Monday, March 10, 2008

20 ปีที่รอคอย ญี่ปุ่นเตรียมฉลองส่ง "คิโบ" สู่อวกาศ 11 มี.ค.นี้


เอเอฟพี/แจกซา/สเปซด็อตคอม - ฝันใกล้เป็นจริง ญี่ปุ่นเตรียมส่งห้องแล็บ "คิโบ" ทะยานฟ้า 11 มี.ค. นี้ หลังตั้งตารอมานานกว่า 20 ปี ที่จะมี "บ้าน" หลังแรกในอวกาศ นับแต่ตกลงปลงใจร่วมมือสหรัฐฯ และพันธมิตรอวกาศสร้างไอเอสเอสเมื่อปี 2528 ขนการทดลองแปลกใหม่ไปเพียบ หวังดึงดูดใจให้เด็กยุ่นไม่ละเลยวิทยาศาสตร์

ยานเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ หรือนาซา (NASA) ถือฤกษ์ดีวันที่ 11 มี.ค.51 ทะยานฟ้าบรรทุกห้องแล็บอวกาศสัญชาติญี่ปุ่น "คิโบ" (Kibo) ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือแจกซา (Japan Aerospace Exploration Agency: JAXA) ขึ้นไปติดตั้งบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) หลังจากรอวันนี้มานานกว่า 20 ปี และนับเป็นห้องแล็บของชาวอาทิตย์อุทัยแห่งแรกที่อยู่นอกโลก ทั้งยังเป็น "ความหวัง" ให้เด็กๆ ในประเทศเพิ่มพูนความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

"เทคโนโลยีคืออาวุธเพียงหนึ่งเดียวของญี่ปุ่น ถ้าหากว่าเราไม่พยายามวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับพัฒนาการด้านอวกาศ ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรอย่างเราจะต้องกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังกว่าคนอื่น" โยชิยะ ฟุคุดะ (Yoshiya Fukuda) เจ้าหน้าที่อาวุโสโครงการอวกาศของแจกซา กล่าวแทนชาวญี่ปุ่นที่ฝากอนาคตของตนและประเทศไว้กับเทคโนโลยีขั้นสูง

"เที่ยวบินนี้จะเป็นอีกหนึ่งเที่ยวบินประวัติศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น เที่ยวบินที่พวกเรารอคอยมาเป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 20 ปี" เทสึโร โยโกยามา (Tetsu Yokoyama) รองผู้จัดการโครงการห้องแล็บคิโบกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่ทำการใหญ่ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ณ ศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) เมืองฮุสตัน มลรัฐเทกซัส

ในปี 2528 ประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจร่วมมือกับยุโรป แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐฯ เพื่อดำเนินโครงการเมกะโปรเจคในการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส นับแต่วินาทีนั้นญี่ปุ่นก็ตั้งความหวังไว้ทันทีเลยว่าจะต้องมีห้องปฏิบัติการแห่งแรกของตัวเองอยู่บนสถานีอวกาศให้จงได้ ซึ่งก็ใกล้จะสมหวังในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว เมื่อยานเอนเดฟเวอร์จะออกเดินทางนำพาชิ้นส่วนแรกของ "คิโบ" ขึ้นไปติดตั้งบนไอเอสเอส ซึ่ง "คิโบ" (きぼう : kibou) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ความหวัง หรือความใฝ่ฝัน (hope) นั่นเอง

ศูนย์อวกาศสึคุบะ (Tsukuba Space Center: TKSC) ของญี่ปุ่น เป็นแกนหลักในการพัฒนาห้องแล็บคิโบมูลค่า 9.8 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) นี้ และได้ดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วทั้งในญี่ปุ่นและในสหรัฐฯ ก่อนขนส่งขึ้นสู่อวกาศ

คิโบประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ห้องเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ทั้งหมดสำหรับทำการทดลอง, ห้องปฏิบัติการทดลองรูปทรงกระบอก (Pressurized Module) ขนาดยาว 11.2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 4.4 เมตร น้ำหนัก 9.2 ตัน ที่นักวิจัยจะได้ทำการทดลองประหนึ่งเหมือนทำการทดลองอยู่บนโลก และส่วนที่คล้ายกับเป็นระเบียงที่เปิดออกสู่อวกาศโดยตรง (Exposed Facility) ซึ่งยึดติดไว้ด้วยแขนกล สำหรับทำการทดลองใดๆ ในสภาวะของห้วงอวกาศ เช่น สภาวะสุญญากาศ, สภาวะไร้น้ำหนัก และการทดลองที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหรือรังสีจากดวงอาทิตย์

