันทึกภาพนั้นเป็นของขวัญแก่มนุษยชาติ

ในวันคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) เมื่อ 40 ปีก่อนนักบินอวกาศในยานอะพอลโล 8 (Apollo 8) ซึ่งเป็นมนุษย์อวกาศชุดแรกที่ออกจากวงโคจรโลกไปโคจรรอบดวงจันทร์ ได้เห็นภาพโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์ (Earthrise) เป็นครั้งแรก และแฟรงก์ บอร์แมน (Frank Borman) ลูกเรือผู้เห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินจากหน้าต่างยานเป็นคนแรกก็ได้บันทึกภาพนิ่งของภาพประวัติศาสตร์ดังกล่าวไว้

"โอ้ พระเจ้า ดูภาพนั่นสิ นั่นใช่ไหม" บีบีซีนิวส์เก็บคำอุทานของบอร์แมนในเหตุการณ์ครั้งนั้นมารายงาน และเขาได้บันทึกภาพโลกโผล่พ้นขอบฟ้าดาวบริวารได้ด้วยฟิล์มขาว-ดำ

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อนหน้านั้น เซอร์เฟร็ด ฮอยล์ (Sir Fred Hoyle) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอังกฤษทำนายไว้ว่า เมื่อยานอวกาศเผยให้เราได้เห็นโลกทั้งใบ ภาพนั้นจะเปลี่ยนเราไปตลอด จากนั้นก็มีดาวเทียมจำนวนหนึ่งบันทึกภาพของโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์ไว้ แต่วันที่ 24 ธ.ค.ปี 2511 เป็นครั้งแรกที่ตัวแทนมนุษยชาติได้เห็นภาพนั้นด้วยตาของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ดี ไม่มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของโลกที่โผล่พ้นขอบพื้นผิวดวงจันทร์สีเทาซีดๆ อีกจนกระทั่งปฏิบัติการอะพอลโล 10 และ 11 ในปีถัดๆ มา แต่ภาพดั่งกล่าวก็สิ้นมนต์ขลังลง โดยในภารกิจของยานอะพอลโล 12 ได้บันทึกภาพโลกภาพกระจกหน้าต่างที่มีหมอกปกคลุมบางๆ และนับเป็นภาพโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์สุดท้ายในยุคอะพอลโล

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151111

Tuesday, November 4, 2008

"จันทรายาน" ส่งภาพ "โลก" ชิมลางก่อนทำแผนที่ดวงจันทร์


จันทรายานใกล้ถึงดวงจันทร์แล้ว พร้อมบันทึกภาพ "โลก" เป็นภาพแรก กลับมาให้ชื่นชม เป็นการชิมลางก่อนเดินหน้าสำรวจดาวบริวารของโลก โดยเตรียมเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์วันที่ 8 พ.ย.นี้

เอเอฟพีและบีบีซีนิวส์รายงานว่าจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของประเทศอินเดีย เดินทางเข้าใกล้ดวงจันทร์แล้วเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 4 พ.ย.51 พร้อมกับส่งภาพถ่ายแรกของจันทรายาน 1 กลับมายังโลก หลังจากออกเดินทางจากแดนภารตะ มุ่งหน้าสู่ด้วงจันทร์ไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา

"การปฏิบัติการส่งจันทรายาน 1 ไปยังดวงจันทร์ผ่านไปได้ด้วยดี" เอส. สาทิส (S. Satish) ผู้อำนวยการองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย หรือ ไอเอสอาร์โอ (Indian Space Research Organisation : ISRO) กล่าวกับเอเอฟพี โดยขณะนี้จันทรายาน 1 อยู่ห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ประมาณ 1,000 กิโลเมตร

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของไอเอสอาร์โอที่ศูนย์ควบคุมในเมืองบังกะลอร์ อินเดีย ได้ทำการทดสอบการทำงานของกล้องบันทึกภาพภูมิประเทศของจันทรายาน 1 หรือทีเอ็มซี (Terrain Mapping camera: TMC) โดยการบันทึกภาพพื้นผิวโลกที่ระดับความสูงต่างๆ

ภาพแรกเป็นภาพบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนเหนือของออสเตรเลีย บันทึกไว้ขณะอยู่ที่ระดับความสูง 9,000 กิโลเมตร เหนือพื้นโลก ภาพที่ 2 เป็นบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของออสเตรเลีย บันทึกเมื่อจันทรายานอยู่ที่ระดับความสูง 70,000 กิโลเมตร

ทั้งนี้ กล้องทีเอ็มซีเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญ 11 ชิ้น ของจันทรายาน 1 สำหรับการสำรวจดาวบริวารของโลกในครั้งนี้ โดย 5 ชิ้น เป็นของที่อินเดียผลิตขึ้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไอเอสอาร์โอตั้งใจส่งจันทรายาน 1 ขึ้นไปสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ พร้อมกับบันทึกภาพเพื่อทำแผนที่ 3 มิติของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกด้วย โดยในวันที่ 8 พ.ย. นี้ ไอเอสอาร์โอจะนำจันทรายาน 1 เข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ที่ระดับความสูงจากพื้นผิวของดวงจันทร์ประมาณ 100 กิโลเมตร

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130741

Sunday, September 21, 2008

ฮีเลียมรั่ว "เซิร์น" ต้องปิดเครื่องเร่งอนุภาคซ่อม 2 เดือน


หลังทำให้ทั่วโลกตื่นเต้น กับการทดสอบปล่อยลำอนุภาค เข้าเครื่องเร่งขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ล่าสุด "เซิร์น" ได้ออกมาเปิดเผยความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับเครื่องทดลองอันทรงพลัง และอาจต้องหยุดดำเนินงานอย่างน้อย 2 เดือน

ทั้งนี้เซิร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ได้เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ขององค์กรว่า ระหว่างการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ในส่วนสุดท้าย หรือบริเวณเซคเตอร์ที่ 34 (sector 34) ด้วยกระแสไฟฟ้าที่สูงถึง 5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ โดยไม่ได้ปล่อยอนุภาคเข้าไปนั้น ได้เกิดเหตุขึ้น ที่ส่งผลให้ฮีเลียมปริมาณมากรั่วเข้าสู่อุโมงค์

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประเมินว่า อุบัติเหตุดังกล่าว น่าจะเกิดจากปัญหาในการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าระหว่างแม่เหล็ก 2 ตัว ซึ่งอาจละลายเมื่อกระแสสูง นำไปสู่ความผิดพลาดทางด้านกลไก แต่เซิร์นก็ย้ำว่า ได้ดำเนินการตามหลักความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อความมั่นใจว่า จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใดๆ ต่อประชาชน

แต่จากการประเมินในเชิงลึก พบว่าจำเป็นต้องเพิ่มอุณหภูมิให้กับส่วนที่เสียหายเพื่อทำการเปลี่ยน และคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนหยุดการดำเนินงานของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไว้ก่อน

ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานคำแถลงของเจมส์ กิลลีส์ (James Gillies) โฆษกของเซิร์น ว่าผู้เชี่ยวชาญได้เข้าไปในอุโมงค์ที่ขดเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร อยู่ภายใต้พรมแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ซึ่งติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไว้ เป็นเวลาราว 36 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสียหาย หลังการดำเนินงานปล่อยอนุภาคครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา

"มันเร็วเกินไปที่จะกล่าวเจาะจงลงไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูคล้ายว่ามีความผิดพลาด ในการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าระหว่างแม่เหล็ก 2 ตัว ซึ่งหยุดสภาวะการเป็นตัวนำยวดยิ่งและเกิดละลาย ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดของกลไก และทำให้ฮีเลียมรั่วออกมา" เอพีรายงานคำแถลงของกิลลีส์ โดยเขาระบุว่าส่วนที่เสียหายนั้นต้องได้การเพิ่มอุณหภูมิให้สูงกว่าศูนย์องศาสัมบูรณ์ จึงจะซ่อมแซมได้

กิลลีส์กล่าวว่า ความผิดภพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อย กับเครื่องเร่งอนุภาคทั่วไป แต่สำหรับกรณีนี้มีความซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีดำเนินการที่ระดับอุณหภูมิเข้าใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ ซึ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอวกาศห้วงลึก ทั้งนี้เพื่อให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

