<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677</id><updated>2011-10-28T23:07:46.151-07:00</updated><category term='space'/><category term='nanotech'/><category term='articles'/><category term='dinosaurs'/><category term='technology'/><category term='disaster'/><category term='energy'/><category term='textile'/><category term='computer'/><category term='robot'/><category term='biotechnology'/><category term='plants'/><category term='nature'/><category term='oceans'/><category term='activities'/><category term='industry'/><category term='transportation'/><title type='text'>scinewsclip</title><subtitle type='html'>science news clipping in Thailand
scicomm.info &amp; scienceinaction.info</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>704</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-5734845942913925159</id><published>2009-01-27T20:32:00.000-08:00</published><updated>2009-01-27T20:32:00.475-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>หุ่นปัญญาประดิษฐ์ติดหล่มภาษาไทย</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6OlDDjyQI/AAAAAAAABVc/hFaak5tUdN0/s1600-h/1_copy550.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6OlDDjyQI/AAAAAAAABVc/hFaak5tUdN0/s320/1_copy550.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295826978960820482" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาหุ่นยนต์เดินสองขาเหมือนมนุษย์หรือฮิวแมนนอยด์ ไม่ใช่เรื่องยากแล้วยุคนี้ หรืออาจไม่สำคัญด้วยซ้ำเมื่อหุ่นยนต์ล้อขับเคลื่อนอิสระเดินทางได้ทุกสภาพพื้นผิวได้ดีกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่ยากเย็นแสนสาหัสสำหรับนักพัฒนาหุ่นยนต์ไทยรวมถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ คือ ทำอย่างไรหุ่นยนต์จะฟังคำสั่งภาษาไทยรู้เรื่อง อุปสรรคที่สำคัญไม่ใช่อื่นไกล ก็ภาษาไทยที่เขียนกันเป็นพรืดนี่แหละ แม้แต่สมองกลยังศิโรราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมานักวิจัยภาษาหุ่นยนต์ต่างคนต่างคิดหากลวิธีทำให้สมองกลเข้าใจภาษาไทย ทำให้มาตรฐานการแบ่งคำ ตัดคำแตกต่างกันไปของใครของมัน และยังทำให้งานวิจัยด้านสมองกลอัจฉริยะของไทยไม่คืบหน้าด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.กฤษณ์โกสวัสดิ์ นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัยวิทยาการมนุษยภาษาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ยอมรับสภาพว่า ตอนนี้เราต้องถอยหลังกลับไปเริ่มตั้งแต่การแบ่งคำแบ่งวลี และประโยคในที่สุด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือที่มาของโครงการการวัดเปรียบเทียบสมรรถนะเพื่อพัฒนามาตรฐานการประมวลผลภาษาไทย(Benchmark for Enhancing the Standard of Thai language porcessing : BEST) ที่เนคเทคประกาศหาสุดยอดโปรแกรมเมอร์มาร่วมแข่งขัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแข่งขันเปิดสำหรับ2 ประเภท ได้แก่ นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ปีนี้เป็นการแข่งขันครั้งแรก ในหัวข้อ การแบ่งคำไทย มีผู้สนใจเข้าร่วมแข่งทั้งหมด 20 ทีมทั่วประเทศ แบ่งเป็นกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา 12 ทีม และประชาชนทั่วไปอีก 8 ทีม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละทีมจะได้รับร่างหลักเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญจัดทำขึ้นและฐานข้อมูลคำ 5 ล้านคำ ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดเป็นชุดจำนวน 6 ชุดคำ และต้องพัฒนาโปรแกรมให้สามารถตัดแบ่งข้อความภาษาไทยออกเป็นคำๆ ให้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ อาจจะใช้หรือไม่ใช้คลังข้อความที่ได้เตรียมไว้ให้ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถสรรหาทรัพยากรอื่นๆ มาเพิ่มเติมได้เอง เช่น กฎการสะกดคำไทย รายการคำศัพท์และชนิดของคำจากพจนานุกรม เป็นต้น เพื่อให้ได้ซอฟต์แวร์แบ่งคำภาษาไทยที่ดีที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราคาดว่าการแข่งขันในครั้งนี้จะสร้างมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ดร.ชัยวุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยวิทยาการมนุษยภาษากล่าว ก่อนเสริมว่า การแข่งขันแบ่งคำไทยนี้ อาจจะมีขึ้นอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เพื่อให้มาตรฐานมีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ จากนั้นจึงขยับไปสู่ขั้น นิพจน์ระบุนาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิพจน์ระบุนามหรือคำเฉพาะที่ระบุสถานที่ ชื่อเฉพาะ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่มีในพจนานุกรม และชื่อเฉพาะหรือศัพท์ใหม่เกิดขึ้นมาตลอดเวลา เช่นซานติก้า ที่หลายคนไม่เคยได้ยิน ก็กลายเป็นศัพท์ที่ถูกสืบค้นมากเป็นอันดับ 1 ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา และระบบแบ่งคำที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถแบ่งได้ เนื่องจากไม่รู้จัก และจะแบ่งรหัสที่ระบุไว้คือ ซา-น-ติ-ก้-า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความซับซ้อนของภาษาไทยไม่ใช่เป็นปัญหาเดียวในโลกเพราะแต่ละภาษามีความซับซ้อนเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นภาษาลาว ที่มีรากฐานของภาษาแบบเดียวกับภาษาไทยนั้น มีการใช้เครื่องหมายคอมมา (,) และฟูลสต็อป (.) เพื่อแบ่งคำและประโยค ในขณะที่พม่าและภูฏาน ก็มีการแบ่งพยางค์ชัดเจน ทำให้การพัฒนาเทคนิคการแบ่งคำทำได้ง่ายกว่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เฉพาะแต่ภาษาไทยที่หินภาษาที่ซับซ้อนกว่าก็มีให้เห็น เช่น ภาษาอาหรับ ที่มีทั้งการละบางคำทิ้ง หรือการเปลี่ยนรูปคำไปตามบริบท ทำให้แบ่งคำได้ยาก หรือภาษาเขมรที่มีความกำกวม ไม่มีการแบ่งพยางค์ หรือคำที่แน่นอน แต่ก็มีตัวจบประโยคปรากฏให้เห็น &lt;br /&gt;ตัดให้ดีมีชัยสู่สมองกล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราพัฒนามาเกิน10 ปีแล้ว แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องกลับมาสู่โครงการเบสต์ มาเริ่มตั้งไข่แบ่งคำใหม่ ซึ่งจากฐานข้อมูลคำที่มีมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น จะช่วยให้โครงการวิจัยของเราก้าวหน้า เช่น โปรแกรมแปลภาษา โปรแกรมสืบค้นข้อมูล การสั่งงานด้วยเสียง และการสังเคราะห์เสียง ดร.ชัยกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรแกรมแปลภาษาไทย-อังกฤษและอังกฤษ-ไทย ที่ปัจจุบัน ความแม่นยำอยู่ที่ 60% แปลอังกฤษเป็นไทยได้ แต่ไม่สามารถแปลไทยเป็นอังกฤษได้ เนื่องจากยังตัดคำได้ไม่สมบูรณ์ เช่นเดียวกับโปรแกรมสืบค้นในขณะที่ซอฟต์แวร์การสั่งงานด้วยเสียงก็ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จเ หมือนเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ที่ปัจจุบันทำได้แล้ว การสังเคราะห์เสียงภาษาไทยยังผิดเพี้ยน ผิดความหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐานเช่นนี้สำเร็จก็จะทำให้การวิจัยสมองกลอัจฉริยะเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดังเช่นเนคเทคที่จะมี 2 เทคโนโลยีใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คือ อับดุล ที่วิเคราะห์คำได้ดีขึ้น และการสรุปความอัตโนมัติ (Summarization) ทำหน้าที่สรุปใจความสำคัญไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือข่าว แต่มีความยากในระดับสูง เพราะต้องตัดทั้งคำ วลี ประโยคและต้องเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดก่อนที่จะสรุป ดร.ชัยกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากองค์ความรู้ใหม่และเทคนิคใหม่ ผู้แข่งขันยังมีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานการประมวลผลการแบ่งคำ จากร่างหลักเกณฑ์ที่นำไปใช้ ซึ่งทางผู้จัดจะได้รับรู้ข้อดี ข้อเสีย และหาวิธีการแก้ไข &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากนี้เนคเทคยังมีแผนจะจัดแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยใช้ภาษาไทยเป็นโจทย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติหรือนักศึกษาไทยในต่างประเทศได้เข้าร่วม โดยตั้งเป้าจัดการแข่งขันขึ้นภายในงาน Symposium on Natural Language Processing (SNLP) ที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 นี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาลินีย์ทับพิลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2009/01/27/x_it_h001_333738.php?news_id=333738&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-5734845942913925159?