เจลนาโนลดไขมันส่วนเกินผลงานการคิดค้นจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีส่วนผสมของสมุนไพร3 ชนิด พริก พริกไทยและกาแฟ ออกฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและเร่งการเผาผลาญไขมัน เผยทดสอบในอาสาสมัครลดไขมันได้จริง ไม่พบอาการแพ้ระคายเคือง
รศ.ดร.อรัญญามโนสร้อย สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า เจลนาโนลดไขมันส่วนเกิน เป็นผลิตภัณฑ์จากโครงงานวิจัยของสถาบัน เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกสำหรับผู้ที่รักสวยรักงาม รวมทั้งธุรกิจสปาและเสริมความงาม โดยคัดเลือกสมุนไพรที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และเร่งการเผาผลาญไขมัน 3 ชนิดคือ พริก พริกไทยและกาแฟ มาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์จากข้อมูลการค้นคว้าพบว่าเมล็ดพริกมีสารสำคัญชื่อ "แคปไซซิน" ที่ทำให้เกิดความเผ็ดร้อน ช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อ กำจัดสารพิษและลดไขมันส่วนเกิน พริกไทยมีน้ำมันโอลีโอเรซิน ที่ทางการแพทย์ใช้เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ช่วยในการขับเหงื่อ ขับปัสสาวะและกระตุ้นประสาท
ส่วนเมล็ดกาแฟมีสารกาเฟอีนเป็นส่วนประกอบมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจและระบบประสาทส่วนกลางอย่างอ่อน ช่วยให้สมองตื่นตัวมากขึ้น นอกจากนี้กาเฟอีนยังมีฤทธิ์เพิ่มการเผาผลาญไขมัน จึงลดไขมันส่วนเกินในร่างกายได้
ทีมงานสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรทั้งสามชนิดคือสารแคปไซซินในเมล็ดพริก สารโอลีโอเรซินในน้ำมันพริกไทยและสารกาเฟอีนในเมล็ดกาแฟ จากนั้นกักเก็บไว้ในนีโอโซมซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร แล้วผสมในครีมเจล นีโอโซมจะพาตัวสารสกัดซึมซาบเข้าไปในชั้นผิวหนังได้ลึกขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มความคงตัวของสารสกัดได้นานขึ้น
ผลทดสอบเจลนาโนลดไขมันส่วนเกินโดยให้อาสาสมัครทาเจลบริเวณต้นแขนติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์พบว่า อาสาสมัครมีความพึงพอใจ เนื้อเจลซึมซาบได้ดี และมีประสิทธิภาพในการลดไขมันส่วนเกินรอบต้นแขนลงได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากมีการเพิ่มระยะเวลาในการทดลองมากขึ้น ก็จะทำให้เห็นผลชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตามโครงงาน "ผลิตภัณฑ์เจลลดไขมันส่วนเกินจากสมุนไพรไทยเก็บกักไว้ในอนุภาคนาโน" เป็นงานวิจัยของนักศึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในผลงานวิจัยที่จะจัดแสดงในนิทรรศการโครงงานอุตสาหกรรมและวิจัยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี(IRPUS) ประจำปี 2551 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กำหนดจัดขึ้นที่สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคมนี้
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/21/x_it_h001_194683.php?news_id=194683
Friday, March 21, 2008
จุฬาฯค้นคว้าเชื้อเพลิงใหม่ชูจุดเด่นไร้ฝุ่นควัน-ใช้แทนน้ำมันดีเซล
จุฬาฯพัฒนาพลังงานทางเลือกใหม่ ชูคุณสมบัติเด่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไร้เขม่าควัน ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เหมาะสำหรับเครื่องยนต์การเกษตร อย่างรถไถเดินตามและเครื่องสูบน้ำ เผยใช้ของเหลือการเกษตร เช่น เศษไม้ ฟางข้าว รวมทั้งถ่านหิน เป็นวัตถุดิบ ตัดปัญหาพืชพลังงานราคาแพง