ส่วนประกอบของคิโบจะค่อยๆ ถูกลำเลียงขึ้นไปติดตั้งบนไอเอสเอสคนครบหมดทั้ง 3 ส่วน ใน 3 เที่ยวบินด้วยกัน โดยเที่ยวบินแรกในวันที่ 11 มี.ค. นี้ ยานเอนเดฟเวอร์จะลำเลียงห้องเก็บอุปกรณ์การทดลองขึ้นไปก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นราวเดือน พ.ค. ปีนี้จึงขนส่งตัวห้องปฏิบัติการตามขึ้นไป และในเดือน มี.ค. 2552 จึงลำเลียงส่วนของระเบียงขึ้นไปประกอบเป็นอันดับสุดท้ายจึงเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งส่วนระเบียงของห้องแล็บคิโบนี้จะเป็นชิ้นส่วนที่แปลกและใหม่สำหรับไอเอสเอส เพราะไม่เคยมีส่วนปฏิบัติการลักษณะนี้บนไอเอสเอสมาก่อน แม้กระทั่งห้องแล็บโคลัมบัส (Columbus) ของฟากยุโรปที่เพิ่งติดตั้งแล้วเสร็จไปเมื่อเดือน ก.พ. ก็ตาม

"ญี่ปุ่นกำลังจะมีบ้านหลังแรกในอวกาศเป็นของตัวเองแล้ว และผมจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเราลงทุนลงแรงไปมันให้ผลคุ้มค่ามากแค่ไหน" คำกล่าวของทาคาโอะ โดอิ (Takao Doi) นักบินอวกาศวัย 53 ปี ของญี่ปุ่นที่จะร่วมเดินทางไปปฏิบัติภารกิจติดตั้งคิโบด้วยกับเที่ยวบินที่ STS-123 โดยยานเอนเดฟเวอร์

ด้านฟุคุดะระบุอีกว่าการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บคิโบน่าจะเริ่มต้นได้ราวปลายเดือน ก.ค. ของปีนี้ ซึ่งคิโบมีชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับทำการทดลองมากกว่า 2 ล้านชิ้นเลยทีเดียว และในสภาวะไร้น้ำหนักนี้จะเอื้ออำนวยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถแยกผลึกของสารบริสุทธิ์หรือผลึกโปรตีนที่ต้องการได้ดียิ่ง ซึ่งจะช่วยไขความข้องใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคต่างๆ และนำไปสู่การพัฒนายาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกการทดลองที่สำคัญไม่แพ้การทดลองทางการแพทย์คือการสังเกต, ศึกษาการเปลี่ยนแปลง และหาวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมบนโลกจากในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นการทำลายชั้นโอโซน, ภาวะโลกร้อน หรือการกลายเป็นทะเลทรายของพื้นที่ที่แห้งแล้ง ตลอดจนการค้นหาความลับในจักรวาลด้วยกล้องเอ็กซ์เรย์ (wide-angle X-ray camera) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ติดตั้งอยู่บนไอเอสเอส, การทดลองด้านหุ่นยนต์, การสื่อสารคมนาคม, รังสี และพลังงาน

สำหรับงบประมาณที่แจกซาจ่ายไปนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อมวลมนุษยชาติกับไอเอสเอสคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6.8 แสนล้านเยน (ประมาณ 2.08 แสนล้านบาท) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นมูลค่ามหาศาลแล้วก็ตาม แต่ก็ยังน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกคือ 1 ล้านล้านเยน

"สิ่งสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่สูญเสียไปในโครงการอันยาวนานนี้ แต่มันเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างและต่อเติมความฝันให้กับเด็กๆ ได้ ซึ่งหากมีเงินเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถซื้อได้" ฟุคุดะ กล่าว

และเพื่อไม่ให้สิ่งที่ลงทุนไปสูญเปล่า แจกซาจึงวางแผนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคิโบเอาไว้มากมายเพื่อสร้างแรงจูงใจและดึงดูดประชาชน โดยเฉพาะเด็กๆ ให้มีความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่น้อยไปกว่าเดิม เช่น นักบินอวกาศโดอิ วางแผนทดลองขว้างดาวกระจาย 3 แฉก (three-pronged boomerang) หนึ่งในอาวุธของนินจา เพื่อศึกษาลักษณะการบินของดาวกระจายในสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งเป็นการทดลองที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนด้วย