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/5734845942913925159/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=5734845942913925159' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5734845942913925159'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5734845942913925159'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_27.html' title='หุ่นปัญญาประดิษฐ์ติดหล่มภาษาไทย'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6OlDDjyQI/AAAAAAAABVc/hFaak5tUdN0/s72-c/1_copy550.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7807438903835436176</id><published>2009-01-26T20:37:00.001-08:00</published><updated>2009-01-26T20:37:41.683-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>“สุริยุปราคา” ที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PhsmoA8I/AAAAAAAABVs/XWSrEpOzaeo/s1600-h/552000000971108.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PhsmoA8I/AAAAAAAABVs/XWSrEpOzaeo/s320/552000000971108.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295828020905903042" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ชมภาพปรากฎการณ์ “สุริยุปราคา” เหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่ได้เห็นแค่เพียงบางส่วน ตั้งแต่เวลา 15.53 น.โดยช่วงที่กินลึกที่สุดที่บ้านเราจะมองเห็นได้คือ เวลา 16.52 น.และจะค่อยๆ เคลื่อนออก ซึ่งเราไม่สามารถสังเกตได้จนจบปรากฎการณ์ เพราะพระอาทิตย์ชิงตกดินไปเสียก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;แม้ว่า สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular Solar Ecplise) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.52 นี้ ในส่วนของประเทศไทย จะได้เห็นแค่เพียงบางส่วนของปรากฏการณ์ แต่การได้สังเกตปรากฏการณ์ที่ผิดแปลกไปจากทุกวัน ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อยอยู่เนืองๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ภาพที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ "ASTVผู้จัดการออนไลน์" นำมาเป็นภาพแรก คือ ภาพการกินดวงลึกที่สุดของปรากฏการณ์ เทาที่สังเกตได้ที่ประเทศไทย โดยบันทึกเมื่อเวลา 16.52 น.ที่ท้องฟ้าบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (ลีซา) ที่จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องสุริยุปราคาอยู่บริเวณนั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ถัดมาอีก 8 ภาพ บันทึกเมื่อเวลา 16.00 น.เป็นต้นไป โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนแรกของปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ จากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ที่จัดกิจกรรมสุริยุปราคาแรกแห่งปีรับปีดาราศาสตร์สากล โดยตั้งกล้อง ณ ชั้น 8 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทว่าในการตั้งกล้องนั้น ทำมุมในองศาที่ต่างออกไป จึงทำให้มุมที่ดวงอาทิตย์เว้นแหว่งแตกต่างไปจากภาพอื่นๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับ 3 ภาพสุดท้าย บันทึกโดยช่างภาพ ASTVผู้จัดการ เมื่อเวลาประมาณ 17.20 น.หลังช่วงคราสกินดวงลึกที่สุด ที่บริเวณท้องฟ้าเหนือรัฐสภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000009132&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7807438903835436176?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7807438903835436176/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7807438903835436176' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7807438903835436176'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7807438903835436176'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_4656.html' title='“สุริยุปราคา” ที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PhsmoA8I/AAAAAAAABVs/XWSrEpOzaeo/s72-c/552000000971108.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8731453857992132310</id><published>2009-01-26T20:34:00.000-08:00</published><updated>2009-01-26T20:36:59.898-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>ว้าว!! ในที่สุดก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ”</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PWMH4kFI/AAAAAAAABVk/gan9VTvm_b0/s1600-h/552000000982501.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PWMH4kFI/AAAAAAAABVk/gan9VTvm_b0/s320/552000000982501.