Showing posts with label nanotech. Show all posts
Showing posts with label nanotech. Show all posts

Wednesday, January 14, 2009

ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง


นักวิจัยมะกัน พัฒนาท่อนำแสง ทำแสงให้มีขนาดนาโน ช่วยดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในของไหลได้ดี พร้อมนำส่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้สะดวก อนาคตเห็นทางทำไบโอเซนเซอร์ตรวจโรคแม่นยำสูง

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) สหรัฐฯ ค้นพบวิธีดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในสารละลายไหล โดยใช้ลำแสงขนาดนาโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารเนเจอร์ (Nature) ตามที่ระบุในไซน์เดลี โดยนักวิจัยหวังว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาเป็นไบโอเซนเซอร์ความแม่นยำสูง หรือประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและนำส่งอนุภาคนาโน

วิลเลียม ชูลทส์ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐฯ (National Science Foundation: NSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในการจัดการกับวัตถุระดับโมเลกุลและอะตอม โดยเฉพาะวัตถุที่บรรจุอยู่ในของเหลว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ประโยชน์จากแสงในการจัดการกับเซลล์และวัตถุขนาดนาโนอยู่แล้ว ทว่าเทคนิคใหม่ที่ว่านี้นี้ช่วยให้นักวิจัยทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและยาวนานขึ้น

ด้าน เดวิด อีริคสัน (David Erickson) วิศวกร คอร์เนล กล่าวว่า เรามองแสงเป็นชุดของอนุภาคที่ไม่มีมวลโดยเรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งพวกเขาได้ทดลองหาวิธีรวมอนุภาคโฟตอนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กมาก แล้วทำให้ส่องผ่านไปตามท่อนำคลื่น (waveguide) ชนิดพิเศษ ซึ่งคล้ายกับเส้นใยแก้วนำแสงขนาดนาโน เมื่อชิ้นส่วนของวัตถุใด ซึ่งอาจจะเป็นดีเอ็นเอ หรืออนุภาคนาโน ลอยเข้ามาใกล้กับลำแสงโฟตอนดังกล่าว จะถูกดูดเข้ามาข้างในและไหลไปตามลำแสง

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาท่อนำคลื่นเพื่อทำให้แสงกลายเป็นลำแสงขนาดเล็ก และพัฒนาต่อไปเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในกับดักจับดีเอ็นเอ หรือวัตถุอื่นที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่ไหลอยู่ในของเหลวได้ดียิ่งขึ้น โดยท่อเล็กๆ แต่ละท่อที่อยู่ภายในท่อนำคลื่นนั้นมีความกว้างเพียง 60-120 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์อินฟราเรดที่มีขนาด 1,500 นาโนเมตร ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยขจัดข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมอันเกิดจากการกระจายของลำแสงเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และท่อขนาดนาโนภายในท่อนำแสงดังกล่าวยังช่วยให้ใช้แสงในการดักจับหรือขนส่งวัตถุนาโนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นักวิจัยทดลองโดยนำสารละลายที่มีดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโน มาชะให้ไหลผ่านไปตามท่อนำแสงที่มีช่องแสงผ่านขนาดไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 80 ไมโครเมตรต่อวินาที ผลปรากฏว่าระบบดังกล่าวสามารถดักจับดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโนเข้ามาภายในลำแสงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของอนุภาคทั้งหมด ทว่าเมื่อทดลองใช้ท่อนำแสงที่มีช่องแสงขนาดเล็กลง อัตราการไหลช้าลง และลำแสงมีพลังงานสูงกว่า ปริมาณอนุภาคที่ดักจับได้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้น

"สิ่งที่เรากำลังหวังจะทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจกับหลักการทางฟิสิกส์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นอะไรก็ตาม ที่อาจเป็นไปได้เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น ครั้งท้ายสุดเรานึกถึงการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านแสงที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในการสื่อสารและงานอื่นๆ ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีการประยุกต์นำไปใช้ทางด้านระบบนาโน ซึ่งความหวังในอนาคตของเราคือสามารถขนส่งผ่านแต่ละสายของดีเอ็นเอได้คล้ายกับการขนส่งผ่านแสงที่ทำได้แล้วในปัจจุบัน" อีริคสัน กล่าว

อีกทั้งในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีในไปใช้ในการดักจับ หรือนำส่งดีเอ็นเอหรืออนุภาคอื่นให้ไปยังทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องได้ อาทิ ใชัในการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวินิจฉัยต่างๆ หรือสำหรับรวบรวมอนุภาคที่มีโครงสร้างตามที่ต้องการ.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003841

Tuesday, December 30, 2008

ผ่านปี '51 ผู้บริโภคยังต้องตัดสินใจเรื่องความปลอดภัย "สินค้านาโน"


แม้ว่ากระแส "นาโน" ในบ้านเรา จะคลายความตื่นตัวไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีงานวิจัยในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ ทั้งของไทยและเทศออกมาให้เห็น รวมทั้งประเด็นเรื่อง "ความปลอดภัย" ที่เริ่มกล่าวถึงการมากขึ้น มาตามไปดูกับ "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" ว่าในรอบปี 2551 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของวงการนาโนเทคโนโลยีในเมืองไทยรอบปี 2551 นี้คงต้องยกให้กับการจัดงาน ประชุมวิชาการและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์ ซิมโพเซียม 2008" (NanoThailand Symposium: NST2008) ที่จัดงานกันในช่วงปลายปี ถือเป็นการย้ำกระแสนาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

แต่ดูเหมือนว่า "สินค้าเอกชน" อย่าง "ยาปลูกผมนาโน" ที่การันตีคุณภาพโดยที่ปรึกษาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะ "ขโมยซีน" ความสำคัญของงานวิชาการและการวิจัยในการประชุมไปเสียหมด หลังจาก "ผู้ชายผมน้อย" ต่างเข้าคิวแย่งชิงตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปทดลอง จนบรรยากาศของงานวิชาการกลายเป็นงานวัดย่อมๆ

ภายในงานนาโนไทยแลนด์ยังมีนักวิจัยระดับโลกอย่าง ดร.ไมเคิล เกรทเซล (Dr.Michael Graetzel) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการโฟโตนิกส์และอินเทอร์เฟส (Laboratory of Photonics and Interfaces) สถาบันโพลีเทคนิคอีโคลแห่งโลซานน์ (Ecole polytechnique Federale de Lausanne) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเซลล์แสงอาทิตย์แบบย้อมสีไวแสงหรือดีเอสซี (Dye-sensitized solar cell: DSC) คนแรกของโลก มาร่วมงานเสวนาและบรรยายพิเศษ และเป็นพระเอกตัวจริงของงานที่ได้รับความสนใจจากคนในวงการ

เมื่อพูดถึงงานวิจัยนาโนเทคโนโลยีเด่นๆ ในรอบปีมีอะไรบ้าง เปิดตัวมาให้ตื่นเต้นกันตั้งแต่ต้นปีสำหรับวัตถุดำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งพัฒนาโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) สหรัฐฯ ด้วยวัตถุจาก "ท่อนาโนคาร์บอน" (Carbon nanotube) จนได้วัตถุที่ดำมากกว่า 30 เท่าของของวัตถุจากคาร์บอนที่หน่วยงานดูแลมาตรฐานสหรัฐฯ ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงความดำและวัตถุดำที่ผลิตขึ้นนี้ยังดูดกลืนแสงได้มากถึง 99.9% ใกล้เคียงกับวัตถุดำในอุดมคติที่สามารถดูดกลืนแสงได้ทั้งหมดและไม่สะท้อนกลับเลย

ดร.พูลิคเกล อาจายัน (Dr.Pulickel Ajayan) นักวิจัยสหรัฐฯ เชื้อสายอินเดีย เผยถึงการประยุกต์ใช้วัตถุดำดังกล่าว สามารถใช้ในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บแสงทั้งหมดที่ตกกระทบได้ หรืออาจใช้ในการตรวจจับรังสีอินฟราเรดเพื่อการศึกษาดาราศาสตร์ได้ และถ้าพัฒนาให้เป็นวัตถุที่ดูดกลืนการแผ่รังสีทุกย่านได้แล้ว ยังประยุกต์ใช้ในการทหารสำหรับประยุกต์ใช้เป็นอุปกรณ์ในการหลบซ่อนตัวและการป้องกันโจมตีได้

อีกผลงานที่น่าตื่นเต้นประจำปีนี้ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยกให้กับ "อุปกรณ์ขนส่งนาโน" (nanotransporter) หรือ "มอเตอร์นาโน" ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยสเปนจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา (Universitat Autonoma de Barcelona) ที่ออกแบบท่อนาโนคาร์บอนให้มีท่อคาร์บอนเส้นสั้นหุ้มท่อคาร์บอนที่ยาวกว่า โดยที่ท่อนาโนสั้นนั้นเคลื่อนที่เดินหน้า-ถอยหลังไปตามแนวท่อนาโนเส้นยาวได้ตามความแตกต่างของอุณหภูมิ 2 ข้างที่ปลายท่อนาโนเส้นยาว ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ระดับนาโนในอนาคต

ด้านความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีในเมืองไทยต้องยกให้ "ซิลเวอร์นาโน" (nanosilver) เป็นพระเอกประจำปีนี้ เพราะผลงานที่ต่อยอดสู่การใช้งานล้วนเป็นผลจากการประยุกต์ใช้อนุภาคเงิน ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร อาทิ "รถพยาบาลนาโน" ซึ่งเป็นการประยุกต์การทาสีที่ผสมอนุภาคซิลเวอร์นาโนภายในตัวรถ เพื่อฆ่าเชื้อโรคซึ่งรถพยาบาลมีโอกาสสัมผัสอยู่ตลอดเวลา หรือ "ปากกานำไฟฟ้า" ซึ่งผสมอนุภาคเงินนาโน ทำให้ได้หมึกที่มีสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้า และการเปลี่ยนสีมุกด้วยอนุภาคซิลเวอร์นาโนโดยตรึงลงบนผิวมุก ซึ่งเปลี่ยนสีมุกจากขาวนวลเหลืองเป็นมุกสีทอง เหลืองทอง ชมพู เทาและดำ เป็นต้น

ทั้งนี้ เบื้องหลังของซิลเวอร์นาโนที่ประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นผลงานจากทีมวิจัยของ รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ แห่งหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคาดว่าในปีหน้าฟ้าใหม่ "อนุภาคเงินนาโน" จะยังคงเป็นพระเอกของวงการนาโนเทคโนโลยีไทยไปอีกหลายงาน