ด้านเอซิคส์ คอร์ป (Asics Corp.) บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของญี่ปุ่นกำลังพัฒนารองเท้าผ้าใบส้นยางสำหรับนักบินอวกาศ 1 คู่ ซึ่งออกแบบให้เหมือนกับรองเท้าของนินจา โดยจะมอบให้นักบินอวกาศญี่ปุ่นที่จะเดินทางไปไอเอสเอสในเดือน ธ.ค. นี้ สำหรับสวมใส่ออกกำลังในสถานีอวกาศระหว่างเตรียมการติดตั้งชิ้นส่วนสุดท้ายของคิโบในปี 2552

ทั้งนี้ นาซามีกำหนดปล่อยยานเอนเดฟเวอร์ที่บรรทุกชิ้นส่วนแรกของคิโบสู่อวกาศวันที่ 11 มี.ค. เวลา 14.28 น. ตามเวลาในประเทศไทย ณ ฐานปล่อยจรวดในศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) รัฐฟลอริดา และในเที่ยวบินนี้ เอนเดฟเวอร์ยังขนเอาชิ้นส่วนแขนกล "เด็กซ์เทอร์" (Dextre) จำนวน 2 แขน ของแคนาดาไปยังไอเอสเอสพร้อมกันด้วย

สำหรับนักบินอวกาศร่วมเดินทางปฏิบัติหน้าที่ในเที่ยวบินนี้ทั้งสิ้น 7 นาย ประกอบด้วย โดมินิค แอล กอรี (Dominic L. Gorie) ผู้บังคับการบิน, เกรกอรี เอช จอห์นสัน (Gregory H. Johnson) นักบิน ส่วนอีก 5 นาย เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ ได้แก่ ริชาร์ด เอ็ม ลินน์ฮาน (Richard M. Linnehan), โรเบิร์ต แอล เบห์นเคน (Robert L. Behnken), แกร์เรตต์ อี ไรสแมน (Garrett E. Reisman), ไมเคิล เจ โฟร์แมน (Michael J. Foreman) และทาคาโอะ โดอิ (Takao Doi) นักบินของแจกซาเพียงหนึ่งเดียว โดยเที่ยวบินนี้มีระยะเวลาปฏิบัติภารกิจบนไอเอสเอสนาน 16 วัน จึงเดินทางกลับโลก

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000028985

เนคเทคเปิดเวทีค้นหาคนไฮเทคด้านสมองกลจิ๋ว

เนคเทคเปิดเวทีประชันไอเดียค้นหาเยาวชนไฮเทคโนโลยีด้าน สมองกลฝังตัว-อาร์เอฟไอดี ประกวดพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมหนุนทุนสร้างต้นแบบ ยกไม้เท้าอัจฉริยะและป้ายแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างความสำเร็จจากเวทีแข่งขัน

ดร.พันธ์ศักดิ์ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า เนคเทคจัดโครงการ "แข่งขันสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยระบบสมองกลฝังตัวและอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเทคโนโลยีระดับสูงอย่างสมองกลฝังตัวและอาร์เอฟไอดี

กิจกรรมนี้นอกจากกระตุ้นให้นิสิตนักศึกษาเกิดทักษะความรู้ด้านไฮเทคโนโลยีทั้งระบบสมองกลฝังตัวและอาร์เอฟไอดีแล้ว ยังอาจสร้างผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าสู่ตลาด รวมทั้งจุดประกายให้คนรุ่นใหม่มองเห็นโอกาสช่องทางการเติบโตของวิชาชีพในตลาดแรงงาน รวมถึงนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์การทำงานเป็นทีมด้วย

การแข่งขันออกแบบนวัตกรรมแบ่งเป็น3 ประเภทคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการเกษตร และกระบวนการโลจิสติกส์-โซ่อุปทาน โดยเปิดรับเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท และกำหนดส่งข้อเสนอโครงการได้ถึงวันที่ 14 มีนาคมนี้

โครงการที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับทุนสนับสนุน5 หมื่นบาท และทุนสนับสนุนการทำต้นแบบมูลค่าไม่เกิน 1.5 แสนบาท ส่วนทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษา 1 แสนบาท

ตัวอย่างผลงานที่ส่งประกวดของปีที่ผ่านมาและได้รับการพัฒนากลายเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด เช่น ระบบป้ายแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สาย ฝีมือนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับรางวัลการแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยระบบสมองกลฝังตัว ครั้งที่ 1 ในปี 2550 และขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ในยี่ห้อ เวลส์, "ไม้เท้าอัจฉริยะ" จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่เจ้าของผลงานนำไปต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจของตนเอง

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/10/x_it_h001_192933.php?news_id=192933