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5295827823208468562" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุด ก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ปรากฏขึ้นระหว่างการเกิดสุริยุปราคา ที่ท้องฟ้าเหนือเกาะชวา เตือนไว้นิดว่าอย่าเพ่งนาน เพราะแม้ว่าจะเป็นภาพถ่าย แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้แสงอาทิตย์ &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สุริยุปราคา ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.2552 นี้ แม้ว่าจะสังเกตกันได้ในหลายพื้นที่ แต่มีผู้โชคดีเพียงน้อยนิด ที่จะได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of fire) ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกของ “สุริยุปราคาแบบวงแหวน” (Annular Solar Ecplise) โดยในช่วงกลางของอุปราคา ดวงอาทิตย์จะถูกบังด้วยดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ไม่ทาบสนิท จึงเห็นเป็นรูปวงแหวน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สุริยุปราคาแบบวงแหวนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามืดพาดลงบนพื้นโลก แต่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก จนเงามืดทอดยาวไม่ถึงโลก ทำให้เห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่คาดว่าจะโชคดีทีได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ก็คือ ผู้ที่อยู่ในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยสามารถสังเกตสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดถึง 7 นาที 56 วินาที แต่ภาพนี้ก็ได้รับการบันทึกที่เมืองบันดาร์ ลัมปุง (Bandar Lampung) บนเกาะชวา ห่างจากกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ไปนิดเดียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ส่วนผู้ที่อยู่ในบริเวณอื่นๆ อย่าง แอฟริกา มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ก็ได้เห็นเป็นเพียงสุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามัว จึงเห็นดวงอาทิตย์สว่างเป็นเสี้ยว อย่างที่ได้ชมผ่านตาไปแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี คราสครั้งสำคัญอีกครั้งในปีนี้ คือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ในเดือน ก.ค.2552 ซึ่งพื้นที่ที่จะสังเกตเห็นได้ทั้งหมดของปรากฏการณ์ คือ อินเดีย และ จีน (ทั้งคู่นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากอันดับสูงสุดของโลก -- ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า สุริยคราสครั้งนี้ น่าจะมีผู้ได้ชมมากที่สุดไปด้วย) อีกทั้งยังเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานกว่า 6 นาที นับว่ายาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ระหว่างรอปรากฏการณ์ใหญ่แห่งศตวรรษ ก็ยังมีจันทรุปราคาเงามัว 2 ครั้ง เรียกน้ำย่อยกันไปก่อน คือ วันที่ 9 ก.พ.2552 ระหว่างเวลา 19.39-23.38 น.และอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.2552 ระหว่างเวลา 15.38-17.39 น. โดยไม่เห็นในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000009238&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8731453857992132310?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8731453857992132310/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8731453857992132310' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8731453857992132310'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8731453857992132310'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_26.html' title='ว้าว!! ในที่สุดก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ”'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SX6PWMH4kFI/AAAAAAAABVk/gan9VTvm_b0/s72-c/552000000982501.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-5680182712526670241</id><published>2009-01-14T00:40:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T02:07:29.876-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>“ซอฟต์แวร์โรงพยาบาล” ความสุขของชุมชน</title><content type='html'>หัวใจสำคัญของโรงพยาบาลชุมชนไม่ได้มีแค่หมอ อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย พยาบาล เวชภัณฑ์ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอทีก็สำคัญ จะไม่สำคัญได้อย่างไร ถ้าไม่มีระบบข้อมูลสั่งจ่ายยา และเขียนรายงานส่งกระทรวงสาธารณสุขเบิกค่ารักษา ค่ายา และจิปาถะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถ้าจะให้โรงพยาบาลชุมชนเจียดงบประมาณไปซื้อระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลมาใช้กันทั่วประเทศ งบประมาณที่ใช้คงมหาศาล พอคิดได้อย่างนั้น  บรรดาหมอที่สนใจและมีฝีมือด้านการเขียนโปรแกรมจึงจับมือกันพัฒนาระบบโฮสพิทัลโอเอส (Hospital-OS) &lt;br /&gt;ตัวแกนนำพันธมิตรหมอโปรแกรมเมอร์คือ นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูเก็ต และยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท โอเพ่นซอร์ส เทคโนโลยี จำกัด ด้วย โดยมีเพื่อนหมอมาช่วยกันจนคลอดออกมาเป็นโปรแกรมใช้งานตามโรงพยาบาลชุมชุนราว 80 แห่งทั่วประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรแกรมดังกล่าวพัฒนาให้รองรับการทำงานในส่วนลงทะเบียนผู้ป่วยและงานเอกสาร รวมถึงงานบริหารจัดการที่ช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานบริการผู้ป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่โรงพยาบาล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนเริ่มพัฒนาโปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว "หมอก้อง" สร้างเว็บไซต์ www.Hospital-OS.com ให้เป็นชุมชนสำหรับสมาชิกมาแสดงความคิดเห็น และทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน แบ่งปันความรู้ รวบรวมความคิดเห็นจากชุมชนเว็บจนเรียกได้ว่า โปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสสำเร็จลุล่วงได้ด้วยพลังของชุมชนอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสจึงสนองตอบชุมชนโดยพัฒนาซอฟท์แวร์ในรูปแบบโอเพ่นซอร์ส หรือซอฟท์แวร์เปิด ที่ว่าเปิดหมายความว่า เปิดเผย "ซอร์สโค้ด" หรือเนื้อหาข้อมูลโปรแกรมทุกบรรทัด เผื่อใครมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมสามารถเอาไปพัฒนาต่อ หรือดัดแปลงให้เหมาะกับการใช้งานของโรงพยาบาลได้ฟรี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงได้โปรแกรมบริหารจัดการโรงพยาบาลมาแล้วก็ใช่ว่านำไปใช้งานได้เลย ขั้นต่อไปคือ ต้องจัดอบรมให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรู้จักการใช้งาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ปรากฏว่า สุดท้ายเจ้าหน้าที่ดูแลระบบโปรแกรมมีตั้งแต่เภสัชกรไปจนถึงคนขับรถ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผู้ดูแลระบบของเราตามโรงพยาบาลต่างๆ มีตั้งแต่คนขับรถ พนักงานห้องบัตร ผู้ช่วยเภสัชกร หรือแม้แต่เป็นพ่อบ้านที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มาก่อนก็ทำได้ เราสอนเขาจนดูแลระบบได้" หมอก้องเล่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นพ.ก้องเกียรติ กล่าวว่า โปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการลงทะเบียนคนไข้ไปถึงงานรักษาในโรงพยาบาล แทนที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลแล้วต้องมาที่แผนกเวชทะเบียนเพื่อลงประวัติ จากนั้นคนไข้หรือเจ้าหน้าที่ค่อยถือบัตรไปหน้าห้องตรวจ เพื่อให้หมอดูอาการและสั่งยา แต่ระบบนี้ไม่ต้องใช้กระดาษ เพียงคนไข้กรอกประวัติผ่านคอมพิวเตอร์ ระบบก็จะทำงาน ทำให้แพทย์สามารถสั่งยาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“โปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสช่วยอุดช่องว่างได้ โรงพยาบาลบางแห่งไกลมาก ไม่มีใครอยากไปขายซอฟต์แวร์หรือบางโรงพยาบาลอยากใช้ซอฟต์แวร์แต่ไม่มีงบประมาณ ก็จะอุดช่องว่างตรงนี้เป็นภาวะพึ่งพากัน" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูเก็ต กล่าว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม โปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเปิดให้ดาวน์โหลดนำไปใช้งานได้ฟรี ไม่เฉพาะแต่โรงพยาบาลไทยเท่านั้น ยังมีต่างประเทศเข้ามาดาวน์โหลดโปรแกรมดังกล่าวไปทดลองนำใช้ เช่น ประเทศแถบแอฟริกาติดต่อเข้ามาเพื่อนำไปช่วยในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์ 200 กว่าแห่ง แต่ขาดงบประมาณรวมถึงข้อจำกัดอื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมอก้องกล่าวว่า สำหรับเมืองไทยยังมีโอกาสที่ดีและเป็นสังคมเปิด ทุกคนมีทางเลือก บางโรงพยาบาลไม่มีเงินก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการที่เปิดให้ใช้ได้ฟรี และการพัฒนาโปรแกรมพยายามเติมเต็มสำหรับกลุ่มที่ยังขาดโอกาสให้มากที่สุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เสริมความเห็นว่า