"เมื่อเกิดเหตุลักษณะนี้กับเครื่องเร่งอนุภาคอื่นๆ ก็ใช้เวลาเพียง 2-3 วันในการซ่อมแซม แต่เพราะนี่คือเครื่องจักรตัวนำยวดยิ่ง คุณจึงต้องใช้เวลานานที่จะทำให้ลดและเพิ่มอุณหภูมิเครื่อง ซึ่งหมายความว่าเรากำลังจะหยุดการดำเนินงานเป็นเวลา 2 เดือน โดยต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์เพื่อเพิ่มอุณหภูมิ จากนั้นก็ซ่อม และลดอุณหภูมิอีกครั้ง" กิลลีส์แจง

ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคมูลค่านับล้านล้านบาท ซึ่งได้รับการออกแบบและก่อสร้างเป็นเวลามากกว่า 2 ทศวรรษนั้น คือเครื่องเร่งอนุภาคให้ชนกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเครื่องเร่งอนุภาคนี้จะปล่อยลำอนุภาคโปรตอนจากนิวเคลียสของโปรตอนให้วิ่งวนรอบอุโมงค์ด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง จากนั้นให้ลำอนุภาคโปรตอน 2 ลำที่วิ่งสวนทางกันชนกัน แล้วเผยอนุภาคเล็กที่สุดซึ่งก่อตัวขึ้นครั้งแรกหลังเกิด "บิกแบง" (big bang) ซึ่งตามทฤษฎีระบุว่าเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อให้เกิดดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์และทุกสิ่ง

การทดลองของเซิร์นด้วยการจับอนุภาคชนกันนั้น ยังหวังที่จะได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับสสารมืด ปฏิสสารและอาจจะรวมถึงมิติพิเศษซึ่งซ่อนอยู่ในกาลอวกาศ และยังอาจได้พบอนุภาคในทางทฤษฎีที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs boson) หรือบางครั้งเรียกว่า "อนุภาคพระเจ้า" เพราะเชื่อว่าเป็นอนุภาคที่ทำให้เกิดมวลแก่อนุภาคอื่นๆ แล้วกลายเป็นสสารที่สร้างเอกภพขึ้นมา

นอกจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีแล้ว ยังมีเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเล็กซึ่งใช้งานกันมาหลายทศวรรษ เพื่อศึกษาการสร้างอะตอม ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโปรตอนและนิวตรอนเป็นองค์ประกอบที่เล็กสุดของนิวเคลียสอะตอม แต่การทดลองได้แสดงให้เห็นว่า โปรตอนและนิวตรอนนั้นประกอบขึ้นจากควาร์กและกลูออน และยังมีแรงกับอนุภาคอื่นๆ อยู่อีก

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000111863

Thursday, September 4, 2008

นักบินอวกาศนาซ่าลองเดินในพื้นที่คล้ายดวงจันทร์


นักบินอวกาศขององค์การนาซ่า พร้อมเจ้าหน้าที่เทคนิค เข้าไปฝึกการขับยานสำรวจ "ลูนาร์ทรัก" ที่บริเวณทะเลสาบโมเสส รัฐวอชิงตัน โดยยานนี้จะใช้เมื่อนาซ่าส่งนักบินอวกาศเดินทางไปยังดวงจันทร์อีกครั้งภายในศตวรรษนี้

ทะเลสาบโมเสสมีลอนทรายหรือแซน ดูนที่มีแปลกออกไปจากที่อื่น โดยทรายมีความนุ่มละเอียดเพราะผสมกับขี้เถ้าภูเขาไฟ และคล้ายคลึงกับดินบนดวงจันทร์มาก

นายโรเบิร์ต แอมบรอส เจ้าหน้าที่ระ ดับสูงของนาซ่า กล่าวว่า "เชื่อไหมคุณ ทรายที่นี่คล้ายกับดินดวงจันทร์มาก ต่างกันแค่ที่นี่มีแรงโน้มถ่วง ขณะบนดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงเพียง 1 ใน 6 ของพื้นโลก"

สำหรับรถสำรวจ "ลูนาร์ทรัก" ที่นักบินอวกาศกำลังหัดลองขับกันอยู่มี 12 ล้อ หนัก 4,500 ปอนด์ บรรทุกนักบินอวกาศพร้อมชุดนักบินที่แต่ละชุดหนักร้อยกว่ากิโลกรัมได้ 4 คน ความเร็วสูงสุดคือ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถเคลื่อนที่ได้ในทุกทิศทาง นักบินอวกาศจะขับยานเอง หรือสำนักงานนาซ่าบนโลกจะควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลก็ได้

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod/
Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOREEwTURrMU1RPT0=§ionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBd09DMHdPUzB3TkE9PQ==

Wednesday, September 3, 2008

กระจุกกาแลกซีชนกัน เผยให้เห็น "สสารมืด" กลางอวกาศ


การชนกันของกระจุกกาแลกซี ที่อยู่ไกลออกไป 5.7 พันล้านปีแสง เผยให้เห็น "สสารมืด" สสารที่เป็นองค์ประกอบเอกภพ 23% โดยกล้องฮับเบิล บันทึกหลักฐาน ไว้ได้ด้วยเทคนิค "เลนส์โน้มถ่วง"

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบสสารมืด ซึ่งแยกตัวจากสสารปกติ ระหว่างการชนกันขนาดใหญ่ ของกระจุกกาแลกซี (Galaxy Cluster) 2 กลุ่มที่อยู่ไกลออกไป 5.7 พันล้านปีแสง ซึ่งบีบีนิวส์ระบุว่า ทีมวิจัยได้รายงานเรื่องดังกล่าว ลงวารสารแอสโทรฟิสิคัล (Astrophysical)

ทีมวิจัย อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอ็กซ์จันทรา (Chandra X-ray telescope) ศึกษาวัตถุในอวกาศ ที่ชื่อ เอ็มเอซีเอสเจ 0025.4-1222 (MACSJ0025.4-1222) ซึ่งก่อตัวขึ้น หลังจากการชน ที่ให้พลังงานมหาศาล ของกาแลกซีคลัสเตอร์ขนากใหญ่ 2 กลุ่ม โดยกระจุกกาแลกซีแต่ละกลุ่มนั้น มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์นับพันล้านล้านเท่า

บีบีซีนิวส์ระบุด้วยว่า ทีมวิจัยเลือกใช้เทคนิค "เลนส์ความโน้มถ่วง" (gravitational lensing) เพื่อร่างแผนที่ของสสารมืด ด้วยกล้องฮับเบิล ซึ่งหากผู้สังเกตการณ์ มองไปที่กาแลกซี ซึ่งอยู่ไกลออกไป และมีสสารมืดอยู่ขั้นกลาง แสงที่ออกมาจากกาแลกซีนั้น จะบิดเบี้ยวไป ดูคล้ายเรากำลังมองผ่านเลนส์ขนาดเล็กๆ จำนวนมาก และเลนส์เหล่านั้น ก็คือชิ้นส่วนของสสารมืด และนักดาราศาสตร์ก็ใช้กล้องจันทรา เพื่อร่างแผนที่สสารทั่วไป ในกระจุกกาแลกซีที่รวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของก๊าซร้อน และส่องสว่างในย่านรังสีเอ็กซ์

ขณะที่กระจุกกาแลกซี ก่อให้เกิดวัตถุอวกาศ เอ็มเอซีเอสเจ0025 ด้วยการชนที่ความเร็วหลายล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ก๊าซร้อนของกลุ่มกาแลกซีทั้งสอง ก็ชนกันและลดความเร็วลง

อย่างไรก็ดี สสารมืดยังคงเคลื่อนที่ผ่านกันไป ในการชนดังกล่าว ซึ่งความจริงที่ว่าสสารมืดจะไม่ช้าลงเมื่อชนกันนี้ สนับสนุนแนวคิดที่ว่า อนุภาคของสสารมืดจะทำอันตรกริยาต่อกันด้วยแรงที่น้อยมากหรือไม่กระทำต่อกันเลย ทั้งนี้เมื่อตัดอันตรกริยาอันเนื่องจากแรงโน้มถ่วงออกไปแล้ว

อย่างไรก็ดี เคยพบปรากฏารณ์ลักษณะนี้มาก่อนแล้ว ในโครงสร้างอวกาศที่เรียกว่า "กระจุกกระสุนปืน" หรือ "บุลเลตคลัสเตอร์" (Bullet Cluster) ซึ่งก่อตัว หลังจากการชนกันของกระจุกกาแลกซีขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม โดยบุลเลตคลัสเตอร์ดังกล่าว อยู่ห่างจากโลก 3.4 พันล้านปีแสง