นอกไปจากงานวิจัยด้านการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทางด้านนาโนเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการเปิดเผยงานวิจัยด้านความปลอดภัยของนาโนเทคโนโลยีทยอยออกมาเปิดตัวให้คนทั่วไปได้ตื่นตัวควบคู่ไปกับกระแสความก้าวหน้า อย่างล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) สหราชอาณาจักร ได้ทดลองผลของท่อนาโนคาร์บอนที่เกิดขึ้นในหนูทดลอง พบว่าอนุภาคนาโนดังกล่าวทำให้เกิดมะเร็งปอด ได้เช่นเดียวกับมะเร็งปอดที่เกิดจากแร่ใยหิน แต่นักวิจัยยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะระบุได้ว่า ท่อนาโนคาร์บอนแบบใดบ้างที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐฯ ได้ทดสอบว่าอนุภาคนาโนที่เคลือบเส้นใยสิ่งทอหรือผสมในสินค้าต่างๆ สามารถหลุดร่อนออกมาได้หรือไม่ ซึ่งพบว่ามีการหลุดร่อนของอนุภาคนาโนจากสินค้า โดยทีมวิจัยได้ให้ความเฆ้นว่าอนุภาคนาโนที่หลุดออกมานั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตตามแหล่งน้ำต่างๆ ได้ หากปล่อยน้ำทิ้งที่มีอนุภาคนาโนปนเปื้อนลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

หันกลับมามองที่เมืองไทยอีกครั้ง ว่าเราตื่นตัวต่อความปลอดภัยจากนาโนเทคโนโลยีแค่ไหน สำหรับคนทั่วไปอาจจะยังไม่ตระหนักว่าใน "ประโยชน์" ของนาโนเทคโนโลยีที่สามารถเนรมิตสารพัดคุณสมบัติมหัศจรรย์ให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังมี "โทษ" ที่เราอาจยังไม่รู้ตามมาอีกด้วย แต่หากถามหามาตรฐานของสินค้านาโน ณ วันนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนใดๆ ออกมา แม้แต่มาตรฐาน ISO ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางก็ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางของมาตรฐานนาโนเทคโนโลยี

ส่วนมาตรฐานของไทยอย่าง "นาโนมาร์ก" (nanomark) ซึ่งอดีตผู้บริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ออกมาเปิดเผยเมื่อ 2-3 ปีก่อนว่า สามารถสร้างฉลากที่ระบุได้ว่าสินค้าได้ "มี" หรือ "ไม่มี" นาโนเทคโนโลยี แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่กล่าวไว้

เมื่อศูนย์นาโนเทคเองไม่ได้มีอำนาจในกำหนดมาตรฐาน หากแต่มีเพียงเทคโนโลยีที่จะตรวจให้ได้ว่า สินค้าใด "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" นาโนเทคโนโลยี อีกทั้งผู้ประกอบการทั้งหลายก็เริ่มไม่มั่นใจว่าการแปะฉลากรับรองว่า สินค้าเป็นผลิตภัณฑ์นาโนนั้นจะส่งผลต่อหรือเสียทางการตลาดในอนาคต เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่านาโนเทคโนโลยี "ปลอดภัย" หรือ "ไม่ปลอดภัย"

ดังนั้นผู้บริโภคในยุคนาโนเทคโนโลยีอย่างเราๆ จึงทำได้เพียง "ศึกษาข้อมูลให้มาก" ก่อนตัดสินใจ

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152720

Saturday, November 8, 2008

เก็บตก "สิ่งทอนาโน" ในงาน "นาโนไทยแลนด์"


จัดงานครบ 3 วันเต็ม สำหรับ "นาโนไทยแลนด์" แม้ภาพรวมของงานจะโดน "สารอาหารบำรุงรากผม" ที่ได้พรีเซนเตอร์ระดับ "รัฐมนตรี" ออกมา "การันตี" คุณภาพ แต่ภายในงานก็ยังมีงานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่น่าสนใจให้ได้ชม หลังจากเดินวนชมนิทรรศการอยู่หลายรอบ "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" ก็เห็นว่ามี "สิ่งทอนาโน" หลากหลายรูปแบบมาจัดแสดงในงานนี้

เริ่มตัวอย่างของ "สิ่งทอนาโน" ภายในงานการประชุมและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์" (NanoThailand Symposium 2008) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พ.ย.51 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่บูธของบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี โซลูชัน จำกัด ที่ขนสารพัดผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนาโนมาจัดแสดง อาทิ สบู่ เซรัมบำรุงผิว เจลอาบน้ำ แต่ที่สะดุดตาเราก็คือ "ถุงมือนาโน" ที่สวมใสโดย "พริตตี้" สาวสวยประจำบูธ

นายสุรพงษ์ ฉินทองประเสริฐ กล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ถุงมือดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ทีได้จากสิ่งทอซึ่งเคลือบ "นาโนซิลเวอร์" (nanosilver) ระหว่างกระบวนการทอก่อนตัดเย็บ ซึ่งทำให้ได้สิ่งทอที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความสะอาดและปลอดเชื้อ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในกระบวนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งนี้บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากเกาหลีทั้งหมด

มาถึงบูธที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีตัวอย่างของสิ่งทอที่อยู่ในขั้นตอนของงานวิจัย แต่ดูเป็นความหวังสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ในอนาคต เริ่มจากเส้นใยผสมผงถ่านกะลามะพร้าวซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำให้ได้เส้นใยสีเทาๆ ที่มีคุณสมบัติดูดกลิ่น ดูดซับความชื้นและต้านแบคทีเรีย ซึ่งนำไปทอเป็นถุงเท้าได้

สำหรับสิ่งทอของสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาฯ มีด้วยกันถึง 3 ผลงาน ซึ่งยังคงเป็นสิ่งทอในระดับงานวิจัยเช่นกัน นั่นคือ "เสื้อกันยุง" ที่ใช้เทคโนโลยีนาโนแคปซูลผสมเข้ากับเส้นใยของสิ่งทอ เพิ่มคุณสมบัติในการดักเก็บกลิ่น ทำให้ฉีดกลิ่นตะไคร้ที่ยุงเกลียดและรักษากลิ่นได้นานขึ้น โดยกลิ่นที่ฉีดให้สิ่งทอที่ผสมนาโนแคปซูลนี้จะเลือนหายไปตามการซักครั้งละ 25% และเมื่อหมดกลิ่นก็ฉีดเพิ่มได้อีก ทั้งนี้นาโนแคปซูลจะคงอยู่ตามอายุใช้งานของเสื้อผ้า

ปกติเส้นใยโพลีโพรพีลีน (Polypropylene) จะย้อมสีดิสเพอร์ส (Disperse dye) ได้ยาก แต่ทางสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ ได้พัฒนาเส้นใยโพลีโพรพีลีนที่ผสมแร่ดินเหนียวนาโนหรือนาโนเคลย์ (nanoclay) ทำให้การย้อมสีติดได้ดีขึ้น และสุดท้ายคือสิ่งทอที่ผสมนาโนซิลเวอร์ในเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำผลงานมาจัดแสดงด้วย เนื่องจากจัดแสดงได้ลำบาก

ปิดท้ายด้วยตัวอย่างสิ่งทอนาโนจากไต้หวันของสถาบันวิจัยสิ่งทอไต้หวัน (Taiwan Textile Research Institute) ซึ่งนำสิ่งทอหลายชนิดมาจัดแสดง อาทิ สิ่งทอที่ผสมสารหน่วงไฟซึ่งประยุกต์เป็นสิ่งทอสำหรับเฟอร์นิเจอร์ได้ สิ่งทอผสมสารป้องกันไฟฟ้าสถิต และสิ่งทอที่ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและกลิ่นไปพร้อมๆ กัน เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้กับสิ่งทอที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132535

Wednesday, October 29, 2008

“รถพยาบาลนาโน" คันไม่เล็กแต่ปลอดเชื้อด้วย "สีนาโน”


ไม่ใช่แค่เสื้อนาโน แต่ "ซิลเวอร์นาโน" ยังนำไปผสมสีใช้ทา "รถพยาบาล" ได้รถปลอดเชื้อโรค ไฮไลท์งานประชุม "นาโนไทยแลนด์” ผอ.นาโนเทคระบุ ยังไม่มีรายงานอันตรายของอนุภาคนาโน ด้านนักวิจัยจุฬาผลิตอนุภาคนาโนไซส์เหมาะผสม ทารถได้ "สีขาว” ตามต้องการ

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ระหว่างแถลงข่าวจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์ ซิมโพเซียม 2008” (NanoThailand Symposium: NST2008) ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 29 ต.ค.51 นี้ว่า นาโนเทคได้ร่วมกับนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด พัฒนา "รถพยาบาลนาโน” ซึ่งจะจัดแสดงเป็นไฮไลท์ของงานประชุมนาโนไทยแลนด์ด้วย

ทั้งนี้ ศ.นพ.สิริฤกษ์อธิบายว่า รถพยาบาลนาโนมีคุณสมบัติเป็นนาโนเทคโนโลยีตรงที่ใช้ "สีนาโน” ซึ่งมีส่วนผสมของซิลเวอร์นาโน ทาภายในตัวรถ ทำให้มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้ เนื่องจากรถพยาบาลมีการสัมผัสเชื้อและคนป่วยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำความสะอาดยาก จึงนำซิลเวอร์นาโนที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อมาใช้ประโยชน์ โดยฆ่าเชื้อได้ถึง 99.99% และยังนำซิลเวอร์นาโนไปประยุกต์ใช้อย่างอื่นได้อีก

ส่วนอนุภาคนาโนจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหรือไม่ ศ.นพ.สิริฤกษ์ตอบผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า นาโนเทคโนโลยีเป็นของใหม่ ซึ่งมีทั้งที่ทราบฤทธิ์และยังไม่ทราบฤทธิ์ จึงต้องมีการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย และจากที่ประเมินมาพบว่าปลอดภัย แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และในศูนย์นาโนเทคก็มีศูนย์วิจัยเรื่องความปลอดภัยด้านนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

ด้าน นายพรชัย สุชาติวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท สุพรีม โพรดักส์ จำกัด ซึ่งร่วมพัฒนารถพยาบาลนาโน ระบุว่า ทางบริษัทซึ่งปกติขายอุปกรณ์การแพทย์อยู่แล้ว ได้พัฒนาในส่วนโครงสร้างรถพยาบาล และใช้อนุภาคนาโนที่นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผสมสีทาภายในตัวรถ โดยพัฒนาเป็นรถต้นแบบ และจะผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการได้ราวต้นปีหน้า

รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัย โครงการศูนย์นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมพัฒนารถพยาบาลนาโน กล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ได้พัฒนาอนุภาคซิลเวอร์นาโนที่มีขนาดอนุภาค 70-100 นาโนเมตร ซึ่งมีสีเหลืองๆ เทาๆ และเมื่อผสมกับ "เจลโค้ท” หรือสีทารถพยาบาลของบริษัท สุพรีม จะได้ "สีขาว” ตามความต้องการ ทั้งนี้อนุภาคซิลเวอร์นาโนมีหลายสี ตามขนาดของอนุภาค แต่รถพยาบาลต้องใช้สีขาวเท่านั้น ซึ่งทางศูนย์ผลิตอนุภาคนาโนได้วันละ 100 ลิตร โดยรถ 1 คันใช้สีทาประมาณ 2 ลิตร