เอ็มเทครีไซเคิลหลอดไฟเทคโนโลยีฝีมือไทยไร้ปรอทก่อมะเร็ง100%

ศูนย์เอ็มเทคชูเทคโนโลยีอย่างง่ายรีไซเคิลซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ เลี่ยงสารปรอทปนเปื้อนก่อโรคมะเร็ง วางแผนทดสอบประสิทธิภาพในห้องแล็บและโรงงานต้นแบบ จากนั้นค่อยส่งต่อให้เอกชน พร้อมเดินหน้าวิจัยหลอดแอลอีดีใช้แทนหลอดเรืองแสง
รศ.ดร.วีระศักดิ์อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงข้อกังวลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องอันตรายของสารปรอทจากซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ว่า เอ็มเทคมีโครงการพัฒนากระบวนการรีไซเคิลซากหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดเรืองแสง เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ

กระบวนการรีไซเคิลหลอดไฟอย่างง่ายทำได้โดยแยกสารปรอทจากหลอดไฟ ผ่านกระบวนการใช้ความร้อน เพื่อทำให้ปรอทระเหย และกลั่นตัวเป็นของเหลว ในส่วนของหลอดไฟก็แยกขั้วหลอดไฟออก คัดเลือกขั้วหลอดที่มีประสิทธิภาพ จากนั้นนำซากหลอดแก้วมาบด ล้างด้วยกรดและวิเคราะห์ค่าปรอทปนเปื้อน ก่อนนำมาประกอบใช้ใหม่อีกครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าหลอดไฟที่นำมาใช้ใหม่ปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารพิษ

เทคโนโลยีดังกล่าวไม่ซับซ้อนซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพดำเนินการ เบื้องต้นเอ็มเทคจะทดสอบจริงในห้องปฏิบัติการก่อนขยายเป็นโรงงานนำร่อง เพื่อเป็นต้นแบบให้บริษัทผู้ผลิตตระหนัก และหันมาใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อลดปริมาณซากขยะฟลูออเรสเซนต์

"โครงการดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้การพัฒนากระบวนการรีไซเคิลฟลูออเรสเซนต์ประสบความสำเร็จและขยายเป็นโรงงานต้นแบบการจัดการซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือขยายองค์ความรู้สู่ผู้ผลิตในท้ายที่สุด" ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าว

นอกจากนี้เอ็มเทคมีโครงการศึกษาหลอดไฟประหยัดพลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยไม่มีส่วนประกอบของสารปรอท โดยดึงคุณสมบัติของไอโอดเปล่งแสง หรือ แอลอีดี ทำหน้าที่กระจายแสงแทนสารปรอทในหลอดฟลูออเรสเซนต์ ทั้งนี้ แอลอีดีเป็นวัสดุที่ผลิตจากสารเรืองแสงจำพวกโพลิเมอร์ หรืออินทรีย์ เมื่อผ่านกระบวนการทางเคมีก็จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงสว่างได้

แม้ว่าหลอดแอลอีดีจะมีใช้อย่างแพร่หลายเช่น ไฟเบรกในอุตสาหกรรมรถยนต์ โคมไฟใต้น้ำและหลอดไฟประดับ แต่การจะใช้ทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนต์ยังต้องผ่านการวิจัยอีกมาก เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้านราคา และการปล่อยแสงแบบแสงตรง ทำให้ไม่สบายตา ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถเข้าไปแทนที่หลอดฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งราคาถูกและปล่อยแสงแบบกระจาย ไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/10/x_it_h001_193375.php?news_id=193375

Sunday, March 9, 2008

ตัดริบบิ้น "จูลส์ เวิร์น" ยานบรรทุกอวกาศขับเคลื่อนอัตโนมัติออกสู่ภารกิจ


บีบีซีนิวส์ - อีซาส่ง "จูลส์ เวิร์น" ยานขนสัมภาระสู่สถานีอวกาศแบบอัตโนมัติที่ลำเลียงของได้มากที่สุด และเป็นภารกิจอันท้าทายของจรวดขนส่ง ที่จะนำยานไปจอดรอสถานีอวกาศ ก่อนที่จะเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีคนบังคับ นับเป็นก้าวแรกสู่การพัฒนาระบบขนส่งนักบินอวกาศของยุโรปเอง

"จูลส์ เวิร์น" (Jules Verne) คือชื่อยานขนส่งไร้คนขับอัตโนมัติหรือยานเอทีวี (Automated Transfer Vehicle : ATV) ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ที่สามารถลำเลียงสัมภาระต่างๆ ทั้งอากาศ อาหาร น้ำ เชื้อเพลิง เครื่องใช้ส่วนตัวของลูกเรือและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ได้ถึง 7.6 ตัน