ซอฟต์แวร์พาร์คมีความยินดียิ่งในการเปิดโอกาสให้มีการนำโปรแกรมโฮสพิทัลโอเอสไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะทางการแพทย์ที่บ้านเรายังขาดแคลนระบบสารสนเทศที่มีการปรับใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานอย่างตรงจุด ซอฟต์แวร์พาร์คจึงร่วมสนับสนุนทุนให้การอบรมแก่บุคลากรของโรงพยาบาลทั่วประเทศและนำไปมอบเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะผ่านโครงการซอฟต์แวร์เพื่อสังคม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"โครงการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสและสร้างศักยภาพของบุคลากรที่แม้ไม่ได้เป็นคนไอทีก็สามารถนำระบบสารสนเทศมาใช้งานได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดได้" ผอ.ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2009/01/14/x_it_h001_330845.php?news_id=330845&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-5680182712526670241?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/5680182712526670241/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=5680182712526670241' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5680182712526670241'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5680182712526670241'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_6559.html' title='“ซอฟต์แวร์โรงพยาบาล” ความสุขของชุมชน'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6664319100632445023</id><published>2009-01-14T00:39:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T00:40:34.443-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ไอทีโซน-วินโดว์ส 7 ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว</title><content type='html'>ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 7 ของไมโครซอฟท์ใกล้คลอดเต็มแก่แล้วครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สตีฟ บอลเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของไมโครซอฟท์ประกาศชัดเจนกลางเวทีอินเตอร์เนชั่นแนล คอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ โชว์ 2009 หรือ ซีอีเอส ซึ่งนับเป็นงานแรกที่บอลเมอร์ มาทำหน้าที่แทนบิลล์ เกตส์ ที่เกษียณตัวเองจากตำแหน่งไปเมื่อปีที่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุนทรพจน์ครั้งนี้ บอลเมอร์ มาพร้อมกับการความหวังว่าระบบปฏิบัติการวินโดว์สยังเป็นที่รักของคนส่วนใหญ่ โปรแกรมไลฟ์เสิร์ชLive Search) จะไม่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และยังประกาศเปิดตัวฟอร์ด-ซิง (Ford Sync) เทคโนโลยีบันเทิงในรถที่มาพร้อมกับบริการบอกทางเทลมี (Tell Me) สั่งงานด้วยเสียงด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เริ่มต้น เขาบอกกับมิตรรักไมโครซอฟท์ว่า ยุคเศรษฐกิจถดถอยพลอยทำให้คนคาดหวังน้อยลง มองโลกแง่ดีน้อยลง และเลิกฝันทะเยอทะยาน แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดกับเศรษฐกิจ หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะยืดยาวไปสักแค่ไหน เขามั่นใจว่าชีวิตดิจิทัลยังโกยเงินไม่หยุด สำหรับไมโครซอฟท์เองยังคงลงทุนวิจัยและพัฒนาสูงกว่าคู่แข่ง พอมาถึงช่วงพูดถึงวินโดว์ส 7 รุ่นทดสอบใช้งานหรือเบต้า เขาบอกว่าพร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดสำหรับผู้ใช้พีซีวันศุกร์ที่แล้ว (9 ม.ค.)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ ยังคงใช้เทคโนโลยีหลักเหมือนกับโอเอสตัวก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นวินโดว์ส เอ็กซ์พี และวิสต้า หรือพูดอีกอย่างว่ากลายพันธุ์มาจากวิสต้า เพียงแต่ปรับจูนแก้ปัญหาที่ผู้ใช้เคยปวดกบาลกับวิสต้า ยกตัวอย่าง ไมโครซอฟท์สัญญาว่าจะทำให้มันใช้งานติดตั้งไดรเวอร์กับอุปกรณ์พ่วงต่ออื่นง่ายขึ้น และมีกล่องแสดงแจ้งเตือนบอกนั่นบอกนี่ให้น้อยลง บอลเมอร์ยังรับประกันด้วยว่าวินโดว์ส 7 ทำงานได้เร็วขึ้น และค่อยๆ จิบแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"ผมเชื่อว่าวินโดว์สยังคงเป็นศูนย์กลางระบบสุริยะของชาวเทคโนโลยี ผมเอาส่วนผสมที่ลงตัวมาปรุงให้กลมกล่อม เรียบง่าย วางใจได้ และเร็ว เราทุ่มเทกันอย่างหนักเพื่อให้ถูกใจ และใช้ได้เลย" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอลเมอร์ยังหวังว่าจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้เครื่องมือสืบค้นไลฟ์เสิร์ชให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังเป็นรองกูเกิ้ลอยู่หลายขุม ที่ผ่านมาได้เจรจากับผู้ผลิตพีซีอย่างเดลล์ อิงค์ ให้ติดตั้งโปรแกรมไลฟ์เสิร์ช และวินโดว์สไลฟ์ รวมถึงโปรแกรมแชท และอีเมลของไมโครซอฟท์ในเครื่องพีซีสำหรับสำนักงานและลูกค้าทั่วไปที่ส่งจำหน่ายไปทั่วโลก ไมโครซอฟท์ยังจับมือกับเวอริซอน เพื่อติดตั้งไลฟ์เสิร์ชลงบนโทรศัพท์มือถือของเวอริซอนที่ใช้ในสหรัฐด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2009/01/14/x_it_h001_330843.php?news_id=330843&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6664319100632445023?