ผศ.ดร.คณิตวัฒนวิเชียร หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีมงานประสบความสำเร็จในการผลิต ดีเอ็มอี ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จากชีวมวลอยู่ในสถานะแก๊สคล้ายก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีคุณสมบัติไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จุดติดไฟง่าย สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดเขม่า ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ดีเอ็มอี หรือ ไดเมทิลอีเทอร์ เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกเช่นเดียวกันไบโอดีเซลและก๊าซแอลพีจีลักษณะการใช้งานคล้ายก๊าซแอลพีจี แต่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลมากกว่า โดยมีค่าซีเทน ซึ่งเป็นการแสดงส่วนผสมระหว่างซีเทนกับแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน ประมาณ 70 ใกล้เคียงกับค่าซีเทนในน้ำมันดีเซลปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 50-55
"การใช้งานก๊าซดีเอ็มอีก็เติมในถังเหมือนกับก๊าซแอลพีจี จากนั้นก๊าซจะผ่านหม้อความดัน ซึ่งเปลี่ยนก๊าซเป็นของเหลวฉีดเข้าปั๊มหัวฉีดของเครื่องยนต์ ตามลำดับ ทีมงานทดสอบใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ซึ่งใช้ในการเกษตร เช่น รถอีแต๋น เครื่องสูบน้ำ รถไถเดินตาม พบใช้งานได้ไม่ต่างจากน้ำมันดีเซล ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีเขม่าควันและปราศจากควันดำ" ผศ.ดร.คณิตกล่าว
ในแง่ของการขยายสู่เชิงพาณิชย์หากเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมไม้โตเร็วทำเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ก็สามารถทำเป็นดีเอ็มอีได้ เพราะใช้ทั้งไม้โตเร็ว ชีวมวลหรือวัสดุของเหลือทางการเกษตรและถ่านหิน มาเป็นวัตถุดิบ จึงได้เปรียบกว่าการผลิตไบโอดีเซล ซึ่งใช้พืชพลังงานเป็นวัตถุดิบ มีปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบกับภาคอุตสาหกรรมอาหาร
นอกจากนี้ทิศทางของโลกยังให้ความสำคัญดีเอ็มอี ในฐานะที่เป็นพลังงานสะอาด โดยในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ต่างสนใจทำวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนก็ใช้แพร่หลายเพื่อการหุงต้มและการคมนาคมในพื้นที่แถบภูเขา ซึ่งขาดแคลนชีวมวลและน้ำมัน แต่ก็ผลิตดีเอ็มซีจากถ่านหิน
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/21/x_it_h001_193875.php?news_id=193875
ผศ.ดร.คณิตวัฒนวิเชียร หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิจัยเครื่องยนต์สันดาปภายใน ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทีมงานประสบความสำเร็จในการผลิต ดีเอ็มอี ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตได้จากชีวมวลอยู่ในสถานะแก๊สคล้ายก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีคุณสมบัติไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จุดติดไฟง่าย สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดเขม่า ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ดีเอ็มอี หรือ ไดเมทิลอีเทอร์ เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกเช่นเดียวกันไบโอดีเซลและก๊าซแอลพีจีลักษณะการใช้งานคล้ายก๊าซแอลพีจี แต่เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลมากกว่า โดยมีค่าซีเทน ซึ่งเป็นการแสดงส่วนผสมระหว่างซีเทนกับแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน ประมาณ 70 ใกล้เคียงกับค่าซีเทนในน้ำมันดีเซลปกติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 50-55
"การใช้งานก๊าซดีเอ็มอีก็เติมในถังเหมือนกับก๊าซแอลพีจี จากนั้นก๊าซจะผ่านหม้อความดัน ซึ่งเปลี่ยนก๊าซเป็นของเหลวฉีดเข้าปั๊มหัวฉีดของเครื่องยนต์ ตามลำดับ ทีมงานทดสอบใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ซึ่งใช้ในการเกษตร เช่น รถอีแต๋น เครื่องสูบน้ำ รถไถเดินตาม พบใช้งานได้ไม่ต่างจากน้ำมันดีเซล ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่มีเขม่าควันและปราศจากควันดำ" ผศ.ดร.คณิตกล่าว