ยานลำนี้ออกเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจครั้งแรกในอวกาศโดยการลำเลียงของจรวดแอเรียน 5 (Ariane 5) จากฐานปล่อยจรวดคูรู ในเฟรนซ์เกียอานา วันที่ 9 มี.ค.51 เวลา 11.03 น.ตามเวลาประเทศไทย

การสร้างยานขนส่งสัมภาระนี้เป็นบทบาทของยุโรป ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งแทนที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อบริหารจัดการสถานีอวกาศ อีซาก็เลือกที่จะรับหน้าที่นี้เป็นหลัก

การเดินทางครั้งแรกของยานจูลส์ เวิร์นนี้จะเป็นการประกาศว่ายุโรปมีความสามารถทางเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญที่จะแข่งขันในวงการสำรวจอวกาศได้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเอทีวีจากยุโรป คือเทคโนโลยีการนัดพบในอวกาศและการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติของยานจูลส์ เวิร์น ทั้งนี้ยานสามารถหาหนทางด้วยตัวเองเพื่อไปถึงยังสถานีอวกาศและเชื่อมต่อได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปแทรกแซง

"ยานเอทีวีคือสิ่งที่เรามีส่วนร่วมด้านค่าดำเนินการของสถานีอวกาศ โดยการขนส่งสัมภาระหลายๆ ตัน อีกทั้งยังเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการพัฒนา ยานเอทีวีเป็นเหมือนการผสานกันอย่างแนบแน่น (ในความสามารถ) ของยานอวกาศที่มีมนุษย์บังคับกับดาวเทียม กลายเป็นยานที่มีความซับซ้อนและอุตสาหกรรมของยุโรปก็มีโอกาสที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆ ที่ได้ผลออกมาเป็นยานเอทีวี" คำกล่าวของอลัน เทิร์กเกทเทิล (Alan Thirkettle) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศนานาชาติขององค์การอวกาศยุโรป

เที่ยวบินของยานเอทีวีในวันที่ 9 มี.ค.นี้เป็นเที่ยวบินที่น้ำหนักถึง 20 ตันขณะอยู่ที่ฐานปล่อย ซึ่งจรวดแอเรียน 5 ต้องได้รับการเพิ่มพลังเป็นเฃพิเศษเพื่อรับภาระอันเฉพาะเจาะจงนี้ โดยจรวดจะขนส่งยานที่มีขนาดประมาณรถโดยสารสองคันขึ้นไปในวงโคจรที่มีความสูง 260 กิโลเมตร ซึ่งอยู่เบื้องล่างทางด้านหลังของสถานีอวกาศ จากนั้นยานเอทีวีก็เพิ่มความสูงของตัวเองเข้าไปใกล้ท่าเทียบที่อยู่เหนือชุดวงโคจร

สำหรับจรวดแอเรียน 5 เองภารกิจนี้ก็นับเป็นหลักไมล์ที่สำคัญในความพยายามขนส่งสัมภาระเดี่ยวๆ ที่หนักที่สุดขึ้นไปยังวงโคจร ซึ่งโดยมากแล้วจรวดแอเรียนจะรับภารกิจขนส่งดาวเทียมสื่อสารขึ้นไปยังวงโคจรระนาบเส้นศูนย์สูตร (equatorial orbit) ซึ่งอยู่สูงจากโลกออกไป 36,000 กิโลเมตร แต่สำหรับเที่ยวบินนี้จรวดของแอเรียนต้องทำวงโคจรที่ลาดเอียงอย่างมากเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อวางยานเอทีวีในตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่าวิถีของสถานีอวกาศอย่างแม่นยำ

จรวดแอเรียนท่อนสุดท้ายจะจุดระเบิด 2 รอบ รอบแรกเป็นการจุดระเบิดเพื่อเข้าสู่วงโคจรก่อนจะแยกออกจากยานและครั้งที่สองเป็นการทำลายตัวเองเพื่อความปลอดภัยก่อนที่จะตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นยานเอทีวีก็จะหยุดนิ่งอยู่ในอวกาศและต้องรอจนกว่ากระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) จะปฏิบัติภารกิจที่กำลังจะมาถึงจนเสร็จเรียบร้อยจึงจะเข้าเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 3 เม.ย.นี้