การค้นพบสสารมืดล่าสุด ริชาร์ด แมสซีย์ (Richard Massey) จากหอดูดาวเอดินบะระ (Royal Observatory Edinburgh) สก็อตแลนด์ ผู้ร่วมศึกษาสสารมืดนี้ด้วย ให้ความเห็นกับบีบีซีนิวส์ว่า ช่วยคลายความกังวลเรื่องบุลเลตคลัสเตอร์ คือกรณีที่แปลกประหลาดลงไปได้ และการศึกษาครั้งนี้ยังเผยให้เห็นคุณสมบัติของสสารมืดด้วย

"สสารมืดประกอบขึ้นเป็นเอกภพ มากกว่าสสารทั่วไปถึง 5 เท่า การศึกษาครั้งนี้ยืนยันว่า เรากำลังเข้าไปข้องเกี่ยวกับสสาร ที่มีความแตกต่างอย่างมาก ต่างไปจากสสารที่ประกอบเป็นเราขึ้นมา และเราก็ยังศึกษาการชนอันทรงพลังของกระจุกกาแลกซี 2 กลุ่มได้" มารุซา บราดาค (Marusa Bradac) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาบาร์บารา (University of California at Santa Barbara: UCSB) ให้ข้อมูล

จากการสังเกตทางดาราศาสตร์ชี้ว่า สสารมืดประกอบขึ้นเป็นเอกภพ 23% ส่วนสสารทั่วไป อาทิ กาแลกซี ก๊าซ ดวงดาว และดาเคราะห์นั้นประกอบขึ้นในเอกภพเพียง 4% ส่วนที่เหลืออีก 73% ของเอกภพสร้างขึ้นจากปริมาณลึกลับ "พลังงานมืด" (dark energy) ซึ่งส่งผลให้เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง

ตามแบบจำลองทางทฤษฎีหนึ่งนั้น สสารมืดอาจประกอบขึ้นจากอนุภาคที่แปลกประหลาด "วิมป์ส" (WIMPS) หรืออนุภาคมีมวลที่ทำอันตรกริยาอย่างอ่อน (Weakly Interacting Massive Particles) ขณะที่ทฤษฎีอื่นเชื่อว่า สสารมืดประกอบด้วยสสารที่เห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มากกว่าที่จะเป็นสสารอื่นซึ่งยากจะเข้าใจ

สำหรับการทดลองทางฟิสิกส์อันทรงพลังของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้ หลังการเดินเครื่องในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ด้าน แมสซีย์กล่าวว่า ทีมวิจัยของเขา ได้พบสิ่งที่อาจเป็นคำตอบว่า สสารมืดประกอบขึ้นจากอะไร จากการชนกันของกระจุกกาแลกซีนี้ โดยในทางอุดมคติแล้ว เขาต้องการหลักฐานมากกว่านี้ เพื่อศึกษาได้ในเชิงสถิติ แต่กล้องฮับเบิลก็ไม่สามารถทำงานได้เพียงไม่นานหลังจากที่ทีมวิจัยบันทึกภาพ เอ็มเอซีเอสเจ0025 ดังนั้น ทีมทีมวิจัยจึงยังไม่สามารถศึกษาภาพอื่นอีกได้ ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะศึกษาต่อหลังภารกิจซ่อมแซมกล้องฮับเบิลในเดือน ต.ค.นี้

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000104027

Tuesday, August 26, 2008

จรวดทำลายตัวเอง หลังนำส่งดาวเทียมนาซาไม่สำเร็จ


จรวดขนดาวเทียมทดลองให้ "นาซา" ไปไม่รอด เข้าระบบทำลายตัวเอง หลังจากทะยานเบี่ยงทิศทาง ผิดเป้าหมาย เศษซากระเบิดตกลงมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้ชายฝั่งเวอร์จิเนีย

จรวดนำส่งดาวเทียม ในระดับวงโคจรย่อย ATK-ALV X-1 ของอัลลิอันต์ เทคซิสเต็มส์ อินส์ หรือ เอทีเค (Alliant Techsystems Inc. : ATK) ซึ่งนำส่ง 2 ดาวเทียมไฮเพอร์โซนิก ให้แก่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซา) ถูกทำลาย หลังโคจรออกนอกทิศทาง

ตามรายงานผ่านเว็บไซต์ของนาซา ระบุว่า เหตุเกิดที่ฐานปล่อยจรวดวอลลอปส์ ของนาซา (NASA's Wallops Flight Facility) ที่มลรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อเวลา 05.10 น. ของวันที่ 22 ส.ค.51 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับเวลา 15.10 น. ในวันเดียวกัน ตามเวลาประเทศไทย

เมื่อจรวด ATK-ALV X-1 ทะยานตัวออกไปได้ เพียงแค่ 27 วินาทีเท่านั้น ก็เกิดการระเบิด ที่ระดับความสูง ประมาณ 3,000-3,600 เมตร

เคนต์ โรมิเกอร์ (Kent Romiger) อดีตนักบินอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งรั้งตำแหน่งรองประธาน ฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศ ของเอทีเค เปิดเผยผ่านสเปซด็อตคอมว่า จรวด (ซึ่งเป็นรุ่นทดลอง) ถูกโปรแกรมไว้ว่า หากทะยานเบี่ยงไปจากทิศทางที่กำหนดไว้ จะสั่งไปสัญญาณไปยัง ระบบทำลายตัวเอง ซึ่งเป็นการป้องกัน เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ นาซาคาดการณ์ว่า เศษซากระเบิดส่วนใหญ่ ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ก็ยังมีรายงานเห็นเศษจรวด ตกลงสู่ภาคพื้นดินด้วย

อย่างไรก็ดี แม้เศษจรวดจะไม่ตกใส่ผู้คน แต่เศษที่ตกลงบนพื้น หรือท้องทะเลก็อาจเป็นอันตรายได้ โดยทางนาซาแนะนำไม่ให้ประชาชนจับเศษดังกล่าว และโทรแจ้งศูนย์ฉุกเฉิน หากพบเห็น

ทั้งนี้ นาซาจ่ายให้แก่เอทีเค 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้าง "ไฮโบลต์" ดาวเทียมไฮเพอร์โซนิกเพื่อการวิจัย (Hypersonic Boundary Layer Transition : HYBOLT) และ "โซเร็กซ์" (Sub-Orbital Aerodynamic Re-entry Experiment : SOAREX) และจัดเตรียมการนำส่ง

ที่สำคัญ นาซาได้แสดงความผิดหวัง ที่เกิดความล้มเหลวในการนำส่งดาวเทียมครั้งนี้ และได้ตั้งทีมสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด ไปพร้อมๆ กับเอทีเค ซึ่งเป็นเจ้าของจรวด.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100786

Saturday, July 19, 2008

"ส้วมอวกาศ" ภารกิจท้าทายสำหรับยานใหม่ของนาซา


ตัวแทนผู้รับเหมาก่อสร้าง "ส้วมอวกาศ" ประกาศรับปัสสาวะจากคนงานในศูนย์อวกาศ เพื่อพัฒนาระบบส้วมสำหรับ "โอไรออน" ยานใหม่ของนาซา โดยต้องการมากถึงวันละ 30 ลิตร ด้านเจ้าหน้าที่นาซาระบุ การสร้างระบบทำความสะอาดส้วม ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง

ความท้าทายสำหรับการสร้างยานโอไรออน (Orion) ยานอวกาศลำใหม่ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่จะมาแทนกระสวยอวกาศแบบเดิม ซึ่งกำลังจะถูกปลดระวางนั้น คือการสร้างส้วมสำหรับนักบินอวกาศภายในยานลำใหม่ ตามรายงานของเอพีที่อ้างบันทึกภายในที่โพสต์ผ่านเว็บไซต์นาซาวอตช์ (Nasawatch.com)

ทั้งนี้แฮมิลตัน ซันด์สแตรนด์ (Hamilton Sundstrand) ผู้รับเหมาโครงการอวกาศของนาซากำลังหาปัสสาวะจากคนงานภายในศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนายานโอไรออนที่จะนำนักบินอวกาศขึ้นไปยังดวงจันทร์