ในแง่ของการขยายสู่เชิงพาณิชย์หากเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมไม้โตเร็วทำเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก ก็สามารถทำเป็นดีเอ็มอีได้ เพราะใช้ทั้งไม้โตเร็ว ชีวมวลหรือวัสดุของเหลือทางการเกษตรและถ่านหิน มาเป็นวัตถุดิบ จึงได้เปรียบกว่าการผลิตไบโอดีเซล ซึ่งใช้พืชพลังงานเป็นวัตถุดิบ มีปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบกับภาคอุตสาหกรรมอาหาร
นอกจากนี้ทิศทางของโลกยังให้ความสำคัญดีเอ็มอี ในฐานะที่เป็นพลังงานสะอาด โดยในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ต่างสนใจทำวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนก็ใช้แพร่หลายเพื่อการหุงต้มและการคมนาคมในพื้นที่แถบภูเขา ซึ่งขาดแคลนชีวมวลและน้ำมัน แต่ก็ผลิตดีเอ็มซีจากถ่านหิน
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/21/x_it_h001_193875.php?news_id=193875
เทคโนประดิษฐ์-ไบโอดีเซล 4 นาที ผลิตผ่านคลื่นไมโครเวฟ
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลให้ชาวบ้านหันมาผลิตไบโอดีเซลเติมรถยนต์มากขึ้น ทั้งจากการซื้อน้ำมันพืชบริสุทธิ์และน้ำมันพืชใช้แล้วมาต้ม โดยใส่เมทิลแอลกอฮอล์และโซดาไฟ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ขณะที่นิสิตจุฬาฯ ทดลองใช้คลื่นไมโครเวฟและคลื่นเสียง ทำไบโอดีเซลแทนเทคนิคต้มด้วยความร้อนอย่างที่ทำกันทั่วไป
น.ส.สราญกรบงกชมาศ นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการทดลองในงานประชุมวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 16 ว่า คลื่นอัลตราโซนิกและคลื่นไมโครเวฟ สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานความร้อน เพื่อสังเคราะห์ไบโอดีเซลได้ดีกว่าการต้ม
การทดลองเริ่มจากการนำกรดไขมันอิสระบริสุทธิ์และตัวเร่งปฏิกิริยาพื้นฐานคือโซเดียมไฮดรอกไซด์ โดยใช้ความร้อนเป็นพลังงาน กระบวนการดังกล่าว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำกันทั่วไปทำให้น้ำมันส่วนหนึ่งกลายเป็นสบู่ นักวิจัยจึงเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาเป็นกรดซัลฟูริก ทำให้ได้ไบโอดีเซลตามที่ต้องการ แต่ใช้เวลาในการสังเคราะห์นานขึ้น
จากการทดลองใช้คลื่นอัลตราโซนิกและคลื่นไมโครเวฟพบว่า เราสามารถใช้เครื่องไมโครเวฟที่ใช้กันทั่วไป มาดัดแปลง โดยเจาะรูด้านบน ติดตั้งคอนเดนเซอร์ เพื่อให้ไอที่ลอยออกไปเกิดการควบแน่นตกลงมาภายใน ป้องกันเมทานอลหรือไบโอดีเซลระเหยออกไป ทั้งยังให้ความร้อนได้สูงสุด ทำให้สามารถสังเคราะห์ไบโอดีเซลได้ 87% ในเวลาเพียง 4 นาที เมื่อเทียบกับการสังเคราะห์ด้วยความร้อน ซึ่งใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมงได้ปริมาณไบโอดีเซลเท่ากัน
อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องไมโครเวฟหรือเครื่องอัลตราโซนิกสังเคราะห์ไบโอดีเซลนั้น มีการทำวิจัยมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ใช้กรดไขมัน ขณะที่ทีมวิจัยเลือกใช้กรดไขมัน สามารถสกัดได้จากน้ำมันพืชหรือน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้แล้ว เพื่อช่วยลดต้นทุน
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/21/x_it_h001_194869.php?news_id=194869
น.ส.สราญกรบงกชมาศ นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการทดลองในงานประชุมวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 16 ว่า คลื่นอัลตราโซนิกและคลื่นไมโครเวฟ สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานความร้อน เพื่อสังเคราะห์ไบโอดีเซลได้ดีกว่าการต้ม
การทดลองเริ่มจากการนำกรดไขมันอิสระบริสุทธิ์และตัวเร่งปฏิกิริยาพื้นฐานคือโซเดียมไฮดรอกไซด์ โดยใช้ความร้อนเป็นพลังงาน กระบวนการดังกล่าว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำกันทั่วไปทำให้น้ำมันส่วนหนึ่งกลายเป็นสบู่ นักวิจัยจึงเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยาเป็นกรดซัลฟูริก ทำให้ได้ไบโอดีเซลตามที่ต้องการ แต่ใช้เวลาในการสังเคราะห์นานขึ้น