นอกจากรถพยาบาลที่นับเป็นไฮไลท์ของงานประชุมนาโนไทยแลนด์แล้ว ศ.นพ.สิริฤกษ์ ระบุว่า การประชุมจัดเป็นหัวข้อเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี 6 ด้าน ได้แก่ พลังงาน สิ่งทอ ระบบนำส่งยา อุปกรณ์นาโน ความปลอดภัย และการจำลองระดับนาโนเมตรเพื่อประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรม และแบ่งการประชุมเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ การประชุมวิชาการ การแสดงนิทรรศการด้านนาโนเทคโนโลยี และการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน

ภายในการประชุมยังได้เชิญนักวิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้าร่วมประมาณ 300-400 คน โดยมีวิทยากรมาร่วมบรรยาย อาทิ ศ.ไมเคิล เกรทเซล (Prof.Michael Gratezel) จาก สถาบันอีโคลโพลีเทคนิคแห่งโลซานน์ (Ecole Polytechnique de Losanne) สวิตเซอร์แลนด์ ผู้บุกเบิกด้านพลังงานและค้นพบโซลาร์เซลล์แบบใหม่, ดร.ฮิเดกิ คัมบารา (Dr.Hideki Kambara) จากบริษัท ฮาตาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

พร้อมกันนี้ นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งร่วมแถลงข่าวการจัดงานนาโนไทยแลนด์ ว่าเขาได้ร่วมกับบริษัทเอกชนพัฒนา "อาหารบำรุงรากผมและหนังศรีษะ” ซึ่งใช้รักษาอาการศรีษะล้าน โดยภายในงานจะขออาสาสมัคร 1,000 คนมารับแจกสารอาหารบำรุงรากผมนี้ ซึ่งที่ปรึกษารัฐมนตรีของเขาที่มีอาการศรีษะล้านได้ทดลองใช้มา 3 เดือน ปรากฏว่ามีผมงอกขึ้น

สำหรับงานประชุมนาโนไทยแลนด์นี้จะจัดขึ้นระหว่าง 6-8 พ.ย.51 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเปิดให้ประชาชนและเอกชนทั่วไปได้เข้าร่วมงานด้วย

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000128559

Sunday, August 17, 2008

"ต้นไม้ตดได้ไหม?" คำถามจาก "อาฟาง" สู่ไอเดียแยกคาร์บอนจาก CO2


นักเรียน ม.ปลายคิดบรรเจิดใช้สารนาโนแยกคาร์บอนจาก CO2 ชนะเลิศเขียนเรียงความ "ใช้นาโนลดโลกร้อน" พร้อมเสนอจินตนาการอื่นอีกเพียบ ทั้งให้ออกซิเจนเป็นอาหารต้นไม้ เสนอผลิตเสื้อนาโนที่ยืด-หดตามอุณหภูมิ ไม่เปื้อนง่าย ให้สวมใส่สบาย ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยๆ ลดปริมาณการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสนอให้ผลิตภัณฑ์นาโนย่อยสลายเองได้

"ต้นไม้ตดได้หรือเปล่า?" ณัฐวดี บุญโนนแต้ หรือ "อาฟาง" นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช เปิดประโยคสนทนาแรกกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ หลังได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ "นาโนเทคโนโลยีกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ผ่านเว็บไซต์ "ไทยนาโน" (Thai-Nano.com ) ของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งมีพิธีมอบรางวัลภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2551 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 16 ส.ค.51

อาฟางเผยแนวคิดในเรียงความว่า ตั้งคำถามเล่นๆ กับเพื่อนว่า "ต้นไม้ตดได้ไหม" และเผยว่าได้ เพราะอากาศเสียจากต้นไม้คือคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต้นไม้ปล่อยออกมาในบางช่วงนั่นเอง จึงคิดต่อว่าจะจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไรดี และอยากการได้อ่านแนวคิดรวบยอดจากคำนำหนังสือนาโนเทคโนโลยี ที่นำเสนอความคิดของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย สหรัฐฯ และสวิส ก็ได้แนวคิดว่าน่าจะเอาสารที่มีความเล็กระดับอะตอม ไปแยกคาร์บอนออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อย่างไรก็ดี เธอไม่คิดว่าทุกอย่างที่เล็กลงแล้วจะดีเสมอ ดังนั้นการจะนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ต้องเกิดประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัดและใช้ได้จริง ส่วนแนวคิดของเธอนั้นเธอเองมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น

นอกจากนี้อาฟางยังมีแนวคิดด้วยว่า เสื้อนาโนที่มีคุณสมบัติกันน้ำ-กันเปื้อนในปัจจุบันนั้น น่าจะพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่หดได้เมื่ออยู่ที่มีอากาศเย็นเพื่อกระชับร่างกายให้อบอุ่น และเมื่อออกกลางแจ้งหรืออยู่ในที่อากาศร้อนก็ขยายตัวเพื่อให้ผู้สวมใส่สบาย หากมีเสื้อผ้าแบบนี้ก็จะทำให้โรงงานไม่ต้องผลิตเสื้อผ้าออกมาก เพราะเราสามารถใส่เสื้อผ้าตัวเดียวได้ทุกโอกาส ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงงานสู่ชั้นบรรยากาศได้ ส่วนออกซิเจนที่เหลือจากการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ก็เอาไปเป็นอาหารให้ต้นไม้ เกิดประโยชน์ ไม่สูญเปล่า และยังมีอีกคิดคือพัฒนาผลิตภัณฑ์นาโนที่สามารถย่อยสลายเองได้

"หนูเป็นคนชอบคิด มีความคิดบ้าๆ บอๆ" อาฟางเผยเหตุผลในการส่งประกวดเรียงความ และบอกกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ด้วยว่า แนวคิดในการเขียนเรียงความครั้งนี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการดูสารคดีเกี่ยวกับการย่อขนาด ตั้งแต่จักรวาล ลงมาสู่ดวงดาว โลก จนไปถึงอะตอมและสิ้นสุดที่ควาร์ก สารคดีดังกล่าวทำให้รู้ว่า "สิ่งที่เล็กที่สุดเป็นพื้นฐานของสิ่งที่ยิ่งใหญ่"

สำหรับผู้ได้รับรางวัลประกวดเรียงความคนอื่นๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ม.ต้น ม.ปลาย และอุดมศึกษา ได้แก่
ระดับ ม.ต้น
รางวัลชนะเลิศ - ด.ช.สุวิทย์ พรมเสน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - ด.ญ.กิตติกานต์ ปานอยู่
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - ด.ช.วัชรภัทร ด่านคงรักษ์
รางวัลชมเชย - ด.ญ.สายวรุณ ผิวนวล
รางวัลชมเชย - ด.ช.กิตติพงศ์ ทีภูเวียง

ระดับ ม.ปลาย
รางวัลชนะเลิศ - น.ส.ณัฐวดี บุญโนนแต้
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - น.ส.กมลกร บินรัมย์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - นายสุทธิพันธ์ อารมย์แก้ว
รางวัลชมเชย - นายสุทธิ สีพิกา
รางวัลชมเชย - นายอภิสิทธิ์ แซงภูเขียว

ระดับอุดมศึกษา
รางวัลชนะเลิศ - น.ส.อัจฉราภรณ์ แข็งแรง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - น.ส.นัฐวี ธระวรรณ์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - นายเกรียงไกร ฮ่องเฮงเส็ง
รางวัลชมเชย - น.ส.อภิชญา จินาติ
รางวัลชมเชย - น.ส.พรประภา ม่วงประเสริฐ

ทั้งนี้ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดได้สมัครผ่านเว็บไซต์ไทยนาโนในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. โดยไม่ต้องกรอกประวัติชื่อสถาบัน ดังนั้นทางคณะกรรมการจึงไม่มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับชื่อโรงเรียนของเยาวชนแต่ละคน สำหรับผู้เป็นประธานในการมอบรางวัลครั้งนี้คือ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000096806

Tuesday, July 22, 2008

จุฬาฯประยุกต์ใช้นาโนเทคสร้างชุดตรวจฉี่หนูรู้ผลเร็ว

ศูนย์นาโนเทคจับมือจุฬาฯประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจิ๋วทำชุดตรวจโรคฉี่หนู ทดแทนชุดตรวจนำเข้าที่ราคาแพง ทั้งยังออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือพิเศษ

นพ.ดร.อมรพันธุ์เสรีมาศพันธุ์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยโรคฉี่หนูที่รวดเร็วและแม่นยำในผู้ป่วยติดเชื้อระยะแรกของโรคทำได้ยาก เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ตรวจมีราคาแพง ยังไม่แพร่หลายหรือครอบคลุมอาการของโรค ทีมวิจัยจึงพัฒนาชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูในปัสสาวะขึ้นมาใช้งานเอง

ชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูในปัสสาวะที่พัฒนาขึ้นทำมาจากอนุภาคทองคำระดับนาโนเมตร สำหรับตรวจหาโปรตีนที่จำเพาะต่อแบคทีเรียซึ่งเป็นตัวการของโรคฉี่หนู นอกจากนี้การออกแบบชุดตรวจดังกล่าว ยังเน้นให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือพิเศษใดๆ อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตต่อชุดถูกกว่าชุดตรวจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะทีมวิจัยนำทองคำมาสังเคราะห์ให้มีขนาดเล็กระดับนาโน จึงใช้วัตถุดิบในปริมาณน้อยนิดเท่านั้น

โรคฉี่หนูถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโรคของมนุษย์ที่ได้รับเชื้อโรคมาจากสัตว์โดยเชื้อจะออกมากับปัสสาวะสัตว์ แล้วปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ร่างกายโดยการไชเข้าทางผิวหนัง อาจทำให้ผู้ได้รับเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตหากรักษาไม่ทันหรือถูกต้องตามวิธี ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและจะสามารถช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อนี้ได้

ทั้งนี้ชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.และผู้ประกอบการในภาคเอกชน หากภาคอุตสาหกรรมจะนำไปพัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์ จะเกิดประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากชุดตรวจต้นแบบที่สามารถพัฒนาได้มีความไวต่อการบ่งชี้โรคพอสมควร

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/22/x_it_h001_212339.php?news_id=212339

Wednesday, July 9, 2008

โอลิมปิกหนนี้นักกีฬาไทยใส่ "เสื้อนาโน" ไปสู้ศึก "ปักกิ่งเกมส์"


"แกรนด์สปอร์ต" แจก "เสื้อนาโน" ให้นักกีฬาไทยร่วม 2,000 ตัวไปสู้ศึกโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ด้าน "น้องวิว-สืบศักดิ์" ประสานเสียงเสื้อดีทำให้มีกำลังใจ

บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ประกาศผลิตเสื้อนาโนซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำหรับนักกีฬาไทยซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 29 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้จัดการวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวหลายสำนักได้เข้าร่วมการแถลงข่าวการมอบเสื้อดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค.51 นี้ ณ โรงแรมเรดิสัน