มีความต้องการปัสสาวะ เพื่อใช้ทดลองสำหรับการออกแบบห้องส้วมในยานอวกาศมากถึงวันละ 30 ลิตร ซึ่งเป็นความต้องการทุกวันไม่เว้นหยุด โดยผู้ออกแบบยานโอไรออน ที่ต้องจอดในอวกาศนานถึง 6 เดือนระหว่างปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ จำเป็นต้องหาวิธีที่จะกำจัดน้ำปัสสาวะที่เก็บสะสมไว้ในส้วม

"ปัสสาวะเป็นสิ่งที่สกปรกมาก เพราะประกอบไปด้วยของแข็ง ซึ่งจะอุดตันช่องระบาย ดังนั้นการทำให้ระบบกำจัดของเสียสะอาดนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง" เอพีรายงานคำพูดของจอห์น ลิวอิส (John Lewis) หัวหน้าระบบสนับสนุนการดำรงชีพในยานโอไรออนของนาซา

ลิวอิสยังกล่าวด้วยว่านาซามีประเพณียึดถือมายาวนานแล้วในการนำตัวอย่างจากคนงานของนาซาเองเพื่อช่วยในการออกแบบห้องส้วมอวกาศที่ดีเพราะเราไม่สามารถผลิต "ฉี่ปลอม" ขึ้นมาได้

ทางด้านลีโอ มาโกว์สกี (Leo MaKowski) โฆษกบริษัทวินด์ซอร์ ลอคส์ คอนน์ (Windsor Locks, Conn.) ซึ่งเป็นบริษัทฐานในการผลิตส้วมสำหรับงานโอไรออน กล่าวว่าบริษัทต้องใช้ปัสสาวะปริมาณมาก โดยประมาณว่าวันหนึ่งต้องได้ตัวอย่างจากผู้บริจาคมากถึง 30 คนเพื่อศึกษาเรื่องความเป็นกรด

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084722

Friday, July 11, 2008

นาซาเหลืออีก 10 เที่ยวบิน ก่อนปลดระวาง 3 ยานอวกาศ


เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี เท่านั้น ยานอวกาศ 3 ลำ ของนาซาต้องอำลาภารกิจและหน้าที่ขนส่งนักบินอวกาศแล้ว และปล่อยให้กระสวยลำใหม่ "โอไรออน" มารับหน้าที่ต่อ พร้อมบินเที่ยวสุดท้าย 31 พ.ค.53 ก่อนปลดระวาง

องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) มีแผนที่จะส่งยานอวกาศชุดที่กำลังอยู่ระหว่างการใช้งานในภารกิจต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) อีกเพียง 10 เที่ยวบิน ภายในปี 2553 นี้ และหลังจากนั้นจะปลดระวางยานทั้ง 3 ลำ แล้วเปลี่ยนมาใช้กระสวยอวกาศโอไรออน (Orion) แทน

ทั้งนี้ ยานอวกาศทั้ง 3 ลำของนาซา ได้แก่ แอตแลนติส (Atlantis), ดิสคัฟเวอรี (Discovery) และเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ยังต้องทำหน้าที่พานักบินอวกาศเหินฟ้าสู่อวกาศอีกรวมทั้งสิ้น 10 เที่ยวบินด้วยกัน โดย 2 ใน 10 เที่ยวบินที่เหลือ มีกำหนดเดินทางภายในปีนี้ นั่นคือยานแอตแลนติสเที่ยวบินที่เอสทีเอส-125 (STS-125) ที่มีกำหนดออกเดินทางวันที่ 6 ต.ค. เพื่อซ่อมกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ส่วนเอนเดฟเวอร์จะออกเดินทางวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่เอสทีเอส-126 (STS-126)

สเปซด็อตคอมระบุอีกว่าเที่ยวบินสุดท้ายของยานอวกาศชุดนี้ นาซามีกำหนดให้ปล่อยออกจากฐานปล่อยจรวดในวันที่ 31 พ.ค. 2553 และจะเป็นเที่ยวบินครั้งที่ 35 ที่มุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ส่วนเที่ยวบินแรกของกระสวยโอไรออน คาดว่านะจะออกเดินทางได้ราวปลายปี 2557 ถึงต้นปี 2558 นอกจากนี้นาซายังมีกำหนดจะส่งกระสวยโอไรออนพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2563

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081288

ล้างทฤษฎีเก่า! พบหลักฐานใหม่ชี้ชัดบนดวงจันทร์มีน้ำซ่อนอยู่


เคยเข้าใจกันมานานนมว่าสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ไม่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเพราะปราศจากน้ำ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานใหม่บ่งชี้ว่าบนดวงจันทร์เคยมีน้ำแฝงอยู่ใต้ดินอย่างแน่นอน และตอนนี้ก็น่าจะหลงเหลือบางส่วนที่เป็นน้ำแข็งซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวบริเวณขั้วของดวงจันทร์ ลบล้างข้อสรุปเดิมที่เคยฟันธงกันไว้ว่าบนดวงจันทร์ไร้ร่องรอยน้ำ

สำนักข่าวเอเอฟพีและบีบีซีนิวส์รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ร่วมกันศึกษาตัวอย่างเศษหินจากดวงจันทร์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่มีความไวมากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งทำให้นักวิจัยแต่ละคนถึงกับประหลาดใจอย่างยิ่งที่พบว่ามีองค์ประกอบของน้ำปะปนอยู่ด้วย จากแต่เติมที่เคยศึกษากันแล้วจนลงมติว่าดวงจันทร์ไม่เคยมีน้ำมาก่อนแม้ในอดีต ทั้งนี้ได้รายงานผลการวิจัยในวารสารเนเจอร์ (Nature)

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าดวงจันทร์เกิดจากการที่มีวัตถุขนาดประมาณดาวอังคารพุ่งเข้าชนโลกหลังจากที่โลกถือกำเนิดขึ้นได้ไม่นานเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน ทำให้เศษหินเศษดินของโลกบางส่วนหลุดกระจายออกไปในอวกาศ ซึ่งความร้อนที่เกิดจากการปะทะกันครั้งนั้นได้แผดเผาน้ำจนเหือดแห้งไปหมด และต่อมาเศษชิ้นส่วนที่กระจายอยู่ในวงโคจรของโลกก็เกิดการรวมตัวกันกลายเป็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบโลกจนถึงปัจจุบันนี้

ทว่าเมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) มลรัฐโรด ไอส์แลนด์, สถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) กรุงวอชิงตัน ดีซี และ มหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเสิร์ฟ (Case Western Reserve University) มลรัฐโอไฮโอ ได้ศึกษาตัวอย่างเศษหินภูเขาไฟที่มีลักษณะใสคล้ายแก้วอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหินดังกล่าวยานอพอลโล (Apollo) นำมาจากดวงจันทร์เมื่อราว 40 ปีก่อน

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์เคยตรวจสอบหินจากดวงจันทร์กันมาแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยของน้ำแต่อย่างใด จึงให้ข้อสรุปว่าบนดวงจันทร์ปราศจากน้ำ แต่เมื่อนำมาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า เซคคันเดอรี ไอออน แมสสเปกโตรเมตรี (secondary ion mass spectrometry: SIMS) ซึ่งมีความไวในการตรวจวัดมากกว่าเทคนิคเดิมที่เคยใช้ถึง 10 เท่า สามารถตรวจจับสัญญาณของน้ำได้แม้มีปริมาณน้อยมากๆ

ผลการวิเคราะห์ที่ได้ทำให้นักวิจัยถึงกับทึ่ง เมื่อพบว่าตัวอย่างหินที่นำมาตรวจสอบ มีน้ำเป็นองค์ประกอบปะปนอยู่ประมาณ 46 ส่วนในล้านส่วน (ppm)

ทีมนักวิจัยเชื่อว่าปริมาณที่ตรวจจับได้จะต้องเป็นร่องรอยของน้ำในปริมาณมากมายกว่านี้หลายเท่าที่มีอยู่บนดวงจันทร์อย่างแน่นอน และได้ทดสอบไฮโดรเจนที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของน้ำ ให้ผลยืนยันว่าไม่ได้เป็นไฮโดรเจนที่มีอยู่ในลมสุริยะหรือว่าปนเปื้อนไฮโดรเจนมาจากสารระเหยอื่นๆ แต่อย่างใด