จากการทดลองใช้คลื่นอัลตราโซนิกและคลื่นไมโครเวฟพบว่า เราสามารถใช้เครื่องไมโครเวฟที่ใช้กันทั่วไป มาดัดแปลง โดยเจาะรูด้านบน ติดตั้งคอนเดนเซอร์ เพื่อให้ไอที่ลอยออกไปเกิดการควบแน่นตกลงมาภายใน ป้องกันเมทานอลหรือไบโอดีเซลระเหยออกไป ทั้งยังให้ความร้อนได้สูงสุด ทำให้สามารถสังเคราะห์ไบโอดีเซลได้ 87% ในเวลาเพียง 4 นาที เมื่อเทียบกับการสังเคราะห์ด้วยความร้อน ซึ่งใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมงได้ปริมาณไบโอดีเซลเท่ากัน
อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องไมโครเวฟหรือเครื่องอัลตราโซนิกสังเคราะห์ไบโอดีเซลนั้น มีการทำวิจัยมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ใช้กรดไขมัน ขณะที่ทีมวิจัยเลือกใช้กรดไขมัน สามารถสกัดได้จากน้ำมันพืชหรือน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้แล้ว เพื่อช่วยลดต้นทุน
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/21/x_it_h001_194869.php?news_id=194869
Thursday, March 20, 2008
ใส่ "ยาชา" ในระดับนาโนด้วยไคติน-ไคโตซาน

นักวิจัยปิโตรเคมี จุฬาฯ เผยงานวิจัยใช้ไคติน-ไคโตซานผลิตตัวนำส่งยาชา ระบุหาสารมีขั้วและไม่มีขั้วที่เหมาะสมทำให้พอลิเมอร์เรียงตัวเหมาะกับเป็น "กล่อง" บรรจุยา ประเดิมใช้กับยาชาก่อน
รศ.ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงงานวิจัยในการพัฒนาตัวนำส่งยาจากไคติน-ไคโตซานในระดับนาโนเมตรสำหรับบรรจุยาชาระหว่างงานสัมมนา "วช.กับงานวิจัยนาโนเทคโนโลยี" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.51 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โดยการพัฒนาสารมีขั้วหรือสารที่ชอบน้ำและสารไม่มีขั้วหรือสารไม่ชอบน้ำที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้โมเลกุลของไคติน-ไคโตซานเรียงตัวเป็นทรงกลมที่เหมาะแก่การบรรจุยาชาในระดับนาโนเมตรได้
ทั้งนี้นักวิจัยจากวิทยาลัยปิโตรเลียม จุฬาฯ ระบุว่าได้พัฒนาระบบนำส่งยาที่เปรียบเสมือนการทำ "กล่องเปล่า" สำหรับบรรจุตัวยา โดยการพัฒนาไคติน-ไคโตซานซึ่งเป็นพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งให้พร้อมที่จะรับโมเลกุลอื่น ด้วยการหาสารที่มีหมู่ฟังก์ชันแบบมีขั้วและไม่มีขั้วอย่างเหมาะสมซึ่งทำให้พอลิเมอร์ที่ได้จากธรรมชาติม้วนเป็นทรงกลมได้จากการเรียงตัวของสารที่มีขั้วกับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วกับสารไม่มีขั้ว โดยเขาได้พัฒนาตัวนำส่งยาที่มีความเล็กในระดับ 200 นาโนเมตร
"เปรียบเสมือนให้เราที่นั่งอยู่กัน 5-6 คนเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม ด้วยการจัดเรียงแบบให้หันหน้าเข้าหากันและหันด้านหลัง ซึ่งเราใส่การเป็นด้านหน้า-ด้านหลังให้โมเลกุลของพอลิเมอร์ด้วยการเติมสารที่มีขั้วและสารไม่มีขั้ว สารที่มีขั้วก็จะจับกับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วก็จับกับสารไม่มีขั้ว เหมือนที่เราเห็นว่าน้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน" รศ.ดร.สุวบุญอธิบาย โดยวิธีดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์จัดเรียงตัวด้วยตัวเอง (Self Assembly) และสามารถทดลองซ้ำเพื่อให้เกิดรูปร่างทรงกลมที่ต้องการได้
งานวิจัยที่อาศัยความร่วมมือกับนักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์วัสดุชีวภาพไคติน-ไคโตซาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของ รศ.ดร.สุวบุญ นี้มาถึงขั้นที่ได้ไคติน-ไคโตซานในรูปที่พร้อมรับโมเลกุลชนิดอื่นหรืออยู่ในขั้นที่สามารถพัฒนากล่องสำหรับบบรจุของได้ แต่ยังต้องพัฒนาไปสู่การใช้งานได้จริง เนื่องจากปัจจุบันทำให้ยาชายึดติดกับโมเลกุลของไคติน-ไคโตซานที่พัฒนาขึ้นมาได้เพียง 5-10% ทั้งนี้ต้องการให้ถึงระดับ 50%