คอมพิวเตอร์ของยานอยู่ในความควบคุมของระบบจีพีเอส (GPS) และระยะต่อจากนั้นเซนเซอร์ตรวจวัดแสงจะนำทางยานไปยังตำแหน่งท้ายของโมดุลซเฟซดา (Zvezda) ของรัสเซียที่ติดตั้งบนสถานีอวกาศ โดยที่มีการควบคุมของมนุษย์อีกทีที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส แต่จะมไมีการแทรกแซงการทำงานจนกว่าจะเกิดปัญหาขึ้น

นอกจากนั้นนักบินอวกาศบนสถานีอวกาศเองก็จะเพียงดูการเข้าประชิดของยานเอทีวีแต่จะไม่ทำอะไร ยกเว้นเกิดเหตุฉุกเฉิน หากนักบินอวกาศเห็นสัญญาณอันตรายพวกเขาจะสั่งให้ยานเอทีวีถอยกลับด้วยการกดปุ่มสัญญาณสีแดงขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนแผงของซเฟซดา และยานเอทีวีจะอยู่ที่สถานีอวกาศเป็นเวลา 6 เดือน

ทั้งนี้ยุโรปมีความคาดหวังต่อยานเอทีวีและเทคโนโลยีของยานสูงมาก แม้ว่านักบินอวกาศจะไม่ได้อาศัยยานเอทีวีขึ้นสู่สถานีอวกาศแต่ความดันภายในยานก็พอเหมาะกับที่นักบินอวกาศจะเข้าไปโดยทีมไต้องสมชุดอวกาศ นับว่ายานเอทีวีเป็นจุดเริ่มต้นที่ยุโรปจะพัฒนาระบบขนส่งลูกเรือเองได้ แต่ ณ เวลานี้นักบินอวกาศของอีซาไม่สามารถออกไปนอกโลกได้โดยไม่อาศัยกระสวยอวกาศของสหรัฐฯ หรือยานโซยุซ (Soyuz) ของรัสเซียได้

ที่มา: http://www.manager.co.th/
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000028801

Tuesday, March 4, 2008

เทคโนประดิษฐ์-หวั่นส่งหุ่นยนต์ติดอาวุธร่วมรบชนวนสงครามมนุษย์กับจักรกล


ชีวิตจริงใกล้จะเป็นเหมือนในภาพยนตร์เรื่อง"คนเหล็ก 2029" เข้าไปทุกที ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรัก หรืออัฟกานิสถานเป็นตัวอย่าง สหรัฐส่งหุ่นยนต์นับพันตัวไปสนามรบทั้งใช้สอดแนม ลาดตระเวน และกู้ระเบิด แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ่นยนต์ติดอาวุธที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐส่งไปปฏิบัติการเกิดเพี้ยนขึ้นมาหันกระบอกปืนถล่มพวกตัวเอง

นักวิจัยจากหลายสถาบันเริ่มหวั่นเกรงว่าหากกองทัพใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติร่วมปฏิบัติการรบอาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ฝันร้ายเหมือนในหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 ที่กองทัพหุ่นยนต์ถือปืนถล่มกวาดล้างมนุษย์ บ้างคิดไปไกลว่า สักวันหุ่นยนต์อาจมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมเหมือนมนุษย์เข้าไปทุกที

วันพุธที่27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บรรดานักวิชาการด้านการทหารในอังกฤษถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นคือ โรนัลด์ อาร์กิน นักวิจัยด้านหุ่นยนต์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย เทค ซึ่งทำงานให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐสร้างระบบจริยธรรมให้หุ่นยนต์ในสนามรบ หรือเรียกให้ง่ายขึ้นว่า "ระบบสามัญสำนึกเทียม"

หลักการพื้นฐานของระบบดังกล่าวคือควบคุมหุ่นยนต์รบให้ปฏิบัติตามกฎแห่งสงคราม ซึ่งนักพัฒนาระบบหวังว่าถึงที่สุดแล้วหุ่นยนต์อาจมีจริยธรรมสูงกว่ามนุษย์ก็เป็นได้

ฟากที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งหุ่นยนต์เข้าสู่สมรภูมิเตือนว่าหากส่งเสริมระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติมากขึ้น มีโอกาสเกิดสงครามระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ และเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกันออกกฎหมายระหว่างประเทศห้ามใช้ระบบอาวุธอัตโนมัติจนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามีระบบควบคุมให้หุ่นยนต์ทำตามกฎสงครามได้