ทั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ทางแกรนด์สปอร์ตได้สนับสนุนชุดกีฬานาโนสำหรับนักกีฬาทีมชาติไทย โดยครั้งแรกเป็นการสนับสนุนนักกีฬาเอเชียนเกมส์ซึ่งเดินทางไปแข่งขันที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์เมื่อปี 2549

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระบุว่าเสื้อกีฬาที่ผลิตให้นักกีฬาไทยซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งล่าสุดนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งเป็นศูนย์แห่งชาติภายใต้ สวทช.กับทางแกรนด์สปอร์ต

"สำหรับเสื้อที่ผลิตให้นักกีฬานั้นด้านนอกได้เคลือบอนุภาคซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่มีขนาดระดับนาโนเมตรเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการหมักหมมของเชื้อเมื่อเหงื่อออก ส่วนด้านนอกเคลือบสารกันเปื้อนและกันน้ำ" รศ.ดร.ศักรินทร์กล่าว

ทางด้านนางสุชาดา นิมากร ประธานบริษัทแกรนด์สปอร์ต เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่าได้ผลิตเสื้อสำหรับนักกีฬาตามรายชื่อที่ทางคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ส่งให้เรื่อยๆ โดยคร่าวๆ ผลิตเสื้อแจกจ่ายแก่นักกีฬาโอลิมปิกประมาณ 2,000 ตัว แบ่งเป็นเสื้อโปโล 1,000 ตัว เสื้อแจ็กเกต 500 ตัวและเสื้อนอก 500 ตัว

ภายในงานไม่มีตัวแแทนนักกีฬาที่จะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งมาร่วมด้วย แต่ก็มีร้อยตำรวจตรีสืบศักดิ์ ผันสืบ นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยที่เคยสวมใส่เสื้อนาโนเมื่อครั้งไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กาตาร์มาร่วมงานด้วย และได้เผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า หากนักกีฬาได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ ก็จะรู้สึกดีและมั่นใจ โดยเสื้อที่ได้ใส่นั้นให้ความรู้สึกเบา ระบายเหงื่อได้ดี และกล่าวว่าไม่มีการแข่งขันตะกร้อในกีฬาโอลิมปิกแต่ก็ขอส่งใจให้นักกีฬาคนอื่นๆ ได้เหรียญทองกลับมาเยอะๆ

ส่วน น.ส.เยาวภา บุรพลชัย นักเทควันโดหญิงทีมชาติไทยซึ่งประกาศอำลาวงการแล้วนั้น ให้ความเห็นคล้ายคลึงกับสืบศักดิ์ว่า เสื้อผ้ามีช่วยทางด้านจิตใจ ทำให้รู้สึกดี แต่ก็คงไม่ใช่ว่าใส่เสื้อแล้วจะทำให้ชนะได้ เพียงทำให้รู้สึกภาคภูมิใจมากกว่า

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080896

Tuesday, June 24, 2008

นาโนเทคโนโลยีลงสมุนไพรไทย

เซรั่มผมดกดำ-ครีมลดริ้วรอย

นาโนเทค จับมือ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต่อยอดงานวิจัยหวังพัฒนานาโนเวชสำอางสมุนไพรไทยในเชิงพาณิชย์ เผยอีก1 ปี ได้เห็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกออกสู่ท้องตลาด

ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) เปิดเผยว่า ความร่วมมือกับทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ถือเป็นโครงการต่อเนื่องหลังจากที่ได้ลงนามความร่วมมือวิจัยสมุนไพรไทยกับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เชียงใหม่ ม.นเรศวร ม.มหิดล และ ม.ขอนแก่น โดยทางศูนย์นาโนเทคและมหาวิทยาลัยทั้งห้าแห่งจะทำการวิจัยพัฒนาสูตร แล้วให้มูลนิธิฯ ที่เชี่ยวชาญในเรื่องสมุนไพรไทยและมีผลิตภัณฑ์ในด้านนี้อยู่แล้วเป็นผู้ผลิตและทำตลาดให้

“ภายใน 1 ปีน่าจะได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 1 ชนิด และทำการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ คาดว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท ครีมลดริ้วรอย โดยนำมะขามป้อม ขมิ้นชัน เปลือกมังคุด และใบบัวบก ซึ่งเป็นสมุนไพรที่หาได้ง่ายมาทำการวิจัย หลังจากนั้นภายใน 3 ปี ตั้งเป้าหมายวิจัยผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้ได้ 20 ชนิด พร้อมเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพนำสูตรผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปผลิตเพื่อขายในประเทศและส่งออกทำเงินเข้าประเทศ เนื่องจากแนวโน้มการส่งออกเครื่องสำอางของไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปี 50 คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 5หมื่นล้านบาท”

นพ.วิชาญ เกิดวิชัย ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า หลังจากลงนามความร่วมมือจะนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมูลนิธิฯ มีความพร้อมทั้งภูมิปัญญา วัตถุดิบ และเครื่องมือ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ มีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด คือ ครีมลดริ้วรอย ยาทาแก้ปวด และเซรั่มกระตุ้นผมดกดำ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/
Link: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=167963&NewsType=1&Template=1

Thursday, June 19, 2008

หวั่นสินค้านาโนเกลื่อนตลาดตั้งมาตรฐานรับรองความปลอดภัย

สินค้ายุคใหม่เอะอะอะไรก็อ้างนาโน คุยฟุ้งว่าเพิ่มประสิทธิภาพขจัดคราบแบคทีเรีย กำจัดไวรัส แต่ยังไม่มีใครรู้ชัดว่าผลิตภัณฑ์นาโนปลอดภัยต่อผู้บริโภคแค่ไหน

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ 30 ประเทศสมาชิกด้านนาโนเทค เร่งหารือจัดทำมาตรฐานตรวจรับรองความปลอดภัยผลิตภัณฑ์นาโน พร้อมนิยามความหมายให้เข้าใจตรงกันทั่วโลก

ดร.นพวรรณ ตันติพัฒน์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมมาตรฐานไอเอสโอนาโนเทคโนโลยี (ISO/TC229) เตรียมพิจารณาจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยสินค้านาโนเพื่อประโยชน์ด้านการทดสอบและการรับรอง พร้อมทั้งจัดทำโมเดลมาตรฐานที่บางประเทศเลือกนำไปทดลองใช้ แต่จะใช้งานจริงหรือไม่ในอนาคต ขึ้นอยู่กับมติของประเทศสมาชิก

“เหตุที่มาตรฐานรองรับนาโนเทคโนโลยีออกมาช้า เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเทศสมาชิกมีจำนวนน้อย บางครั้งประเทศสมาชิกก็ไม่ส่งเข้าร่วมประชุม ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างล่าช้า แต่การจัดทำมาตรฐานต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผลิตภัณฑ์นาโนทั่วโลก” ดร.นพวรรณ กล่าว

ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีมาตรฐานรองรับความเป็นนาโน แต่ก็มีตราสัญลักษณ์รับรองการเป็นผลิตภัณฑ์นาโน โดยอาศัยคุณลักษณะของนาโนเป็นตัวกำหนด เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ

ศูนย์นาโนเทคอยู่ระหว่างดำเนินการวิจัย เพื่อเตรียมข้อมูลรองรับความปลอดภัยด้านนาโนเทคโนโลยีเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 4 เรื่องหลักคือ การศึกษาความเครียดของโปรตีนหลังได้รับอนุภาคนาโนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การศึกษาความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากการซักล้างเสื้อผ้าที่เป็นนาโน การศึกษาความเป็นพิษของสารนาโนในผ้าต่อเซลล์เนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ

นอกจากนี้ยังติดตามระดับความเข้มข้นของฝุ่นไททาเนียมไดออกไซด์และนาโนคาร์บอนในห้องปฏิบัติการ สำหรับรองรับมาตรฐานที่จะนำมาใช้ในอนาคต

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา หัวหน้าหน่วยบริการวิเคราะห์ทดสอบ ศูนย์นาโนเทค กล่าวว่า แม้ว่าทั่วโลกจะยังไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์นาโน แต่ประเทศไทยได้กำหนดเทคนิคตรวจวิเคราะห์ เพื่อระบุความเป็นนาโน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน รูปทรงอะไรก็ตาม โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นผู้กำกับดูแลมาตรฐานการผลิตอีกขั้นหนึ่ง

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/06/19/x_it_h001_207459.php?news_id=207459

Wednesday, June 18, 2008

นาโนเทคลุยต่อ "เวชสำอางนาโน" คราวนี้ได้ "อภัยภูเบศร" ต่อยอด


นาโนเทคร่วมมือ “อภัยภูเบศร” ต่อยอดเวชสำอางนาโนหมายเบิกร่องการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ โดยอภัยภูเบศรจะได้ฤกษ์เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์รุ่นบุกเบิก ทั้งกอเอี้ยะแก้ปวดข้อจากอนุภาค "พริกนาโน" และเซรั่มจากน้ำมัน "รำข้าวนาโน" ช่วยให้ผมดกดำในงานสมุนไพรแห่งชาติ

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเพื่อนำงานวิจัยนาโนเทคโนโลยีไปเพิ่มมูลค่าให้กับเวชสำอางนาโนจากสมุนไพรไทย เมื่อ 18 มิ.ย.51 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ร่วมในงาน

ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ผู้จัดการวิทยาศาสตร์และผู้สื่อข่าวอื่นๆ ว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นขั้นต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนาโนเทคได้ลงนามร่วมมือการวิจัยพัฒนาสมุนไพรไทยกับมหาวิทยาลัย 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีกรอบความร่วมมือ 3 ปีที่จะทำให้เกิดนาโนเวชสำอางต้นแบบ 1 ชนิดได้ใน 1 ปีและเพิ่มเป็น 10 ต้นแบบภายใน 3 ปี

ส่วนความร่วมมือล่าสุดนี้กับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะเป็นความร่วมมือ 3 ปีเพื่อนำต้นแบบงานวิจัยนาโนเทคโนโลยีที่ได้จากความร่วมมือข้างต้นไปต่อยอดสู่การผลิตนาโนเวชสำอางสมุนไพรไทยในเชิงพาณิชย์ เบื้องต้นมุ่งเป้าไปยังการพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความอ่อนวัยที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีนาโนแคปซูลบรรจุสารสกัดที่มีประโยชน์ไว้แล้วปล่อยออกมายังชั้นผิวหนังแท้ โดยจะผลิตจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพประมาณ 10 – 20 ชนิด อาทิ มะขามป้อม ขมิ้นชัน มังคุด และใบบัวบก ฯลฯ

“ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกเครื่องสำอางเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นในปี 49 ที่ผ่านมาที่มีมูลค่าการส่งออกมากถึง 3.7 หมื่นล้านบาท และเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาทในปี 50 อย่างไรก็ดียังต้องมีการหารือถึงแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างนาโนเทค ภาคการวิจัย และมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงความร่วมมือนี้ด้วย” ผอ.นาโนเทคกล่าว โดยการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยจะต้องมีการตกลงเป็นรายตัวว่าเป็นสมุนไพรชนิดใดองค์กรใดมีบทบาทในขั้นตอนไหนอย่างไรบ้าง ซึ่งเวลานี้ยังดำเนินการไม่ถึงช่วงดังกล่าว

ส่วนข้อกังวลถึงผลเสียที่อนุภาคนาโนจะสะสมในร่างกายและทำให้เกิดอันตราย ศ.ดร.วิวัฒน์ ยืนยันว่า จะไม่เกิดกรณีดังกล่าวแน่นอน เพราะสารสกัดดังกล่าวเป็นสารจากธรรมชาติ อีกทั้งจะต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาวิจัยและทดลองในอาสาสมัครจนมั่นใจได้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดที่จะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย

ขณะที่ นพ.วิชาญ เกิดวิชัย ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ตัวมูลนิธิฯ เองกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแผ่นแปะแก้ปวดข้อนาโนจากสารสกัดแคปไซซินจากพริกซึ่งไม่มีผลข้างเคียงจากยาแก้ปวด และเซรั่มนาโนช่วยให้ผมดกดำจากน้ำมันรำข้าว ซึ่งมูลนิธิฯ มีภูมิปัญญาด้านสมุนไพรพร้อมแล้ว แต่ยังไม่ได้นำนาโนเทคโนโลยีช่วยการผลิต โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้มีการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรของมูลนิธิให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จากฐานการผลิตทั้งโรงงานและเครื่องจักรที่มูลนิธิมีความพร้อมเดิมอยู่แล้ว

“เราเชื่อว่าภายในปีแรกของความร่วมมือ ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 น่าจะแล้วเสร็จและจำหน่ายได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดตัวให้เป็นที่รู้จักในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 5 จัดโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย.51 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ด้วย” นพ.วิชาญ ปิดท้ายกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071526

Friday, June 6, 2008

5 นักนาโนเทคญี่ปุ่น-สหรัฐฯ คว้ารางวัลเจ้าชายอัสตูเรียสประจำปี 08


นักวิทย์ญี่ปุ่น ผู้ค้นพบคาร์บอนนาโนทิวบ์ ได้รับรางวัลเจ้าชายแห่งอัสตูเรียส ร่วมกับนักวิจัยชาติเดียวกันอีก 1 คน และอีก 3 นักวิจัยสหรัฐฯ ที่แต่ละคนมีผลงานโดดเด่นการวิจัยด้านวัสดุศาสตร์และนาโนเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.51 ที่ผ่านมา มูลนิธิเจ้าชายแห่งอัสตูเรียส (Prince of Asturias Foundation) ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล “ปรินซิเป เด อัสตูเรียส” (Principe de Asturias) ในสาขาการวิจัยและวิทยาศาสตร์ประจำปี 2551 โดยสำนักข่าวเอพีรายงานว่า ปีนี้มีนักวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลในสาขานี้ทั้งสิ้น 5 คน ซึ่งแต่ละคนมีผลงานวิจัยโดดเด่นในด้านนาโนเทคโนโลยี ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

5 นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการมูลนิธิฯ ให้ได้รับรางวัลในสาขาดังกล่าวประจำปีนี้ ประกอบด้วยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น 2 คน ได้แก่ ซูมิโอะ อีจิมะ (Sumio Iijima) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเมอิจิ (Meijo University) ผู้ค้นพบคาร์บอนนาโนทิวบ์ (carbon nanotubes) และชูจิ นากามูระ (Shuji Nakamura) วิศวกรจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองซานตา บาร์บารา (University of California, Santa Barbara) ผู้ประดิษฐ์คิดค้นไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode: LED)

ส่วนอีก 3 คนเป็นนักวิจัยชาวสหรัฐฯ ได้แก่ โรเบิร์ต แลงเจอร์ (Robert Langer) ศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ส (Massachusetts Institute of Technology) ที่มุ่งศึกษาระบบนำส่งยาเข้าสู่ร่างกายแบบอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ

อีกคนคือ จอร์จ ไวต์ไซด์ (George Whiteside) นักเคมีจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับวัสดุระดับนาโน และสุดท้าย โทบิน มาร์คส์ (Tobin Marks) นักเคมีจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น (Northwestern University) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี และพัฒนาพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

ถ้อยแถลงของคณะกรรมการตัดสินรางวัลที่ให้เหตุผลว่า นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่วางรากฐานทางด้านนาโนเทคโนโลยี ให้แก่โลกด้วยการสร้างสรรค์วัสดุชนิดใหม่ ตลอดจนเทคนิคการต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรคทางสมอง มะเร็ง และการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะเทียม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานด้วยการใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานสะอาดที่อาจผลิตได้ในราคาถูก

นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมจากเอเอฟพีอีกว่า ผู้ที่ได้รางวัลในสาขาความร่วมมือระหว่างประเทศประจำปีนี้คือ ศูนย์วิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย 4 แห่งของแอฟริกา ได้แก่ศูนย์วิจัยในประเทศโมซัมบิก, แทนซาเนีย, มาลี และกานา ซึ่งร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าและทำวิจัยเพื่อต่อสู้ และหาทางขจัดสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างโรคระบาดร้ายแรงและความอดอยากยากจนของประชากร

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วปีเตอร์ ลอว์เรนซ์ (Peter Lawrence) ชาวอังกฤษ และกีเนส มอราตา (Ginés Morata) จากสเปน 2 นักชีววิทยา ที่ศึกษาเรื่องโครงสร้างทางชีววิทยาและพันธุกรรมของแมลงหวี่ที่มีลักษณะเชื่อมโยงกับอาการเจ็บป่วยต่างๆ ในมนุษย์ เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ในสาขาการวิจัยและวิทยาศาสตร์ โดนมี “อัล กอร์” (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับรางวัลสาขาความร่วมมือระหว่างประเทศในปีเดียวกัน

สำหรับรางวัล ปรินซิเป เด อัสตูเรียส หรือรางวัลเจ้าชายแห่งอัสตูเรียส เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้มีผลงานดีเด่นระดับนานาชาติเป็นประจำทุกปีรวม 8 สาขาด้วยกัน ได้แก่ การสื่อสารและมนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์, ศิลปศาสตร์, วรรณกรรม, งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์, ความร่วมมือระหว่างประเทศ, สันติภาพ และ การกีฬา

ชื่อรางวัลนี้มาจากพระนามอย่างเป็นทางการของเจ้าชายฟิลิปเป (Prince Felipe) แห่งสเปน โดยเริ่มมีการประกาศรางวัลครั้งแรกในปี พ.ศ.2524 ซึ่งเจ้าชายฟิลิปเป้จะเสด็จฯ พระราชทานรางวัลด้วยพระองค์เอง ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 ยูโร (ประมาณ 2,500,000 บาท) พร้อมด้วยประกาศนียบัตร, โล่ และเหรียญตราของมูลนิธิ

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000066077

ผิวเทียมจากใยไหมนาโน รักษาแผลไฟไหม้-ญี่ปุ่นลุ้น 3 ปีสำเร็จ

มหาวิทยาลัยชินชูในญี่ปุ่นสกัดโปรตีนไหม ทำเส้นใยไหมนาโนและแผ่นใยชีวภาพทางการแพทย์ เตรียมขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบผิวเทียมและคอนแทกเลนส์ พร้อมทดสอบความปลอดภัยคาดอีก 3 ปีสำเร็จ ช่องทางใหม่เพิ่มมูลค่าเส้นไหม

ศ.มัตสึฮิโระ สึกาดะ หัวหน้าทีมวิจัยจากหน่วยวิจัยไหมและวัสดุศาสตร์ สถาบันวิทยาศาสตร์ชีวเกษตรกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยชินชู กล่าวว่า ใยไหมนาโนเป็นงานวิจัยที่นำเทคโนโลยีนาโนมาพัฒนาวัสดุชีวภาพแบบใหม่ ที่ยอมให้อากาศผ่าน ทำให้ของเหลว (เลือด หนอง) ระเหยได้ดี ช่วยเพิ่มเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายได้ ยึดติดเซลล์ได้ดี ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายเร็วอีกด้วย จึงเหมาะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

ทั้งนี้ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นสกัดโปรตีนจากตัวหนอนไหมของญี่ปุ่นที่ชื่อ บอมไบซ์ โมริ (Bombyx Mori) จากนั้นใช้เครื่องอิเล็กโทรสปินนิ่งปั่นโปรตีนไหมจนได้เป็นเส้นใยไหมขนาดนาโน ส่วน ศ.มัตสึฮิโระ นำใยไหมนั้นมาศึกษาและขึ้นรูปเป็นวัสดุแบบใหม่

"คุณสมบัติในการยึดติดเซลล์ของใยไหมนาโน สามารถใช้เป็นวัสดุชีวภาพทำหน้าที่เนื้อเยื่ออ่อนและเส้นเอ็นได้ดี" ศ.มัตสึฮิโระ กล่าวในการประชุมวิชาการ 2008 ARDA Conference เรื่อง "เพิ่มมูลค่าเกษตรไทย...จากวิจัยสู่ตลาดสากล" โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เมื่อเร็วๆ นี้

หลังจากเห็นประสิทธิภาพดังกล่าว ทีมวิจัยจึงประยุกต์ทำผิวเทียม ใช้กรณีแผลไฟไหม้ และคอนแทกเลนส์ ซึ่งผลที่ได้อยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ และกำลังจะเข้าสู่ระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คาดว่าต้องรออีก 3 ปีจึงจะสำเร็จ
น.ส.กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ หัวหน้าสำนักสนับสนุนงานวิจัย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า ในปี 2552 สวก.จะร่วมวิจัยกับ ศ.มัตสึฮิโระ สึกาดะ และมหาวิทยาลัยชินชู ในการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยไหมไทย ขอบเขตความร่วมมือมีทั้งการให้ทุนนักวิจัยไทยไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชินชู และการอบรมระยะสั้น

ฉะนั้น หากนักวิจัยที่ทำงานด้านเส้นไหมหรือใยไหมนาโนอยู่แล้ว และต้องการศึกษาเพิ่มกับผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยชินชู ก็ติดต่อได้ที่สำนักงาน

"เส้นไหมของไทยมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่กรณีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปยังไม่เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากเราขาดความหลากหลาย ทั้งยังมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้จำกัด ดังนั้น ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นไหมอย่าง ศ.มัตสึฮิโระ จะเป็นช่องทางหนึ่งซึ่งช่วยให้ธุรกิจไหมไทยสามารถพัฒนาได้อีก" น.ส.กุลวรากล่าว

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/06/06/x_it_h001_205640.php?news_id=205640