เหตุผลสำคัญที่นักวิจัยเลือกไคติน-ไคโตซานเป็นวัสดุในการนำส่งยาเพราะเป็นวัสดุที่เหลือใช้ปริมาณมากของไทยและที่สำคัญมากคือไม่มีพิษต่อร่างกายและย่อยสลายได้ เมื่อวัสดุนำส่งยาดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายจะช่วยป้องกันตัวยาถูกทำลายจะระบบการย่อยต่างในร่างการได้ ทำให้ใช้ยาในปริมาณน้อยก็ส่งผลต่อการรักษา
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.สุวบุญเผยว่าต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 ปีจึงจะนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาทางด้านการแพทย์และการทดลองกับสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป และงานวิจัยนี้ยังนำไปสู่การพัฒนายาชาชนิดทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้กับป่วยแทนการฉีดยาได้
ส่วนเหตุผลที่พัฒนาไคติน-ไคโตซานสำหรับเป็นตัวส่งยาชานั้น เจ้าของงานวิจัยระบุว่าเพระาเป็นงานวิจัยในระดับที่ไทยทำได้ง่ายและมีมูลค่าเพิ่มทางการตลาด โดยยกตัวอย่างการใช้ยาชาเพื่อการศัลยากรรมความงามว่าหากงานวิจัยนี้สำเร็จก็จะได้ตัวยาในรูปแบบการทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดจากการใช้เข็มฉีดยาได้.
ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000033549
Wednesday, March 12, 2008
โลกวิทยาศาสตร์ – ร่องรอยทะเลสาบบนดาวอังคาร

ภาพถ่ายก้อนหินขนาดใหญ่มีดินปกคลุม ที่พบบนดาวอังคารเมื่อไม่นานมานี้ เป็นหลักฐานเก่าแก่ที่แสดงว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีทะเลสาบ ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
กล้องความละเอียดสูงของยานสำรวจมาร์ส รีคอนเนสซอง ออร์บิเตอร์ (เอ็มอาร์โอ) บันทึกภาพก้อนหินใหญ่เบ้งเท่าบ้านแถวบริเวณที่เรียกว่า "แอ่งกระทะโฮลเด้น" ซึ่งเป็นหลุมใหญ่ขนาด 154 กิโลเมตร เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาต
เครื่องมือบันทึกภาพด้วยความถี่คลื่นสเปกตรัมของยานอวกาศพบว่า ก้อนหินเหล่านี้มีชั้นตะกอนละเอียดและดินเหนียวคลุมอยู่ เกิดจากการแช่ตัวอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จากการสังเกตพบว่า ในช่วงยุคแรกที่แตกต่างกันสองช่วงเวลาบนดาวแดงแห่งนี้ แอ่งกระทะโฮลเด้นเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หลักฐานใหม่ที่พบ ช่วยบ่งบอกประวัติศาสตร์ยุคแรกของดาวอังคารได้อย่างดี
ช่วงแรกทะเลสาบอาจคงอยู่เป็นเวลาหลายพันปี ก่อนเหือดแห้งลง ต่อมาน้ำที่ไหลแยกสายมาจากช่องทางน้ำที่เรียกว่าสายน้ำ “อุซโบย วาลลิส" ไหลมาท่วมผิวดาวอังคารบริเวณนี้ แต่สันขอบแองกระทะโฮลเด้น ทำหน้าที่เหมือนเขื่อนคอยป้องกันน้ำจากข้างนอก ไหลลงแอ่งกระทะที่ว่างเปล่า
อย่างไรก็ตาม ต่อมาสายน้ำอุซโบย วาลลิส เอ่อล้นทะลักจากสันแอ่งไหลลงสู่แอ่งกระทะในที่สุด จนเกิดเป็นทะเลสาบอีกครั้ง และอาจอยู่อย่างนั้นสองสามร้อยปี
กระแสน้ำเชี่ยวกรากที่ทะลักเข้ามารุนแรง จนทำให้ก้อนหินใหญ่แตก และเผยให้เห็นดินเหนียวที่มีตะกอนคลุมอยู่จากช่วงเกิดทะเลสาบครั้งแรก ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นการสะสมตัวของดินยุคเก่าแก่ที่สุดของผิวดาวอังคาร
เนื่องจากดินเหนียวจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยสภาพน้ำที่นิ่งสงบ การพบดินเหนียวที่แอ่งกระทะโฮลเด้นจึงแปลว่า ดินแดนที่เคยชุ่มน้ำแห่งนี้ อาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ด้วย โดยเทียบเคียงกับสภาพแวดล้อมบนโลก ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
ประวัติศาสตร์ที่หลากหลายของแอ่งกระทะโฮลเด้น ทำให้แอ่งกระทะแห่งนี้ เหมาะเป็นที่สำรวจหาร่องรอยของน้ำในอดีตของดาวอังคาร และอาจเป็นแหล่งที่เหมาะส่งยานอวกาศลงมาสำรวจ เพื่อทำความเข้าใจสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร
แอ่งกระทะโฮลเด้นเป็นหนึ่งในหกพื้นที่บนดาวอังคาร ที่องค์การนาซากำลังพิจารณาสำหรับเป็นจุดลงจอดของยานสำรวจขนาดใหญ่ที่ชื่อ “มาร์เทียน ไซอันซ์ ลาบอราโทรี“ ซึ่งมีกำหนดถึงดาวอังคารในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือใน พ.ศ. 2553