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6664319100632445023/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6664319100632445023' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6664319100632445023'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6664319100632445023'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/7.html' title='ไอทีโซน-วินโดว์ส 7 ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-3017721563658778484</id><published>2009-01-14T00:34:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T00:39:32.185-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>โค้งสุดท้ายการแข่งขันหุ่นยนต์ ด้วย Robocode ประจำปี 2009</title><content type='html'>วิชาการดอทคอม - นายบุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ ผู้บริหาร บริษัท วิชาการดอทคอม เปิดเผยว่า ตามที่ วิชาการดอทคอม ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการแข่งขัน Robocode Thailand Contest 2009 เพื่อค้นหาสุดยอดทีมกับสุดยอดหุ่นยนต์ประจำปีนี้นั้น ขณะนี้เหลือเวลาเพียง 7 วัน ก่อนที่จะหมดเขตส่งแพ็กเกจหุ่นยนต์สำหรับรอบเข้าคัดเลือก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ผู้ที่จัดทำเสร็จแล้ว ต้องการจะส่งหุ่นยนต์ สามารถเข้าไปส่งได้เลยที่ http://www.vcharkarn.com/robocode/submit.php&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ตามกฏกติกา สามารถ Upload แพ็กเกจหุ่นยนต์ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง เวลาเที่ยงคืน (0.00 น.) ของคืนวันที่ 20 มกราคม 2552(เช้าวันที่ 21 มกราคม 2552) และสามารถ Upload แพ็กเกจหุ่นยนต์ทับซ้ำได้เรื่อยๆ จนถึงเวลาปิดรับ จึงขอแนะนำให้ Upload แพ็กเกจหุ่นยนต์ขึ้นมาก่อน ในกรณีที่ไฟล์หาย หรือมีปัญหา สามารถ download หุ่นยนต์ล่าสุดของตนเองมาแก้ไขได้ตลอด ตรงแถบด้านขวาของหน้า http://www.vcharkarn.com/robocode/ (อย่าลืม login ก่อน)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับวิธีการทำแพ็กเกจหุ่นยนต์อย่างถูกต้องและวิธีการ Upload แพ็กเกจหุ่นยนต์ สามารถเข้าไปอ่านได้จากบทความ http://www.vcharkarn.com/varticle/38351 นี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับท่านที่ยังเขียนหุ่นยนต์ไม่เสร็จ บทความการสอนเขียนหุ่นยนต์ Robocode และเอกสารประกอบคำบรรยายการเขียน Robocode ของวันที่ 27 ธันวาคมที่ SIIT, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถูก Upload ขึ้นครบแล้ว สามารถดาวน์โหลดมาชมได้ที่ http://www.vcharkarn.com/robocode/tutorial.php&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบกฎกติกาการแข่งขันสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.vcharkarn.com/robocode/rule.php&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อทีมงานวิชาการดอทคอมที่ โทร. 02 583 2802&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004064&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-3017721563658778484?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/3017721563658778484/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=3017721563658778484' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3017721563658778484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3017721563658778484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/robocode-2009.html' title='โค้งสุดท้ายการแข่งขันหุ่นยนต์ ด้วย Robocode ประจำปี 2009'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8467768799985791070</id><published>2009-01-14T00:29:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T00:34:18.777-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW2jcWNMEQI/AAAAAAAABUo/sjP326ZAk7k/s1600-h/552000000404701.