"ฟองน้ำนาโน" ดูดซับน้ำมันได้ 20 เท่า แล้วยังกลั่นกลับมาใช้ใหม่ได้อีก


นักวิทย์มะกันผลิตฟองน้ำสุดเจ๋ง ทำจากลวดนาโน มีรูพรุนพร้อมเคลือบสารทำให้ไม่เปียกน้ำ แต่ดูดซับน้ำมันได้ 20 เท่า ทั้งยังกลั่นเอากลับมาใช้ใหม่ได้อีก อนาคตอาจมีผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ในราคาถูกหรือผลิตเป็นวัสดุกรองน้ำรูปแบบใหม่

ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาฟองน้ำนาโน ที่มีคุณสมบัติดูดซับน้ำมันและสารเคมี ที่ไม่ละลายน้ำได้ 20 เท่า โดยที่ไม่ดูดซับน้ำติดมาด้วย หลังจากนั้นยังสามารถแยกสารเหล่านั้น ออกจากฟองน้ำด้วยความร้อน แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งสองสิ่ง พร้อมกันนี้ได้ตีพิมพ์ผลวิจัยลงในวารสารเนเจอร์นาโนเทคโนโลจี (Nature Nanotechnology)

ตามรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเผยว่า แผ่นซับน้ำมันดังกล่าว ทำจากแมงกานีสออกไซด์ (manganese oxid) ที่มีโครงสร้างเป็นเส้นลวด คล้ายเส้นสปาเกตตี มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 20 นาโนเมตร และมีรูพรุนเล็กๆ ตลอดทั่วทั้งเส้นคล้ายกับฟองน้ำ ทำให้มีคุณสมบัติดูดซับของเหลวได้ดีเยี่ยม

ข้อมูลเพิ่มเติมจากเนเจอร์กล่าวว่า ส่วนที่เป็นพื้นผิวของเส้นลวดถูกเคลือบไว้ด้วยซิลิโคน (silicone) เพื่อให้มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ หรือไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ ซึ่งเรียกว่า ไฮโดรโฟบิก (hydrophobic) จึงทำให้ไม่ดูดซับน้ำ แต่ซับของเหลวที่ไม่ละลายน้ำได้ดี โดยเฉพาะน้ำมันหรือตัวทำละลายอินทรีย์ชนิดต่างๆ
ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเข้าไปได้ ซึ่งนักวิจัยได้ประดิษฐ์ฟองน้ำนาโน จากแผ่นเส้นใยของแมงกานีสออกไซด์ ที่พัวพันกันเป็นตาข่ายแบบไม่เป็นระเบียบ หลายๆ แผ่นซ้อนทับกัน และสามารถดูดซับน้ำมันได้มากถึง 20 เท่าของน้ำหนักของฟองน้ำ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับเช็ดทำความสะอาดน้ำมันหรือสารเคมีชนิดที่ไม่ละลายน้ำ

"สิ่งที่พวกเราค้นพบนี้ ทำให้เราสามารถผลิตแผ่นซับน้ำ จากตาข่ายเส้นลวดขนาดนาโนเหล่านี้ให้มีคุณสมบัติ เลือกดูดซับเฉพาะของเหลวที่ไม่ละลายน้ำ ให้แยกออกจากน้ำได้ โดยที่ไม่ยอมให้น้ำเล็ดรอดผ่านเข้าไปได้" คำอธิบายของฟรานเซสโก สเตลแลคซี (Francesco Stellacci) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวัสดุศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์สหรือเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology: MIT)

สเตลแลคซียังบรรยายสรรพคุณของแผ่นซับน้ำมันอีกว่า แผ่นดังกล่าวสามารถแช่อยู่ในน้ำนาน 1-2 เดือน เมื่อนำขึ้นมาจากน้ำก็ยังคงแห้งสนิทอยู่ดีเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน หากในน้ำนั้นมีสารไฮโดรโฟบิกปนเปื้อนอยู่ ก็จะถูกดูดซับออกจากน้ำ ซึ่งงานวิจัยนี้ ยังเป็นการบุกเบิกเทคโนโลยีการกรองน้ำ ผ่านเยื่อหรือแผ่นกรองแบบใหม่อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสามารถแยกน้ำมันที่ถูกดักจับ หรือถูกดูดซับอยู่ในแผ่นฟองน้ำนาโนออกมาได้ โดยการให้ความร้อนที่สูงกว่าจุดเดือดของน้ำมัน เพื่อให้น้ำมันระเหยเป็นไอออกมา แล้วจึงควบแน่นให้กลับเป็นของเหลวดังเดิมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก ส่วนฟองน้ำนาโนก็ยังสามารถนำกลับมาใช้ต่อได้อีกหลายครั้ง

ตามรายงานข่าวจากเอ็มไอทีระบุไว้ว่า นักวิจัยสามารถประดิษฐ์แผ่นตาข่ายนาโนดังกล่าวได้ ในราคาที่ถูกกว่าวัสดุนาโนชนิดอื่นๆ ในทำนองเดียวกับที่ใช้เซลลูโลสผลิตเป็นแผ่นกระดาษทั่วไป ซึ่งสารแขวนลอยจะแห้ง เกาะกันอยู่บนแผ่นกระดาษ

อย่างไรก็ตาม จอร์จ ลาฮานน์ (Joerg Lahann) วิศวกรเคมีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) ตั้งคำถามต่องานวิจัยดังกล่าวว่า จะนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์หรือไม่ ราคาประมาณเท่าไหร่ และแมงกานีสออกไซด์จะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่

เพราะแม้ว่าจะมีแนวทางในการออกแบบและพัฒนาวัสดุขนาดนาโน เพื่อประยุกต์ใช้ทางด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต แต่ก็ควรจะต้องเป็นวัสดุที่มั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อนำไปใช้งานจริง

ทั้งนี้ข่าวจากเนเจอร์ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า การศึกษาก่อนหน้านี้มีข้อมูลบ่งชี้ว่า วัสดุนาโนที่ทำจากแมงกานีสออกไซด์แสดงผลว่า เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่แผ่นฟองน้ำนาโนในงานวิจัยดังกล่าว มีกลไกที่ทำให้ยึดเกาะกันอย่างแข็งแรง ซึ่งไม่น่าจะหลุดออกจากกัน และปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมในปริมาณมาก ทางนักวิจัยเองก็บอกว่า คุณสมบัติการเลือกดูดซับของฟองน้ำนาโนนี้ อาจนำไปใช้ร่วมกับวัสดุชนิดอื่นๆ ได้

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000064807

Thursday, May 22, 2008

อีก 3 ปีมี "เวชสำอางนาโน" จากสมุนไพรไทยสู่ตลาด

นาโนเทคจับมือ 5 มหาวิทยาลัยวิจัย "เวชสำอางนาโน" จากสมุนไพรไทย ตั้งเป้า 3 ปีมีเครื่องสำอางต้นแบบออกสู่ตลาด ด้านอาจารย์จุฬาฯ เชื่อความร่วมมือช่วยให้งานวิจัยก้าวหน้าเร็วขึ้น

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ลงนามความร่วมมือในโครงการโปรแกรมวิจัยร่วมด้านนาโนเวชสำอางสมุนไพรไทยกับ 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยนเรศวร ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 22 พ.ค.51 โดยมี นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายในพิธีลงนามผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยังพบว่า แต่ละสถาบันได้นำเครื่องสำอางที่ต่างพัฒนาขึ้นมาก่อนความร่วมมือครั้งนี้มาแจกจ่ายแก่ผู้มาร่วมงานด้วย ตัวอย่างของเครื่องสำอางดังกล่าว อาทิ ครีมตะไคร้หอมไล่ยุงจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ครีมจากสารสกัดกวาวเครือและขมิ้นชัน ซึ่งบรรจุอยู่ในรูปแคปซูลนาโนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ทั้งนี้ ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ได้รายงานถึงความเป็นของความร่วมมือครั้งนี้ว่า ทางศูนย์นาโนเทคได้เล็งเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ของสมุนไพรไทยที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทุกปี

อีกทั้ง ดร.วิวัฒน์ชี้แจงตัวเลขในภายหลังกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกเครื่องสำอางมากถึง 50,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่สมุนไพรหรือเครื่องสำอางจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ทั้งนี้คาดว่าอนาคตเวชสำอางนาโนจากสมุนไพรไทยน่าจะทำส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 1,000 ล้านบาท

"ระยะแรกของความร่วมมือ 3 ปีคาดว่าจะได้ต้นแบบของเวชสำอางสมุนไพรไทยที่พัฒนาด้วยนาโนเทคโนโลยีออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยผ่านการวิจัยอย่างเป็นระบบและปลอดภัยในการใช้งานจริง"

"ภายใน 3 ปีนี้จะลงทุน 50 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าได้เป็น x เท่า แต่กำลังศึกษาอยู่ว่า x นี้เป็นเท่าไหร่ อาจจะเป็น 20 ซึ่งเท่ากับว่าเพิ่มยอดขายได้ถึง 1,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วจะขายได้ทันที ยังต้องมีเรื่องอื่นๆ อีก" ดร.วิวัฒน์กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จะออกมานั้นผู้อำนวยการนาโนเทคชี้แจงกับกลุ่มผู้สื่อข่าวว่าเป็นเครื่องสำอางประเภทไวเทนนิงหรือออกฤทธิ์ให้ผิวขาว และเครื่องสำอางประเภทต้านริ้วรอย ซึ่งกำลังศึกษาสมุนไพรอยู่ประมาณ 20 ตัวที่มีอยู่ในเมืองไทย อาทิ ขมิ้นชัน มังคุด กวาวเครือขาว บัวบก ฟ้าทะลายโจร มะขามป้อม เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.อุบลทิพย์ นิมมานนิตย์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการระบบนำส่งยาและเครื่องสำอาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยซึ่งลงนามความร่วมมือกับนาโนเทคในครั้งนี้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้งานวิจัยทางด้านเครื่องสำอางก้าวหน้าเร็วขึ้น จากที่ต่างคนต่างทำก็จะกลายเป็นความร่วมมือและค้นหาวิธีดีที่สุดในการพัฒนาเครื่องสำอาง

สำหรับสมุนไพรไทยที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นเครื่องสำอางมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด อาทิ ใบหม่อน มะขามป้อม มหาด ขมิ้นชัน เป็นต้น ซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเหล่านี้สามารถนำผลิตเป็นเครื่องสำอางได้เลยหรือบรรจุลงแคปซูลนาโนเพื่อให้คงตัวได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรด้วย

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000059711

Wednesday, May 7, 2008

สุดยอด "แป้งนาโน" ลดโลกร้อน ดักจับคาร์บอนได้ 400 เท่าตัว


อเอฟพี - นักวิจัยเมืองน้ำหอมเจ๋ง ทำผงแป้งขนาดนาโนสำหรับดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสำเร็จ หวังใช้เป็นตัวกรองในรถยนต์-โรงงานอุตสาหกรรม ช่วยลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมบรรเทาปัญหาโลกร้อน

คณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (National Centre for Scientific Research: CNRS) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา "นาโนพาวเดอร์" (nano-powder) หรือผงแป้งขนาดนาโนที่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ดี นักวิจัยเตรียมต่อยอดนำไปใช้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์

เจราร์ด เฟแรอี (Gérard Férey) จากสถาบันลาวัวซิเอร์ (Lavoisier Institute) ในเมืองแวร์ซายส์ หนึ่งในทีมวิจัย เปิดเผยว่า พวกเขาได้พัฒนานาโนพาวเดอร์จากสารชนิดใหม่ที่เรียกว่า เอ็มไอแอล-101 (MIL-101) และสารนี้ในปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร ที่มีรูพรุนขนาด 3.5 นาโนเมตร สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 400 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่านาโนพาวเดอร์ที่ผลิตแล้วในเชิงพาณิชย์ด้วยรูพรุนขนาดเล็กสุด 2.2 นาโนเมตร

นักวิจัยกล่าวต่อว่าสามารถใช้นาโนพาวเดอร์นี้เป็นตัวกรองไอเสีย ที่ถูกปล่อยจากรถยนต์เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยออกมาได้ นอกจากนั้นก็ยังมีแนวคิดที่จะนำไปใช้ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งจากโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้ผลงานวิจัยการค้นพบ MIL-101 จะตีพิมพ์ลงในวารสารแลงมัวร์ (Langmuir) ของสมาคมเคมีอเมริกัน (American Chemical Society: ACS) ฉบับถัดไป

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000052786

Tuesday, May 6, 2008

มทร.กรุงเทพตั้งโรงงานเส้นใยนาโน


ศูนย์นาโนเทคจับมือ มทร.กรุงเทพ ตั้งโรงงานผลิตเส้นใยนาโนแห่งแรกในไทย มูลค่า 300 ล้านบาท เน้นผลิตเส้นใยคุณสมบัติพิเศษป้อนวงการวิจัย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า

สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) จัดตั้งโรงงานต้นแบบเส้นใยสังเคราะห์ผสมเพื่อใช้ในการวิจัย โดยนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสมจากสหรัฐอเมริกา ด้วยงบประมาณ 56 ล้านบาท

โรงงานต้นแบบดังกล่าว จะช่วยต่อยอดการวิจัยระดับต้นน้ำของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สิ่งทอไทยในตลาดโลก โดยเส้นใยสังเคราะห์แบบผสม เป็นหนึ่งในสิ่งทอที่มีแนวโน้มผลิตในหลายประเทศ

เนื่องจากทำให้สิ่งทอที่ผลิตได้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ระบายความร้อนและความชื้นได้ดี เส้นใยนุ่มเหนียวและทนต่อแรงดึงได้ดี เมื่อเทียบกับเส้นใยสังเคราะห์ทั่วไป

เส้นใยสังเคราะห์ผสม เกิดจากการฉีดขึ้นรูปของโพลีเมอร์ 2 ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกัน ช่วยให้เส้นใยที่เกิดขึ้นใหม่สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น สิ่งทอทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับและปลอดเชื้อโรค
สิ่งทอยานยนต์ เช่น เบาะนั่งกันไฟ ปราศจากแบคทีเรีย คราบสกปรกและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

"เทคโนโลยีที่เลือกใช้เป็นเทคโนโลยีล่าสุด ของการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสม ด้วยกระบวนการทางวิศวกรรมเคมี เพื่อให้โพลีเมอร์จับตัวเป็นเส้นใย ซึ่งนำไปใช้ในกระบวนการทอผ้าได้ทันที" ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค กล่าว
ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างโรงงานต้นแบบเส้นใยสังเคราะห์ผสม ใช้งบประมาณรวม 300 ล้านบาท ระยะโครงการ 5 ปี โดยในปีแรกเน้นการลงทุนสร้างโรงงาน และนำเข้าเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยเส้นใยสังเคราะห์ผสมในมหาวิทยาลัยต่างๆ

เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาเส้นใยให้มีคุณสมบัติพิเศษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งมีโรงงานต้นแบบผลิตเส้นใยเดี่ยว

นอกจากนี้ ศูนย์นาโนเทคร่วมมือกับสถาบันวิจัยสิ่งทอไต้หวัน เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอในรูปแบบต่างๆ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะนำองค์ความรู้การผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน จากเส้นใยสังเคราะห์ผสม มาพัฒนาใช้เองในประเทศ

"อุตสาหกรรมสิ่งทอในไทย ส่วนใหญ่อยู่ระดับปลายน้ำ แม้ว่าจะมีการวิจัยและพัฒนาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการวิจัยสารเคลือบผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติสิ่งทอ ให้กันน้ำ หรือป้องกันแบคทีเรีย ทำให้คุณสมบัติที่ได้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะงานวิจัยไม่ได้ลงลึกถึงการพัฒนาระดับเส้นใย" ผศ.เฉลิม มัติโก อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าว

ดังนั้น การก่อสร้างโรงงานต้นแบบผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสมนี้ นับเป็นครั้งในประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอคุณสมบัติพิเศษ ที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ทำงานวิจัยร่วมกัน

สำหรับโรงงานต้นแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552 มีกำลังการผลิต 10-20 กิโลกรัมโพลีเมอร์ต่อชั่วโมง น่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ที่มีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ประกอบกับประเทศไทยมีความพร้อมในการผลิตสิ่งทอจากเส้นใยสังเคราะห์ผสม เนื่องจากมีฐานการผลิตเม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีที่เข้มแข็ง จึงสามารถผลักดันให้ไทยมีศักยภาพผลิตสิ่งทอเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/

โลกวิทยาศาสตร์-มทร.กรุงเทพตั้งโรงงานเส้นใยนาโน

ศูนย์นาโนเทคจับมือมทร.กรุงเทพ ตั้งโรงงานต้นแบบผลิตเส้นใยนาโนแห่งแรกในไทย ทุ่ม 56 ล้านบาท นำเข้าเทคโนโลยีผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสม เน้นผลิตเส้นใยคุณสมบัติพิเศษป้อนวงการวิจัยทางการแพทย์และยานยนต์

โรงงานผลิตเส้นใยนาโนเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2552 มีกำลังการผลิต 10-20 กิโลกรัมโพลีเมอร์ต่อชั่วโมง เป้าหมายในช่วงแรกจะผลิต "เส้นใยสังเคราะห์ผสม" ป้อนเฉพาะนักวิจัย

"นักวิจัยจะนำเส้นใยที่ได้ไปใช้ศึกษาและพัฒนาสิ่งทอให้มีคุณสมบัติพิเศษเช่น นำไปเคลือบสารนาโนให้มีคุณสมบัติระบายความร้อนและความชื้นได้ดี เส้นใยนุ่มเหนียวและทนต่อแรงดึงได้ดี เมื่อเทียบกับเส้นใยสังเคราะห์ทั่วไป" ผศ.เฉลิม มัติโก อธิการบดี มทร.กรุงเทพกล่าว

เส้นใยสังเคราะห์ผสมเกิดจากการฉีดขึ้นรูปของโพลีเมอร์ 2 ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกัน ช่วยให้เส้นใยที่เกิดขึ้นใหม่สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น สิ่งทอทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพในการดูดซับและปลอดเชื้อโรค สิ่งทอยานยนต์ เช่น เบาะนั่งกันไฟ ปราศจากแบคทีเรีย คราบสกปรก และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เป็นต้น

ศ.ดร.วิวัฒน์ตัณฑะพานิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคกล่าวว่า เทคโนโลยีผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสมที่ใช้ในโรงงาน นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ด้วยงบประมาณ 56 ล้านบาท เป็นเทคโนโลยีล่าสุดของการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสม ด้วยกระบวนการทางวิศวกรรมเคมี เพื่อให้โพลีเมอร์จับตัวเป็นเส้นใย ซึ่งนำไปใช้ในกระบวนการทอผ้าได้ทันที

การก่อสร้างโรงงานต้นแบบผลิตเส้นใยสังเคราะห์ผสมนี้นับเป็นครั้งในประเทศไทยที่จะนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอคุณสมบัติพิเศษ ที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ทำงานวิจัยร่วมกัน

โครงการโรงงานต้นแบบดังกล่าวใช้งบประมาณรวม300 ล้านบาท ระยะโครงการ 5 ปี ในปีแรกเน้นการลงทุนสร้างโรงงาน และนำเข้าเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยเส้นใยสังเคราะห์ผสมในมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาเส้นใยให้มีคุณสมบัติพิเศษ มทร.ธัญบุรี ซึ่งมีโรงงานต้นแบบผลิตเส้นใยเดี่ยว

ที่มา: http://www.komchadluek.net
Link: http://www.komchadluek.net/2008/05/06/x_it_h001_201057.php?news_id=201057

ฉลากเปลี่ยนสีบอกเนื้อเน่าใช้งานคู่พลาสติกนาโนยืดอายุอาหาร

ในเร็วๆนี้ การเลือกซื้อเนื้อสัตว์สำหรับประกอบอาหาร จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณแม่บ้าน เมื่อวิทยาลัยปิโตรเลียมฯ ออกแบบพลาสติกฉลาด ติดฉลากเซ็นเซอร์เปลี่ยนสี บอกระดับความสดของเนื้อสัตว์และปลาในหีบห่อ

รศ.ดร.รัตนวรรณมกรพันธ์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนา "พลาสติกฉลาด" ยืดอายุอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผักผลไม้ไม่ให้เน่าเสีย สามารถรักษาความสดของอาหารที่บรรจุภายในได้นานขึ้น เช่น กล้วยยืดอายุได้นาน 40 วัน จากเดิมไม่เกิน 14 วันก็จะช้ำเน่า รับประทานไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผลไม้ส่งออก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่ง

ทีมวิจัยปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของพลาสติกหุ้มอาหารโดยผสมอนุภาคเคลย์หรือแร่ดินเหนียวระดับนาโนเมตรลงในเนื้อพลาสติก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับและยับยั้งการปลดปล่อยก๊าซเอธิลีนในกระบวนการสุกของผลไม้

ทั้งนี้พืชผักจะผลิตก๊าซเอธิลีนขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการสุกและการเสื่อมสภาพ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผักผลไม้สุกและเน่าเสีย เช่น มะม่วงและกล้วยเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง แอปเปิ้ลมีผิวย่นไม่กรอบและดอกไม้ร่วงโรย เป็นต้น

"นอกจากการปรับปรุงคุณสมบัติของพลาสติกเพื่อยืดอายุแล้ว ทีมวิจัยยังพัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดความสดของอาหาร เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ฉลาดมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของภาคเอกชนมากขึ้น" รศ.ดร.รัตนวรรณกล่าว