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/12/x_it_h001_193581.php?news_id=193581
สจล.พบวิธีเพิ่มไบโอดีเซล ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่แถมคุณภาพดีขึ้น
ห้องแล็บ สจล.จับมือไบเออร์ไทย ทดสอบตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้าสำหรับผลิตไบโอดีเซล พบให้ปริมาณน้ำมันและคุณภาพมากขึ้นกว่าระบบผลิตเดิม แถมฤทธิ์กัดกร่อนเครื่องมือยังลดลง เตรียมขยายสู่การทดลองที่ใหญ่ขึ้น ก่อนส่งต่อให้ภาคอุตสาหกรรม
รศ.ประกอบ กิจไชยา ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ทีมงานได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไบเออร์(ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีจากประเทศเยอรมนี สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อสร้างทางเลือกให้ผู้ผลิตไบโอดีเซลในประเทศ
ตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ เป็นสารกลุ่มเดียวกับที่เคยใช้เร่งออกเทนในน้ำมันเบนซิน เป็นเรซินคล้ายเม็ดพลาสติก เมื่อบรรจุเข้าเครื่องปฏิกรณ์พร้อมกับปั๊มเมทานอลและน้ำมันพืชใช้แล้วจากก้นครัว จะได้ผลผลิตไบโอดีเซลที่มีคุณภาพ ปริมาณ และสมบัติการกัดกร่อนอุปกรณ์ "น้อยกว่า" ไบโอดีเซลที่ใช้ในปัจจุบัน
การศึกษาปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ ทีมงานดำเนินการเมื่อปลายปี 2550 ผลที่ได้พบว่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันไบโอดีเซลได้กว่า 10% ซึ่งได้จากการลดกรดไขมันอิสระที่ปนเปื้อนในน้ำมันเหลือใช้จากก้นครัว
นอกจากนี้ หลังการทดลองเดินเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 0.50 ลิตร ในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าไบโอดีเซลที่ได้มีคุณภาพมากกว่าการใช้กำมะถันเป็นตัวเร่ง ซึ่งนอกจากจะอันตรายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่กลั่นแล้ว ยังออกฤทธิ์กัดกร่อนเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการ และยังต้องเสียเวลาในการแยกกำมะถันออกจากน้ำมันในกระบวนการสุดท้ายก่อนนำไปใช้อีกด้วย
“ตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ จะเป็นทางเลือกสำหรับกระบวนการผลิตไบโอดีเซลในอนาคต แม้ว่าตัวเร่งฯ จะราคาแพงถึงลิตรละ 700 บาท แต่ผลที่ได้มีความคุ้มในระยะยาว เนื่องจากสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ได้หลายครั้ง จนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเบื้องต้นมีข้อมูลว่ามากกว่า 2 ปี” นักวิจัย สจล. กล่าว
ขณะนี้การวิจัยอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทผู้สนับสนุน โดยเสนอนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาในปริมาณที่มากขึ้น สำหรับทดสอบในเครื่องปฏิกรณ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาให้ใหญ่กว่าเดิมเป็น 50 ลิตร เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตให้เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมนำไปต่อยอด
“การทดลองระดับ 50 ลิตรนี้ หากวัสดุอุปกรณ์พร้อมทุกอย่างแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน ก่อนที่จะต่อยอดเป็นเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 1,000 ลิตร สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรมไบโอดีเซลระดับประเทศในอนาคต” นักวิจัย สจล. กล่าว
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/12/x_it_h001_193639.php?news_id=193639
รศ.ประกอบ กิจไชยา ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ทีมงานได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไบเออร์(ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีจากประเทศเยอรมนี สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อสร้างทางเลือกให้ผู้ผลิตไบโอดีเซลในประเทศ
ตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ เป็นสารกลุ่มเดียวกับที่เคยใช้เร่งออกเทนในน้ำมันเบนซิน เป็นเรซินคล้ายเม็ดพลาสติก เมื่อบรรจุเข้าเครื่องปฏิกรณ์พร้อมกับปั๊มเมทานอลและน้ำมันพืชใช้แล้วจากก้นครัว จะได้ผลผลิตไบโอดีเซลที่มีคุณภาพ ปริมาณ และสมบัติการกัดกร่อนอุปกรณ์ "น้อยกว่า" ไบโอดีเซลที่ใช้ในปัจจุบัน
การศึกษาปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ ทีมงานดำเนินการเมื่อปลายปี 2550 ผลที่ได้พบว่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันไบโอดีเซลได้กว่า 10% ซึ่งได้จากการลดกรดไขมันอิสระที่ปนเปื้อนในน้ำมันเหลือใช้จากก้นครัว
นอกจากนี้ หลังการทดลองเดินเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 0.50 ลิตร ในระดับห้องปฏิบัติการ พบว่าไบโอดีเซลที่ได้มีคุณภาพมากกว่าการใช้กำมะถันเป็นตัวเร่ง ซึ่งนอกจากจะอันตรายต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่กลั่นแล้ว ยังออกฤทธิ์กัดกร่อนเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการ และยังต้องเสียเวลาในการแยกกำมะถันออกจากน้ำมันในกระบวนการสุดท้ายก่อนนำไปใช้อีกด้วย
“ตัวเร่งปฏิกิริยานำเข้านี้ จะเป็นทางเลือกสำหรับกระบวนการผลิตไบโอดีเซลในอนาคต แม้ว่าตัวเร่งฯ จะราคาแพงถึงลิตรละ 700 บาท แต่ผลที่ได้มีความคุ้มในระยะยาว เนื่องจากสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ได้หลายครั้ง จนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน ซึ่งเบื้องต้นมีข้อมูลว่ามากกว่า 2 ปี” นักวิจัย สจล. กล่าว
ขณะนี้การวิจัยอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทผู้สนับสนุน โดยเสนอนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาในปริมาณที่มากขึ้น สำหรับทดสอบในเครื่องปฏิกรณ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาให้ใหญ่กว่าเดิมเป็น 50 ลิตร เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตให้เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมนำไปต่อยอด
“การทดลองระดับ 50 ลิตรนี้ หากวัสดุอุปกรณ์พร้อมทุกอย่างแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน ก่อนที่จะต่อยอดเป็นเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 1,000 ลิตร สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรมไบโอดีเซลระดับประเทศในอนาคต” นักวิจัย สจล. กล่าว
ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/12/x_it_h001_193639.php?news_id=193639
Tuesday, March 11, 2008
รู้จักก๊าซธรรมชาติในงาน “GASTECH 2008”

กว่าจะมาเป็นก๊าซ “เอ็นจีวี” ที่ใช้งานในยานยนต์ได้ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากมายเพื่อขุดเจาะเอา “ก๊าซธรรมชาติ” ที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นทะเล ลำเลียงขนส่งเข้าสู่ฝั่ง และผ่านกระบวนการต่างๆ จนนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงอาสาพาคุณไปรู้จักกับก๊าซธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับก๊าซธรรมชาติ ในงาน “GASTECH 2008”
“GASTECH 2008” (ก๊าซเทค 2008) เป็นงานประชุมและแสดงนิทรรศการระดับโลกด้านอุตสาหกรรมก๊าซแอลเอ็นจี แอลพีจี และก๊าซธรรมชาติ ครั้งที่ 23 และเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติไบเทค บางนา ตั้งแต่วันที่ 10-13 มี.ค. 2551 โดยมีกลุ่ม ปตท. เป็นแม่งานใหญ่ มีผู้ร่วมแสดงนิทรรศการกว่า 300 ราย จาก 36 ประเทศทั่วโลก ณ ศูนย์แสดงสินค้า ผู้จัดการวิทยาศาสตร์เลยถือโอกาสนี้ไปเก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาฝากกัน
ก๊าซธรรมชาติ (Natural gas) เกิดจากการทับถมของซากสิ่งมีชีวิตนับล้านปี ที่ถูกแปรสภาพโดยความร้อนและความกดดันของผิวโลกจนกลายเป็นก๊าซไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดสะสมอยู่รวมกันใต้ผิวโลก โดยมีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลักประมาณ 75-90% และอาจมีส่วนที่เป็นของเหลวหรือคอนเดนเสทรวมอยู่ด้วย