"แสดงว่าน้ำเหล่านี้มาจากชั้นแมนเทิล (mantle) ที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของดวงจันทร์" ผศ.อัลเบอร์โต ซาล (Alberto Saal) นักธรณีวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ให้ข้อมูลและอธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำดังกล่าวน่าจะปะปนอยู่กับแมกมาใต้ดิน ซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 750 ส่วนในล้านส่วน และปะทุขึ้นมาบนพื้นผิวดวงจันทร์พร้อมกันจากการที่ภูเขาไฟระเบิดเมื่อราว 3.5 พันล้านปีก่อน

นักวิจัยให้เหตุผลว่า การระเบิดของภูเขาไฟครั้งนั้นน่าจะทำให้น้ำที่ปะปนออกมากับลาวาได้รับความร้อนและระเหยเป็นไอไปกว่า 95% แต่เนื่องจากว่าบนดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้ม ประกอบกับแรงดึงดูดของดวงจันทร์มีไม่มากพบที่จะดึงดูดโมเลกุลของไอน้ำเอาไว้ได้ จึงทำให้ไอน้ำหลุดลอยออกไปสู่อวกาศจนหมด ส่วนน้ำที่เหลืออีกราว 5% น่าจะสะสมกลายเป็นน้ำแข็งอยู่ใต้พื้นผิวบริเวณขั้วของดวงจันทร์

ทั้งนี้ องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เตรียมเดินหน้าสมรวจหาร่องรอยของน้ำบนดวงจันทร์อีกครั้ง โดยเอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมว่านาซาเตรียมจะส่งยานลูนาร์ รีคอนเนสซองส์ ออร์บิเตอร์ (Lunar Reconnaissance Orbiter) ไปสำรวจดวงจันทร์ภายในเดือน พ.ย. 2551 และจะส่งลูนาร์ เครเตอร์ ออบเซอร์เวชัน แอนด์ เซนซิง แซทเทลไลต์ (Lunar Crater Observation and Sensing Satellite) ตามขึ้นไปต้นปี 2552

บีบีซีนิวส์รายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งสำคัญนี้จะช่วยเพิ่มข้อมูลให้นักวิทยาศาสตร์สำหรับศึกษาความเป็นมาของโลกและดวงจันทร์ในอดีต ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่ามีน้ำเกิดขึ้นบนโลกแล้วก่อนที่จะถูกอุกกาบาตพุ่งชนจนบางส่วนกระเด็นออกไปและก่อตัวเป็นดวงจันทร์ สำหรับดวงจันทร์ก็เพิ่มข้อสันนิษฐานว่ามีน้ำบนดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของน้ำบนโลกมาก่อนหรือเปล่า หรือเกิดขึ้นหลังจากนั้นราว 100 ล้านปี

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081435

Tuesday, July 8, 2008

ผิวดาวพุธเรียบเพราะภูเขาไฟ


ยานเมสเซนเจอร์ส่งข้อมูลของดาวพุธหรือดาวเมอร์คิวรี่กลับลงมายังพื้นโลก ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่าทราบว่า การระเบิดของภูเขาไฟเมื่อราว 3,000-4,000 ล้านปีก่อน เป็นสาเหตุให้พื้นผิวโดยส่วนใหญ่ของดาวพุธราบเรียบ

เมื่อพ.ศ. 2518 ยานมารีเนอร์ 10 โคจรผ่านดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวที่มีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของโลก แต่ใหญ่กว่าดวงจันทร์เล็กน้อย โดยยานถ่ายภาพส่งมาพบว่า พื้นผิวของดาวพุธโดยส่วนใหญ่เป็นผิวเรียบ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสงสัยว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากภูเขาไฟระเบิด หรือมีสะเก็ดดาวเคราะห์พุ่งชน จนเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ยานเมสเซนเจอร์โคจรผ่านดาวพุธพร้อมถ่ายภาพ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างแน่ใจว่า ที่ดาวพุธมีพื้นผิวเรียบก็เพราะมีภูเขาไฟระเบิด ไม่ใช่เกิดจากสะเก็ดดาวพุ่งชน และจากข้อมูลสนามแม่เหล็กธพบว่า ดาวพุธที่มีความหนาแน่นมากนี้กำลังจะมีขนาดเล็กลง

ยานมารีเนอร์ 10 โคจรผ่านดาวพุธ 3 ครั้ง ถ่ายภาพพื้นผิวดาวไว้ได้ 45% ส่วนยานเมสเซนเจอร์ ซึ่งย่อมาจาก "Mercury Surface, Space Environment, Geochemistry and Ranging" ถูกปล่อยออกจากฐานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถ่ายภาพพื้นผิวดาวพุธมาได้ 20% จะโคจรผ่านอีกในเดือนตุลาคมนี้และเดือนกันยายนปีหน้า และพ.ศ. 2554 จะโคจรรอบดาวพุธเป็นเวลา 1 ปี

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod/
Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNekE0TURjMU1RPT0=§ionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBd09DMHdOeTB3T0E9PQ==

Thursday, June 19, 2008

ตะลึง! พบสารก่อกำเนิดดีเอ็นเอ ในอุกกาบาตจากนอกโลก


นักดาราศาสตร์ตะลึง! พิสูจน์ชิ้นส่วนอุกกาบาตที่ตกลงในประเทศออสเตรเลียเมื่อ 40 ปีก่อน พบมีสารตั้งต้นของดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอรวมอยู่ด้วย ชี้ชัดธาตุคาร์บอนที่พบอยู่ในรูปแบบที่ไม่พบบนโลก นักวิจัยเชื่ออุกกาบาตนำพาสารองค์ประกอบของพันธุกรรมมาจากนอกโลก แล้วทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักดาราศาสตร์ยุโรปร่วมกับสหรัฐอเมริกาตรวจพบสารชีวโมเลกุล แฝงอยู่ในอุกกาบาตที่ตกลงมาสู่โลกบริเวณประเทศออสเตรเลย เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ซี่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ผลพิสูจน์ชี้ชัดว่า ธาตุคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบหลักไม่ใช่รูปแบบที่พบได้ทั่วไปบนโลก โดยได้มีการรายงานผลการศึกษาลงในวารสารเอิร์ธ แอนด์ แพลเน็ตทารี ไซน์ เล็ตเตอร์ส (Earth and Planetary Science Letters)

ทั้งในเอเอฟพีและไซน์เดลีระบุว่า เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบสารอินทรีย์บางชนิด ที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างโมเลกุลแรกของสารพันธุกรรมปะปนอยู่ในหินอุกกาบาต ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมพิสูจน์ ต่างปักใจเชื่อว่าวัตถุต่างพิภพจะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์เศษหินอุกกาบาตเมอร์ชิสัน (Murchison) ที่ตกในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2512 และพบว่ามีโมเลกุลของยูราซิล (uracil) และแซนทีน (xanthine) ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้จัดเป็นนิวคลีโอเบส (nucleobase) และเป็นโมเลกุลตั้งต้น ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต คือ ดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA)

ยูราซิลคือเบสชนิดไพริมิดีน (Pyrimidine) และพบเฉพาะในโมเลกุลของอาร์เอ็นเอ ส่วนแซนทีนแม้จะไม่ใช่องค์ประกอบโดยตรงในดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ แต่เป็นอนุพันธ์หนึ่งของเบสในกลุ่มพิวรีน (Purine) โดยนิวคลีโอเบสจะทำปฏิกิริยากับน้ำตาลไรโบสได้เป็นนิวคลีโอไซด์ และทำปฏิกิริยากับฟอสเฟตต่อไปเพื่อให้ได้นิวคลีโอไทด์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่จะประกอบกันเป็นดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอต่อไป

วารสารนิวไซเอนติสต์รายงานเพิ่มเติมว่า นักวิจัยยังได้พิสูจน์ต่อไปอีกว่าโมเลกุลของสารทั้ง 2 ชนิดนั้น แท้จริงมาจากนอกโลก หรือเพียงแค่เกิดการปนเปื้อน เมื่ออุกกาบาตตกกระทบพื้นโลกแล้ว แต่ผลการวิเคราะห์ชี้ว่านิวคลีโอเบสดังกล่าว มีคาร์บอนหนัก (C-13) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งเป็นรูปแบบของคาร์บอนที่พบในอวกาศเท่านั้น ขณะที่คาร์บอนที่พบทั่วไปบนโลกจะอยู่ในรูปคาร์บอนเบา (C-12)