ทีมวิจัยทดลองติดเซ็นเซอร์จิ๋วในบรรจุภัณฑ์เพื่อตรวจวัดก๊าซบางอย่างที่บ่งบอกความสดของอาหาร เช่น เนื้อปลาใกล้เน่าจะปลดปล่อยสารแอมโมเนีย หากเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณแอมโมเนียได้ ก็บอกระดับความสดของเนื้อปลาได้

เซ็นเซอร์ดังกล่าวยังแสดงผลการวัดเป็นสีได้ด้วยเช่น เนื้อสัตว์ที่มีความสด ฉลากเซ็นเซอร์จะมีสีเขียวสด แต่หากเก็บไว้ระยะหนึ่ง ฉลากจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีน้ำเงินเมื่อเนื้อในหีบห่อเริ่มเน่าเสีย

เทคนิคนี้นอกจากใช้กับผักผลไม้และเนื้อสัตว์แล้วยังประยุกต์ใช้กับสินค้าที่ต้องการเก็บรักษาความสดเพื่อยืดอายุ เช่น ดอกกุหลาบและดอกกล้วยไม้สำหรับส่งออก เป็นต้น

นักวิจัยเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีผลิตบรรจุภัณฑ์ฉลาด สามารถทำได้ง่าย ใช้งบลงทุนต่ำหรือไม่ใช้เลย เพียงแต่ผู้ผลิตพลาสติกปรับปรุงกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติก ในขั้นตอนการผสมพอลิเมอร์กับแร่ดินเหนียว ก็จะได้ "พลาสติกฉลาด" ตามต้องการ ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมต่อยอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนที่สนใจ

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/05/06/x_it_h001_201207.php?news_id=201207

Thursday, May 1, 2008

เติม "นาโน" ใส่อาหารต้องเป็นสารกินได้เท่านั้น


หากใครกำลังจะควักกระเป๋าจ่ายตังค์ เพื่อซื้ออาหารแปลกๆ ที่อ้างว่าใช้ "นาโนเทคโนโลยี" โดยเติมสารที่สุดพิสดารและไม่เคยอยู่ในเมนูอาหารของคุณมาก่อน โปรดหยุดคิดและพิจารณาให้ดี ทั้งนี้นักวิชาการนาโนเทคระบุว่าสารพิเศษที่จะเติมในอาหารได้ต้องเป็นสารชีวภาพที่กินได้เท่านั้น

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา นักวิชาการและหัวหน้าหน่วยบริการวิเคราะห์ทดสอบ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ให้สัมภาษณ์ระหว่างการสัมมนา "นาโนเทคโนดลยีเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร" ณ โรงแรมสยามซิตี เมื่อวันที่ 30 เม.ย.51 ว่าปัจจุบันมีการนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น โดยอยู่ในรูปแบบของ "แคปซูลนาโน" ที่ช่วยเก็บสารอาหารหรือวิตามินสำหรับผสมลงในเครื่องดื่ม

ทั้งนี้วิตามินบางชนิดที่ละลายในน้ำมัน เมื่อนำไปผสมลงเครื่องดื่มโดยตรง ก็จะได้เครื่องที่ขุ่นดูไม่น่าบริโภค แต่หากบรรจุลงแคปซูลนาโนก่อน ก็จะได้เครื่องดื่มที่ใส หรือบางครั้งใช้เก็บรักษาสารอาหารที่สลายตัวได้ง่ายอย่างวิตามินซี

"อย่างไรก็ดีสินค้าที่ใช้กับอาหารต้องเป็นสารชีวภาพทั้งหมด ไม่เติมสารที่ไม่ใช้กับอาหาร อย่างน้ำนาโนหรือน้ำแร่ที่อ้างว่าเติม "ซิลเวอร์นาโน" (nanosilver) ซึ่งไม่ใช่สารชีวภาพ เป็นต้น" ดร.ณัฐพันธุ์ยกตัวอย่าง ซึ่งแม้จะผ่านกระบวนการนาโนเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ปลอดภัย เพราะการนำสารจำพวกเงินมาผสมลงไปในน้ำดื่ม หากรับประทานเข้าไปอาจก่ออันตรายต่อร่างกายได้

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์น้ำดื่มหลายชนิดที่อ้างว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคภายในร่างกายได้ แต่ไม่ได้ผ่านการรับรองความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากโฆษณาเกินจริง และบางชนิดไม่ได้มีกระบวนการนาโนเทคโนโลยี เป็นเพียงการนำเกลือมาผสมเท่านั้น

"ทั้งนี้จะมีคุณสมบัติที่เป็นนาโนได้ นอกจากขนาดที่เล็กระดับนาโนแล้ว ต้องมีคุณสมบัติที่เกิดขึ้นหลังจากขนาดที่เล็กลง เช่น ทองเมื่อเป็นอนุภาคใหญ่ก็ค่อยทำปฏิกิริยากับสารอื่น แต่เมื่อมีขนาดเล็กลงก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดี และขนาดที่เล็กลง มีความถูกต้อง แม่นยำและควบคุมได้" ดร.ณัฐพันธุ์กล่าว

ในส่วนของการเก็บสารอาหารต่างๆ ลงแคปซูลซึ่งเรียกว่า "เอนแคปซูเลชัน" (encapsulation) นั้น ดร.อิสรา สระมาลา นักวิจัยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สามารถใช้กระบวนการผลิตง่ายๆ ซึ่งมีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมที่เรียกว่า "การเป่าแห้ง" (spray dry) โดยจะผสมสารที่ต้องการกับสารที่ต้องการใช้เป็นเปลือกหุ้ม แล้วเป่าผ่านลมร้อน สารที่ทำหน้าที่เป็นเปลือกจะหดตัวแล้วหุ้มสารที่ต้องการไว้กลายเป็นแคปซูลขนาดเล็ก แต่ทั้งนี้ก็อาจมีการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในกระบวนการผลิต

"ตัวอย่างของสารที่นำไปบรรจุลงแคปซูลนาโน เช่น สารออกฤทธิ์ในมะระขี้นก ซึ่งเดิมอาจจะใช้วิธีกลบกลิ่นและรส แต่เมื่อกินไปแล้วก็ยังคงมีรสขมและกลิ่นเหม็นเขียวของมะระขี้นกอยู่ เมื่อนำไปเคลือบแคปซูลก็ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมือนอาหารเสริมหรือนำไปทำเป็นอาหารอื่นอย่างไอศครีมได้ หรือเคลือบน้ำมันปลาเพื่อกลบกลิ่นคาว เป็นต้น" ดร.อิสรากล่าว

นอกจากนาโนเทคโนโลยีมีบทบาทในการบรรจุสารอาหารลงแคปซูลเพื่อลดข้อจำกัดของอาหารในหลายๆ ด้านแล้ว ยังมีการประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ซึ่งอาจจะเป็นพลาสติกที่ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย โดยปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในขั้นของการวิจัย หรืออาจจะพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ฉลาดที่สามารถระบุสถานภาพของอาหารและผัก-ผลไม้ต่างๆ ได้ว่าอยู่ในสภาพที่รับประทานได้หรือไม่

ทั้งนี้นาโนเทคมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาหารทั้งที่เริ่มทำแล้วและกำลังจะทำคือ การผลิตแคปซูลนาโนเก็บกลิ่นคาวของน้ำมันปลาซึ่งได้เริ่มมาครึ่งปีและทราบวิธีเก็บกลิ่นแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นการตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพการกักเก็บกลิ่น และกำลังจะวิจัยบรรจุภัณฑ์ที่สามารถระบุสภานภาพของอาหารได้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะตรวจจับสารตกค้างในอาหาร.

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000050808

Tuesday, April 22, 2008

"มอเตอร์นาโน" ชิ้นแรกจากสเปนขับเคลื่อนด้วยอุณหภูมิที่แตกต่าง


ไซน์เดลี/มหาวิทยาลัยบาเซโลนา - ทีมนักวิจัยสเปนระบุเป็นเจ้าแรกที่ผลิตมอเตอร์นาโนได้โดยใช้ความแตกต่างของอุณหภูมิขับเคลื่อน สามารถลำเลียงสัมภาระและหมุนได้เหมือนมอเตอร์แบบดั้งเดิมแต่มีขนาดเล็กจิ๋วกว่าหัวเข็มหมุดเป็นล้านเท่า งานวิจัยนี้จะเปิดประตูไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์ระดับนาโนที่ใช้งานเชิงกลได้และอนาคตอาจนำไปประยุกต์ในศาสตร์ทางด้านชีวการแพทย์หรือประดิษฐ์วัสดุใหม่ๆ ได้

ทั้งนี้ทีมนักวิจัยจากอุทยานวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบาเซโลนา (Universitat Autonoma de Barcelona) สเปน ได้พัฒนา "อุปกรณ์ขนส่งนาโน" (nanotransporter) ที่ผลิตจากท่อนาโนคาร์บอน โดยออกแบบเป็นท่อทรงกระบอกเส้นยาวที่หุ้มด้วยท่อทรงกระบอกที่สั้นกว่า ซึ่งท่อนาโนที่สั้นกว่านั้นสามารถหมุนรอบท่อนาโนที่ยาวกว่าและเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้

เมื่อให้อุณหภูมิที่แตกต่างกันตรงปลายท่อนาโนเส้นยาวทั้ง 2 ข้าง ท่อนาโนที่สั้นกว่าจะเคลื่อนจากปลายท่อที่ร้อนกว่าไปยังปลายท่อที่เย็นกว่า นอกจากนี้ยังให้ท่อที่สั้นกว่านั้นลำเลียงวัสดุโลหะไปด้วยได้ นับเป็นครั้งแรกที่สามารถสร้างและควบคุมมอเตอร์ในระดับนาโนเมตรจากการให้ความแตกต่างของอุณหภูมิแก่มอเตอร์

ความแม่นยำในการเคลื่อนที่ของท่อนาโนสั้นไปตามท่อนาโนที่ยาวกว่านั้นควบคุมได้ถึงในระดับที่เล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางอะตอม ซึ่งความสามารถในการควบคุมวัตถุเคลื่อนที่ในระดับนาโนเมตรนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการประยุกต์ใช้กับนาโนเทคโนโลยีในอนาคต เช่น การออกแบบระบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ระดับนาโนด้วยศักยภาพทางเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมนี้สำหรับศาสตร์ทางด้านชีวการแพทย์และออกแบบวัสดุใหม่ๆ

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านวารสาร "ไซน์เอ็กเพรส" (Science Express) ซึ่งทีมวิจัยจากอุทยานวิจัยมหาวิทยาลัยบาเซโลนานำโดย อาเดรียน บ๊าคโทล์ด (Adrian Bachtold) และผู้ร่วมวิจัยคือ เอ็ดดูอาร์โด เฮอร์นันเดซ (Eduardo Hernández) ริคคาร์โด รูราลี (Riccardo Rurali) เอมีเลีย บาร์ไรโร (Amelia Barreiro) และโจเอล โมเซอร์ (Joel Moser) นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับนักวิจัยจากสถาบันในออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000045443