เมื่อราว 30 ปีก่อน ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี (Liquefied Natural Gas: LNG) จากสหรัฐฯ มาใช้หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก กระทั่งปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากที่สุดในโลก คิดเป็น 50% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก ส่วนประเทศไทยแม้จะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่ในอ่าวไทย แต่ก็ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลกส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น อิหร่าน การ์ตา เยเมน และยังมี อัลจีเรีย ออสเตรเลีย บรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
นับวันก๊าซธรรมชาติยิ่งมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรามากขึ้นเพราะเป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เผาไหม้ได้สมบูรณ์กว่า และส่งผลกรทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเชื้อเพลิงจากถ่านหิน, ลิกไนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปกติการนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไปใช้จะขนส่งด้วยระบบท่อ แต่หรือหากระยะทางไกลเกินกว่า 2,000 กิโลเมตร หรือในกรณีนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ การขนส่งผ่านท่อทำได้ยากและลงทุนสูงมาก จึงต้องขนส่งทางเรือและต้องทำให้อยู่ในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อลดปริมาตรและเพิ่มความสะดวก
ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งกำเนิดใต้พื้นทะเลจะถูกลำเลียงผ่านท่อไปยังโรงงานบนฝั่ง ผ่านกระบวนการแยกสิ่งเจือปนต่างๆ ออกไป ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ ปรอท และกำมะถัน จากนั้นลดอุณหภูมิให้ต่ำลงเหลือเพียง -160 องศาเซลเซียส เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว และกักเก็บไว้ในแทงก์เก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งปริมาตรจะลดลงจากเดิมถึง 600 เท่า ทำให้ง่ายต่อการขนส่งทางเรือ และต้องรักษาอุณหภูมิของก๊าซธรรมชาติเหลวที่ -160 องศาเซลเซียส ตลอดการเดินทาง เมื่อถึงที่หมายและก่อนนำไปใช้งานจึงค่อยผ่านกระบวนการเปลี่ยนกลับให้อยู่ในสถานะก๊าซเช่นเดิม
ยกตัวอย่างการนำเอาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมาใช้งานที่ดำเนินการโดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีหลายโครงการ เฉพาะโครงการบงกชที่เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยด้วยกำลังการผลิต 630 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งผ่านท่อมายังโรงงานแยกก๊าซที่มาบตาพุด จ.ระยอง ผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์หรือเอ็นจีวี (Natural Gas for Vehicles: NGV), ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือก๊าซหุงต้ม (Liquefied Petroleum Gas: LPG) และใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่างๆ
สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตก๊าซธรรมชาตินั้นมีมาก และก่อเกิดอุตสาหกรรมหนักมากมายทั้งผลิตแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ถึงกักเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระบบท่อขนส่งก๊าซ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติหรือควบคุมการผลิต, การก่อสร้าง เช่น เครื่องวัดปริมาณสนิมในท่อส่งก๊าซ, อุปกรณ์กันสนิมและป้องกันการผุกร่อนของท่อส่งก๊าซ, เครื่องตรวจรอยเชื่อมต่อของถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวด้วยระบบอัลตราโซนิค เป็นต้น
ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000029676
Subscribe to:
Posts (Atom)