ดร.ซิตา มาร์ตินส์ (Dr Zita Martins) หัวหน้าทีมวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์โลกและวิศวกรรมศาสตร์ (Department of Earth Science and Engineering) อิมพีเรียลคอลเลจ (Imperial College) กรุงลอนดอน เผยว่าการศึกษาเรื่องดังกล่าวจะช่วยเพิ่มข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแรกเริ่มบนโลกได้

"พวกเราเชื่อแน่ว่าสิ่งมีชีวิตแรกๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกจะต้องได้รับนิวคลีโอเบส มาจากเศษชิ้นส่วนของอุกกาบาตที่มาจากนอกโลกเพื่อทำการถอดรหัสพันธุกรรม เป็นผลให้พวกเขาสามารถถ่ายทอดลักษณะต่างๆ สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เกิดการวิวัฒนาการ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้" ดร.มาร์ตินส์แจง

ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานกันว่าเมื่อราว 3.8-4.5 พันล้านปีก่อน โลกของเรามีหินอุกกาบาตที่คล้ายกับอุกกาบาตเมอร์ชินตกลงมาเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สิ่งมีชีวิตแรกๆ เริ่มอุบัติขึ้นบนโลก และสารอินทรีย์ที่มาพร้อมกับอุกกาบาตจากนอกโลกเหล่านั้นก็กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกจนมาถึงปัจจุบัน

ด้านศาสตราจารย์มาร์ก เซฟตัน (Professor Mark Sephton) นักวิจัยสถาบันเดียวกับ ดร.มาร์ตินส์ ระบุว่าเขาเชื่อเช่นเดียวกับ ดร.มาร์ตินส์ และองค์ความรู้นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการศึกษาถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตชนิดแรกๆ และเนื่องจากหินอุกกาบาตได้นำพาองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลก มาจากระบบสุริยะ ก็น่าจะมีแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลด้วยเช่นกัน ประกอบกับหลักฐานการค้นพบสารอินทรีย์จากวัตถุนอกโลกที่เพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอุบัติขึ้นได้อีกที่ไหนสักแห่ง

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071128

Wednesday, June 18, 2008

"พลูตอยด์" คำใหม่เรียกดาวเคราะห์แคระคล้ายพลูโต


เมื่อปี 2549 "พลูโต" ต้องช้ำใจเพราะถูกลดสถานภาพจากดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะให้เป็นแค่ดาวเคราะห์แคระ แต่ล่าสุดได้รางวัลปลอบใจให้เป็นต้นแบบของดาวเคราะห์แคระที่พบในแถบไคเปอร์ ดวงใดมีขนาดและวงโคจรใกล้เคียงกับพลูโตให้เรียก "พลูตอยด์"

สำนักข่าวรอยเตอร์สและบีบีซีนิวส์รายงานว่า สมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union : IAU) ได้มีการจัดการประชุมระบบการเรียกชื่อวัตถุขนาดเล็ก (Committee on Small Body Nomenclature) ขึ้น เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.51 ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เหล่านักดาราศาสตร์มีมติ ให้คำว่า "พลูตอยด์" (plutoid) เป็นนิยามใหม่ของดาวพลูโต (Pluto) และรวมถึงดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ดวงอื่นๆ ที่มีวงโคจร และขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต ที่อาจค้นพบได้ในอนาคต

คำแถลงของสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลระบุ ให้คำว่า "พลูตอยด์" หมายถึง วัตถุบนท้องฟ้าในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์, มีมวลมากเพียงพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเอง ให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต (hydrostatic equilibrium), มีวงโคจรของตัวเองไม่ชัดเจน และต้องไม่มีดาวบริวาร

ขณะนี้มีดาวเคราะห์แคระที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพลูตอยด์แล้ว 2 ดวง ได้แก่ พลูโต และอีริส (Eris) ที่มีขนาดใหญ่กว่าพลูโตเล็กน้อย และเป็นดาวเคราะห์แคระที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ ซึ่งนักดาราศาสตร์ก็คาดหวังกันว่า ในอนาคตจะมีการค้นพบวัตถุประเภทพลูตอยด์เพิ่มมากขึ้นอีก ส่วนซีเรส (Ceres) นั้น ถึงแม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์แคระ เช่นเดียวกับพลูโตและอีริส แต่ไม่จัดว่าเป็นพลูตอยด์ เนื่องจากอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ไม่ได้อยู่ในแถบไคเปอร์เหมือนพลูตอยด์ทั้ง 2 ดวง

อย่างไรก็ดี วารสารนิวไซเอนติสต์รายงานอีกว่า ไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology) หรือคาลเทค ในเมืองพาซาเดนา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้แจงเพิ่มเติมว่า พลูตอยด์จะต้องมีความสว่างในระดับน้อยที่สุดเท่านั้น (minimum brightness) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่แยกแยะพลูตอยด์ออกจากดาวเคราะห์แคระอีกหลายดวง ที่พบแล้วในแถบไคเปอร์ได้

"วัตถุในแถบไคเปอร์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับพลูโตจะถูกจัดให้เป็นพลูตอยด์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ปกคลุมพื้นผิววัตถุนั้นด้วย ถ้าหากพลูโตถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง พลูก็อาจจะไม่ใช่พลูตอยด์ก็เป็นได้" บราวน์กล่าวกับนิวไซเอนติสต์

ทั้งนี้ ดาวพลูโตถูกค้นพบเมื่อปี 2473 โดยไคลด์ ทอมบอกจ์ (Clyde Tombaugh) และได้รับการพิจารณาให้เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาก็มีการถกเถียงกันในวงการดาราศาสตร์ ว่าดาวพลูโตเหมาะสมกับคุณสมบัติของดาวเคราะห์หรือไม่ จนกระทั่งเมื่อเดือน ส.ค.ปี 2549 สมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลมีมติ ถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ และจัดให้มีสถานภาพเป็นดาวเคราะห์แคระแทน เป็นผลให้ระบบสุริยะคงเหลือดาวเคราะห์ ที่เป็นบริวารของดวงอาทิตย์เพียง 8 ดวง.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000070614

Thursday, June 5, 2008

ระบบดาวเทียมส่งคำสั่งขัดข้อง "ฟีนิกซ์" หยุดขุดดาวแดงก่อน


ปฏิบัติการขุดเจาะชั้นดินบนดาวอังคาร เพื่อหาสัญญาณสิ่งมีชีวิต ของยานฟีนิกซ์ต้องล่าช้าออกไปก่อน หลังเกิดเหตุขัดข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ของดาวเทียมสื่อสาร ที่ส่งสัญญาณคำสั่งระหว่างโลกกับดาวอังคาร แต่จะเริ่มภารกิจอีกครั้งเร็วๆ นี้ หลังส่งคำสั่งใหม่ผ่านทางยานสำรวจดาวอังคารอีกลำ และนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดปัญหาขึ้น กับภารกิจสำรวจดาวแดงของฟีนิกซ์

ชาด เอ็ดวาร์ดส (Chad Edwards) หัวหน้าวิศวกรโทรคมนาคมของห้องปฏิบัติการจรวดขับเคลื่อนความดัน (Jet Propulsion Laboratory) องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เปิดเผยว่าได้เกิดเหตุขัดข้องขึ้นกับดาวเทียมโอดิสซี (Odyssey) ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ส่งสัญญาณสื่อสารและคำสั่งจากโลกไปยังยานฟีนิกซ์ (Phoenix) ที่ปฏิบัติการอยู่บนดาวอังคาร ทำให้การขุดเจาะชั้นดินบนดาวอังคารของยานฟินิกซ์จึงต้องล่าช้าออกไปจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะเริ่มปฏิบัติการในวันที่ 4 มิ.ย.51 ที่ผ่านมา

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่มีปัญหาเกิดขึ้นกับปฏิบัติการของยานฟีนิกซ์ โดยเหตุขัดข้องครั้งแรกเ กิดขึ้นหลังจากที่ยานร่อนลงจอดบนดาวอังคารเพียง 2 วัน โดยสัญญาณวิทยุของยานมาร์ส รีคอนเนสซองส์ ออร์บิเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter : MRO) ดับ ซึ่งยานดังกล่าวก็เป็นอีกช่องทางของการสื่อสารระหว่างโลกกับยานฟีนิกซ์