ทุกวันนี้ยังไม่มีหุ่นยนต์นักรบตัวไหนสามารถออกปฏิบัติภารกิจได้เองโดยปราศจากมนุษย์ควบคุมดูอย่างเครื่องยิงระเบิดอัตโนมัติที่ชื่อ "พรีเดเตอร์" ที่สหรัฐใช้ถล่มอิรักและอัฟกานิสถาน ยังเป็นระบบที่สั่งการทางไกลด้วยนักบินจริง ส่วนภาคพื้นดิน หุ่นยนต์ยังทำหน้าที่เพียงหน่วยลาดตระเวนและกู้ระเบิดเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นติดปืนกลถล่มข้าศึกได้ตามใจ

ปีที่แล้วกลาโหมสหรัฐได้ส่งหุ่นยนต์ติดอาวุธประจำการในอิรัก แต่ยังเป็นแค่หุ่นยนต์ที่ทำงานผ่านรีโมทที่บังคับโดยเจ้าหน้าที่ ยังไม่ถึงขั้นควงปืนยิงเองได้

เมื่อไม่นานมานี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างหุ่นยนต์อัตโนมัติยุคใหม่ 3,000 ตัว หลังจากมีปัญหาทางกฎหมายอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายบริษัทไอโรบอต เจ้าของนวัตกรรมหุ่นยนต์เครื่องดูดฝุ่นชนะประมูลไป หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของบริษัทนี้มีจำหน่ายในไทยเช่นกัน จึงเป็นไปได้ว่าหุ่นยนต์ติดอาวุธในอนาคตอาจปฏิบัติการเองตามระบบโปรแกรม เคียงบ่าเคียงไหล่รั้วของชาติ

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/04/x_it_h001_192012.php?news_id=192012

เสื้อนาโนสวมคลายร้อน


เจ้าของนวัตกรรมสิ่งทอกันยุงพัฒนาเสื้อคลายร้อน "ซูเปอร์คลู" สวมแล้วให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น เผยอาศัยสารเมนทอลให้ความเย็นจากสมุนไพร บรรจุในแคปซูลจิ๋วเคลือบบนเส้นใย

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คัฟเวอร์แนนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสิ่งทอกันยุง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนาเสื้อคลายร้อน "ซูเปอร์คูล" สำหรับนักเรียน นักกีฬา และบุคลคลทั่วไป คาดว่าสินค้าชุดแรกประมาณ 5,000 ตัว จะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายน หรือเทศกาลสงกรานต์นี้

การพัฒนาเสื้อซูเปอร์คูลดังกล่าว ทีมวิจัยนำสารสกัดเมนทอล หรือสารให้ความเย็นจากสมุนไพร อาทิ การบูร พิมเสน มาผสมเป็นสูตรจำเพาะ และบรรจุไว้ในแคปซูลจิ๋วด้วยเทคโนโลยีนาโน พร้อมทั้งออกแบบให้แคปซูลแตกตัวเฉพาะเวลาที่สัมผัสกับเหงื่อของผู้สวมเท่านั้น

ความคืบหน้าขณะนี้ ทีมงานอยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพการแตกตัวของแคปซูลนาโน ซึ่งบรรจุสารให้ความเย็นจากพืช โดยศึกษาปฏิกิริยาของแคปซูล เมื่อสัมผัสน้ำเปล่าเปรียบเทียบกับการสัมผัสเหงื่อ ว่าทำงานแตกต่างกันหรือไม่ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบให้แคปซูลทำปฏิกิริยาแตกตัวจำเพาะกับเหงื่อของผู้สวมใส่เท่านั้น

นอกจากดูสมบัติการแตกตัวของแคปซูลแล้ว ทีมวิจัยยังต้องดูคุณสมบัติที่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายผู้สวมใส่อีกด้วยว่า ขณะที่ร่างกายเกิดเหงื่อขึ้นมานั้น สารที่เคลือบอยู่จะช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้ลดลงได้กี่องศา

“ผลิตภัณฑ์เสื้อคลายแรกชุดแรกที่จะผลิต แบ่งเป็นเสื้อโปโลผู้หญิงให้กลิ่นสตรอเบอร์รี่ 2,500 ตัว เสื้อโปโลผู้ชายให้กลิ่นลาเวนเดอร์ 2,500 ตัว ส่วนเป้าหมายมีทั้งนักเรียน นักกีฬา พนักงานบริษัท และสำหรับเป็นของชำร่วยในงานทั่วไป” นายวิศัลย์ กล่าว
หากผู้บริโภคให้การตอบรับผลิตภัณ์สวมคลายร้อน บริษัทก็มีโครงการที่จะต่อยอดผลิตจีวรคลายร้อน และเครื่องแบบคลายร้อนสำหรับพนักงานทั่วไป

ส่วนความคืบหน้าของเทคโนโลยีสิ่งทอกันยุง หลังจากผลิตเป็นจีวรกันยุงแล้ว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อขอรับการสนับสนุนในการผลิตและทดสอบเครื่องแบบทหารกันยุง กับทหารอาสาสมัคร 300-500 คน สำหรับเก็บข้อมูลการป้องกันยุง ก่อนที่จะผลิตเป็นชุดทหารสำเร็จรูปและจำหน่ายต่อไป

กานต์ดา บุญเถื่อน

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/
Link: http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/04/WW54_5404_news.php?newsid=235224

เสื้อนาโนสวมคลายร้อนผู้ผลิตเตรียมวางขายรับสงกรานต์นี้

เจ้าของนวัตกรรมสิ่งทอกันยุงพัฒนาเสื้อคลายร้อน"ซูเปอร์คลู" สวมแล้วให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น เผยอาศัยสารให้ความเย็นจากสมุนไพร เช่น การบูร พิมเสน เป็นสารตั้งต้นผสมกับสูตรที่คิดค้นขึ้น บรรจุในแคปซูลจิ๋วเคลือบบนเส้นใย ประเดิมสินค้าชุดแรกออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายวิศัลย์วนะศักดิ์ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คัฟเวอร์แนนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสิ่งทอกันยุง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนาเสื้อคลายร้อน "ซูเปอร์คูล" สำหรับนักเรียน นักกีฬา และบุคลคลทั่วไป คาดว่าสินค้าชุดแรกประมาณ 5,000 ตัวจะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายน หรือเทศกาลสงกรานต์นี้

การพัฒนาเสื้อซูเปอร์คูลดังกล่าวทีมวิจัยนำสารสกัดเมนทอล หรือสารให้ความเย็นจากสมุนไพร อาทิ การบูร พิมเสน มาผสมเป็นสูตรจำเพาะ และบรรจุไว้ในแคปซูลจิ๋วด้วยเทคโนโลยีนาโน พร้อมทั้งออกแบบให้แคปซูลแตกตัวเฉพาะเวลาที่สัมผัสกับเหงื่อของผู้สวมเท่านั้น

ความคืบหน้าขณะนี้ทีมงานอยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพการแตกตัวของแคปซูลนาโน ซึ่งบรรจุสารให้ความเย็นจากพืช โดยศึกษาปฏิกิริยาของแคปซูล เมื่อสัมผัสน้ำเปล่าเปรียบเทียบกับการสัมผัสเหงื่อ ว่าทำงานแตกต่างกันหรือไม่ เพื่อพัฒนาให้แคปซูลทำปฏิกิริยาแตกตัวจำเพาะกับเหงื่อของผู้สวมใส่เท่านั้น

นอกจากดูสมบัติการแตกตัวของแคปซูลแล้วทีมวิจัยยังต้องดูคุณสมบัติที่ช่วยลดอุณหภูมิร่างกายผู้สวมใส่อีกด้วยว่า ขณะที่ร่างกายเกิดเหงื่อขึ้นมานั้น สารที่เคลือบอยู่จะช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้ลดลงได้กี่องศา

ผลิตภัณฑ์เสื้อคลายแรกชุดแรกที่จะผลิตแบ่งเป็นเสื้อโปโลผู้หญิงให้กลิ่นสตรอเบอร์รี่ 2,500 ตัว เสื้อโปโลผู้ชายให้กลิ่นลาเวนเดอร์ 2,500 ตัว ส่วนเป้าหมายมีทั้งนักเรียน นักกีฬา พนักงานบริษัท และสำหรับเป็นของชำร่วยในงานทั่วไป โดยกำหนดราคาไว้ 580-780 บาท นายวิศัลย์กล่าว

หากผู้บริโภคให้การตอบรับอย่างดีกับผลิตภัณ์สวมคลายร้อนบริษัทก็มีโครงการที่จะต่อยอดผลิตจีวรคลายร้อนสำหรับพระสงฆ์ และเครื่องแบบคลายร้อนสำหรับพนักงานทั่วไป โดยจะวางขายผ่านตัวแทนจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์ ที่เคยรับจีวรกันยุงไปจำหน่ายก่อนหน้านี้

ส่วนความคืบหน้าของเทคโนโลยีสิ่งทอกันยุงหลังจากผลิตเป็นจีวรกันยุงแล้ว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อขอรับการสนับสนุนในการผลิตและทดสอบเครื่องแบบทหารกันยุง กับทหารอาสาสมัคร 300-500 คน

ที่มา: http://www.komchadluek.net/
Link: http://www.komchadluek.net/2008/03/04/x_it_h001_192325.php?news_id=192325