เอ็ดวาร์ดส เผยว่า ทีมวิศวกรคงต้องใช้เวลาแก้ปัญหาสักระยะหนึ่ง โดยอาจจะไม่สามารถใช้งานระบบดังกล่าวได้ไปจนถึงวันเสาร์นี้ (7 มิ.ย.) ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากอนุภาคพลังงานสูง จากอวกาศ ที่ไปรบกวนการทำงานของหน่วยความจำ ในระบบคอมพิวเตอร์ของดาวเทียม โดยในระหว่างนี้ก็คงต้องใช้ระบบการสื่อสารและส่งคำสั่งผ่านทางยานเอ็มอาร์โอเพียงลำพังไปก่อน

ทั้งนี้ ยานฟีนิกซ์มีแผนปฏิบัติการขุดเจาะชั้นดินของดาวอังคาร เพื่อนำตัวอย่างดินมาวิเคราะห์และค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งหมด 3 แห่งด้วยกัน โดยแห่งแรกคือบริเวณทางด้านทิศเหนือของจุดที่ยานร่อนลงจอด ซึ่งฟีนิกซ์จะเริ่มปฏิบัติภารกิจดังกล่าวอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ (5 มิ.ย.) ทันที ที่มีคำสั่งใหม่มาถึงโดยผ่านทางเอ็มอาร์โอ

ส่วนดินที่ถูกขุดขึ้นมา จะถูกใส่เข้าไปในเตาอบขนาดเล็ก ก่อนการวิเคราะห์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถวิเคราะห์ได้ภายในสัปดาห์นี้

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อเล่นให้บริเวณทั้ง 3 แห่ง ที่ยานฟีนิกส์จะทำการขุดเจาะอย่างจริงจัง ตามชื่อตัวละครเอกในเทพนิยายเรื่อง โกลดิลอคส์ (Goldilocks) ได้แก่ เบบี้แบร์ (Baby Bear), มาม่าแบร์ (Mama Bear) และปาป้าแบร์ (Papa Bear) โดยแห่งแรกที่จะขุดนี้คือบริเวณเบบี้แบร์.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000065947

Sunday, June 1, 2008

"ดิสคัฟเวอรี" ทะยานฟ้าขนแล็บญี่ปุ่น-อุปกรณ์ส้วมขึ้นอวกาศ


นาซาส่งยาน "ดิสคัฟเวอรี" ทะยานฟ้าท่ามกลางท้องฟ้าที่สดใส มุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศในอีก 2 วันเพื่อติดตั้งห้องแล็บอวกาศความหวังของญี่ปุ่นและซ่อมแซมห้องส้วมที่ชำรุด

กระสวยอวกาศดิสคัฟเวอรี (Discovery) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ทะยานขึ้นสู่ฟ้าจากศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) เมื่อเช้าวันที่ 1 มิ.ย.51 ตั้งแต่ 04.02 น.ตามเวลาประเทศไทย ท่ามกลางสภาพอากาศท้องถิ่นที่ค่อนข้างแจ่มใสและเมื่อปล่อยยานแล้วท้องฟ้าที่สดใสนั้นก็ประปรายไปด้วยเมฆจากเครื่องยนต์

จากนี้ไปอีก 2 วันสำนักข่าวเอพีรายงานว่ากระสวยอวกาศจะถึงสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) และลูกเรือก็จะติดตั้งห้องปฏิบัติการอวกาศคิโบ (Kibo) ที่มีมูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ขององค์การสำรวจญี่ปุ่น (แจกซา) พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษให้กับห้องสุขาที่ชำรุดบนสถานีอวกาศด้วย

ห้องแล็บคิโบที่มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง "ความหวัง" นี้เป็นห้องแล็บขนาดเท่ารถประจำทางและจะเป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่สุดที่ติดตั้งบนสถานีอวกาศซึง่จะกินพื้นที่ถึง 3 ใน 4 ของสถานีอวกาศ โดยชิ้นส่วนแรกได้ติดตั้งไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และชิ้นส่วนที่สามกับชิ้นส่วนสุดท้ายจะติดตั้งต่อไปในปีหน้า รวมมูลค่าห้องปฏิบติการทั้งหมดราว 6.5 หมื่นล้านบาท

ครั้งนี้เอพีรายงานว่าดิสคัฟเวอรีต้องบรรทุกสัมภาระซึ่งประกอบด้วยห้องแล็บอวกาศที่หนักถึง 14,500 กิโลกรัมและมีความยาว 11 เมตร โดยปฏิบัติการอวกาศครั้งนี้ยาวนาน 14 วันและประกอบด้วยการเดินอวกาศ 3 เพื่อติดตั้งห้องปฏิบัติการของญี่ปุ่น เปลี่ยนถังก๊าซไนโตรเจนและทำความสะอาดข้อต่อที่ยึดแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของสถานีอวกาศไว้

นอกจากนี้ลูกเรือของสถานีอวกาศซึ่งเป็นชาวรัสเซียก็จะเปลี่ยนเครื่องสูบใหม่ให้กับห้องสุขาที่ชำรุด หลังจากที่เสียหายมาเป็นเวลากว่าสัปดาห์ นักบินบนสถานีต้องทำความสะอาดส้วมด้วยน้ำพิเศษอยู่หลายวัน ซึ่งเป็นงานที่เสียเวลาและสิ้นเปลืองน้ำอย่างมาก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่นาซาและองค์กรอวกาศจากรัสเซียหวังว่าเครื่องสูบใหม่ที่ส่งตรงอย่างเร่งด่วนจากกรุงมอสโคว์ไปยังศูนย์อวกาศเคนเนดีนั้นจะทำให้ห้องส้วมกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

สำหรับเที่ยวบินนี้ประกอบด้วยลูกเรือ 7 นายคือ มาร์ก เคลลี (Mark Kelly) ผู้บังคับการประจำเที่ยวบิน เคนเนธ แฮม (Kenneth Ham) นักบิน โรนัลด์ กาแรน (Ronald Garan) วิศวกรและผู้เดินอวกาศประจำเที่ยวบิน กาเรน ไนเบิร์ก (Karen Nyberg) ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำเที่ยว และอากิฮิโกะ โฮชิเดะ (Akihiko Hoshide) นักบินอวกาศจากญี่ปุ่น ไมเคิล ฟอสซัม (Michael Fossum) ผู้เดินอวกาศประจำเที่ยวบิน และเกรก ชามิทอฟ (Greg Chamitoff) ซึ่งจะขึ้นไปผลัดเปลี่ยนกับการ์เรตต์ ไรส์แมน (Garrett Reisman) เพื่อประจำอยู่บนสถานีอวกาศ

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000063663

Wednesday, May 7, 2008

ค่ำวันที่ 10 พฤษภา....มองฟ้าชม "จันทร์บังดาวอังคาร"


คืนวันเสาร์ที่ 10 พ.ค.นี้ คนไทยทั่วประเทศจะได้มีโอกาสชมปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์บังดาวอังคาร” ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยาก หากพลาดครั้งนี้อาจต้องรอชมอีกครั้งในอีก 13 ปีข้างหน้า

อาจารย์ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า ในคืนวันเสาร์ที่ 10 พ.ค.51 นี้ เวลาประมาณ 22.00 น.จะเกิดปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์บังดาวอังคาร” (occultation) ขึ้นทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เปิดโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศมองเห็นปรากฏการณ์ได้ด้วยตาเปล่า

อย่างไรก็ดี ผู้ชมปรากฏการณ์ในภูมิภาคต่างๆ จะเห็นปรากฏการณ์ในเวลาและตำแหน่งบนท้องฟ้าที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย ผู้สังเกตปรากฏการณ์ใน จ.เชียงใหม่ จะได้เห็นปรากฏการณ์เป็นจังหวัดแรกของประเทศในเวลา 21.54 น.

สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ควรเลือกสถานที่ที่ไร้แสงไฟรบกวนและปลอดจากต้นไม้ ตึกอาคาร หรือเมฆบัดบังทัศนียภาพใกล้ขอบฟ้า

ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเริ่มสังเกตปรากฏการณ์ตั้งแต่ 21.00 น.เป็นต้นไป โดยจะเห็นดาวอังคารเป็นจุดสีส้มแดงอ่อนๆ และเคลื่อนที่น้อยมากเหนือด้านมืดของดวงจันทร์ในคืนขึ้น 6 ค่ำ ก่อนด้านมืดของดวงจันทร์จะค่อยๆ เคลื่อนขึ้นไปสัมผัสกับขอบนอกของดาวอังคารในเวลา 21.56 น. ที่มุมเงย 23 องศา และจะเคลื่อนบดบังดาวอังคารจนมิดในเวลาเพียง 12-13 วินาที

จากนั้นดวงจันทร์จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงค่อยๆ เคลื่อนผ่านดาวอังคาร และเผยให้เห็นดาวอังคารอีกครั้ง แต่เนื่องจากดาวอังคารจะไปปรากฏในด้านสว่างของดวงจันทร์ในตำแหน่งใกล้ขอบฟ้ามากขึ้นจึงอาจไม่เห็นปรากฏการณ์ด้วยตาเปล่า โดยดวงจันทร์จะเคลื่อนผ่านดาวอังคารทั้งดวงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้งในเวลา 22.42 น.ถือเป็นอันสิ้นสุดปรากฏการณ์

ทั้งนี้ ในเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทย นายวรเชษฐ์ บุญปลอด กรรมการสมาคมฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากประเทศไทยแล้ว หลายประเทศในเอเชียก็มีโอกาสสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวได้เช่นกัน ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ เนปาล พม่า กัมพูชา ดินแดนทิเบต เกาะน้อยใหญ่ทางตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวและเวียดนาม รวมไปถึงซีกตะวันตกของมาเลเซียและอินโดนีเซีย

นายวรเชษฐ์ เผยอีกว่า ตั้งแต่ปี 2501 เป็นต้นมา ได้เกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวอังคารมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 16 ส.ค.29 คนไทยสามารถเห็นปรากฏการณ์ได้จากทุกจุดทั่วประเทศ โดยปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวอังคารวันที่ 10 พ.ค.นี้จะเป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ครั้งล่าสุดหลังจากวันที่ 24 ม.ค.45 ที่เกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเสาร์มาแล้ว

ด้านอาจารย์วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดูดาวเจ้าของหอดูดาวบัณฑิต ต.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะร่วมสังเกตปรากฏการณ์ครั้งนี้ พร้อมบันทึกภาพและจัดทำเป็นคลิปวีดิโอปรากฏการณ์เผยแพร่ ได้อธิบายที่มาที่ไปของปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า เกิดจากการที่ตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์บนโลก (ไม่ใช่ "ตำแหน่งของโลก" เพราะไม่ใช่ทุกตำแหน่งบนโลกที่เห็นปรากฏการณ์ได้) ตำแหน่งดวงจันทร์ และตำแหน่งของดาวอังคารมาอยู่ในแนวเดียวกันพอดี คล้ายกับการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา แต่สลับกันระหว่างดาวอังคารและดวงอาทิตย์

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าปรากฏการณ์ประเภทนี้จะเกิดขึ้นเป็นวงรอบ ซึ่งนักดาราศาสตร์สามารถคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใดด้วยโปรแกรมเฉพาะ เนื่องจากดวงดาวแต่ละดวงในระบบสุริยจักรวาลต่างมีวงโคจรที่แตกต่างกัน การคำนวณการเกิดปรากฏการณ์จึงต้องอาศัยโปรแกรมที่จัดทำเฉพาะปรากฏการณ์นั้นๆ

อย่างไรก็ดี อาจารย์ประพีร์ นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากและสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้จะไม่มีความหมายในเชิงการค้นคว้าวิจัยด้านดาราศาสตร์ แต่ก็เปิดโอกาสให้เยาวชนที่สนใจดาราศาสตร์ใช้เป็นแบบฝึกหัดภาคสนามในการวัดระยะเชิงมุมระหว่างดวงจันทร์และดาวอังคารที่ระยะต่างๆ ได้

นอกจากนี้อาจารย์ประพีร์ แนะนำด้วยว่า ผู้ที่มีกล้องสองตา กล้องสองตาจะช่วยให้เห็นดาวอังคารได้ชัดขึ้นเล็กน้อย ส่วนผู้ที่ต้องการบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ด้วยควรใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 14 นิ้วขึ้นไป โดยควรไปชมกันเป็นหมู่คณะและไม่ควรไปชมในสถานที่เปลี่ยวเพื่อให้ชมปรากฏการณ์ได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ส่วนปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์บังดาวอังคาร” ที่สังเกตเห็นได้ในประเทศไทยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอีก 13 ปีข้างหน้าในวันที่ 17 เม.ย.64 ซึ่งสามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์ได้ทั่วประเทศเช่นกัน และจะเกิดปรากฏการณ์อีกครั้งในอีกประมาณ 19 ปีถัดไปในวันที่ 21 มี.ค.83 ที่สามารถเห็นปรากฏการณ์ได้จากทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง

*** ลองชมภาพแอนิเมชันจำลองปรากฎการณ์ "ดวงจันทร์บังดาวอังคาร" ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 พ.ค.51 นี้จากเว็บไซต์สมาคมดาราศาสตร์ไทย

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000052864

Sunday, April 27, 2008

จับภาพหลักฐานแรก "หลุมดำ" เร่งอนุภาคเร็วใกล้แสงได้ไง


บีบีซีนิวส์/เอเยนซี - นักดาราศาสตร์สหรัฐฯ เผยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุจับภาพ "หลุมดำ" ขณะปล่อยลำอนุภาคที่มีประจุสูงได้ ชี้เป็นหลักฐานสู่การไขปริศนาหลุมดำเร่งอนุภาคให้มีความเร็วเข้าใกล้แสงได้อย่างไร

นักดาราศาสตร์เชื่อมานานแล้วว่าหลุมดำยักษ์ที่เกิดจากใจกลางของกาแลกซีหรือดาราจักรหลายๆ แห่งยุบตัวนั้น เป็นต้นเหตุของการปลดปล่อยลำอนุภาคที่มีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง แต่ว่าหลุมดำทำให้เกิดลำอนุภาคดังกล่าวขึ้นได้อย่างไรนั้นยังคงเป็นปริศนา

ล่าสุดทีมนักวิจัยที่นำโดย ศ.อลัน มาร์สเชอร์ (Prof.Alan Marscher) จากมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา ก็จับสัญญาณแรกจากกราฟที่จะไขปริศนาข้างต้นได้ โดยอาศัยความพร้อมของระบบกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 10 ตัว จากหอดูดาววิทยุดาราศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (National Radio Astronomy Observatory)

ทั้งนี้เป็นการสำรวจไปยังกาแลกซีบีแอล แลเซอร์ตา (BL Lacertae) ซึ่งเป็นหลุมดำยักษ์ชนิดที่เรียกว่า "บลาซาร์" (Blazar) และได้รับการตั้งข้อสงสัยว่าบลาซาร์ดังกล่าวนั้นได้พ่นลำของพลาสมาที่ทรงพลังออกมาเป็นคู่ โดยอยู่ห่างจากโลกไป 950 ปีแสง

ทีมวิจัยเผยว่าลำอนุภาคที่มีพลังงานสูงนั้นมีต้นกำเนิดจากสนามแม่เหล็กที่อยู่ใกล้กับขอบของหลุมดำ ซึ่งภายในบริเวณดังกล่าวนั่นเองที่อนุภาคถูกเร่งและรวมเป็นลำอนุภาคเดียวกัน

"เราได้เข้าใจรูปร่างอันชัดเจนที่สุดซึ่งอยู่ในสุดของลำอนุภาค และเป็นที่ซึ่งอนุภาคทั้งหลายถูกเร่งจริงๆ" มาร์สเชอร์กล่าว

ทางด้าน ศ.ฮิวจ์ อัลเลอร์ (Hugh Aller) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) ซึ่งร่วมในการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า กระบวนการเร่งวัตถุให้มีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสงนั้นมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เครื่องเกิดขึ้นในเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ท

"มันช่วยให้เราเข้าใจว่าวัตถุบนท้องฟ้านี้เร่งอนุภาคให้มีความเร็วเข้าใกล้แสงได้อย่างไร เมื่อวัตถุตกลงไปในหลุมดำก็มีบางสิ่งที่ถูกพ่นออกมาด้วยความเร็วที่สูงมาก" ศ.อัลเลอร์กล่าว

อย่างไรก็ดี เนล โบลด์เลอร์ (Neil Bowdler) ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์ของสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใกล้การค้นพบว่ามีอะไรที่อยู่ในหลุมดำในบริเวณที่เรียกว่า "ขอบฟ้าเหตุการณ์" (event horizon) และในความเป็นจริงเราก็ยังไม่สามารถมองเข้าไปยังภายในของธรรมชาติอันแปลกประหลาดนี้ได้.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000048757