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW2jcWNMEQI/AAAAAAAABUo/sjP326ZAk7k/s320/552000000404701.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291064844622762242" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นักวิจัยมะกัน พัฒนาท่อนำแสง ทำแสงให้มีขนาดนาโน ช่วยดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในของไหลได้ดี พร้อมนำส่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้สะดวก อนาคตเห็นทางทำไบโอเซนเซอร์ตรวจโรคแม่นยำสูง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) สหรัฐฯ ค้นพบวิธีดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในสารละลายไหล โดยใช้ลำแสงขนาดนาโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารเนเจอร์ (Nature) ตามที่ระบุในไซน์เดลี โดยนักวิจัยหวังว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาเป็นไบโอเซนเซอร์ความแม่นยำสูง หรือประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและนำส่งอนุภาคนาโน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;วิลเลียม ชูลทส์ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐฯ (National Science Foundation: NSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในการจัดการกับวัตถุระดับโมเลกุลและอะตอม โดยเฉพาะวัตถุที่บรรจุอยู่ในของเหลว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ประโยชน์จากแสงในการจัดการกับเซลล์และวัตถุขนาดนาโนอยู่แล้ว ทว่าเทคนิคใหม่ที่ว่านี้นี้ช่วยให้นักวิจัยทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและยาวนานขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน เดวิด อีริคสัน (David Erickson) วิศวกร คอร์เนล กล่าวว่า เรามองแสงเป็นชุดของอนุภาคที่ไม่มีมวลโดยเรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งพวกเขาได้ทดลองหาวิธีรวมอนุภาคโฟตอนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กมาก แล้วทำให้ส่องผ่านไปตามท่อนำคลื่น (waveguide) ชนิดพิเศษ ซึ่งคล้ายกับเส้นใยแก้วนำแสงขนาดนาโน เมื่อชิ้นส่วนของวัตถุใด ซึ่งอาจจะเป็นดีเอ็นเอ หรืออนุภาคนาโน ลอยเข้ามาใกล้กับลำแสงโฟตอนดังกล่าว จะถูกดูดเข้ามาข้างในและไหลไปตามลำแสง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาท่อนำคลื่นเพื่อทำให้แสงกลายเป็นลำแสงขนาดเล็ก และพัฒนาต่อไปเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในกับดักจับดีเอ็นเอ หรือวัตถุอื่นที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่ไหลอยู่ในของเหลวได้ดียิ่งขึ้น โดยท่อเล็กๆ แต่ละท่อที่อยู่ภายในท่อนำคลื่นนั้นมีความกว้างเพียง 60-120 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์อินฟราเรดที่มีขนาด 1,500 นาโนเมตร ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยขจัดข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมอันเกิดจากการกระจายของลำแสงเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และท่อขนาดนาโนภายในท่อนำแสงดังกล่าวยังช่วยให้ใช้แสงในการดักจับหรือขนส่งวัตถุนาโนได้ดียิ่งขึ้นด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นักวิจัยทดลองโดยนำสารละลายที่มีดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโน มาชะให้ไหลผ่านไปตามท่อนำแสงที่มีช่องแสงผ่านขนาดไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 80 ไมโครเมตรต่อวินาที ผลปรากฏว่าระบบดังกล่าวสามารถดักจับดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโนเข้ามาภายในลำแสงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของอนุภาคทั้งหมด ทว่าเมื่อทดลองใช้ท่อนำแสงที่มีช่องแสงขนาดเล็กลง อัตราการไหลช้าลง และลำแสงมีพลังงานสูงกว่า ปริมาณอนุภาคที่ดักจับได้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"สิ่งที่เรากำลังหวังจะทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจกับหลักการทางฟิสิกส์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นอะไรก็ตาม ที่อาจเป็นไปได้เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น ครั้งท้ายสุดเรานึกถึงการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านแสงที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในการสื่อสารและงานอื่นๆ ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีการประยุกต์นำไปใช้ทางด้านระบบนาโน ซึ่งความหวังในอนาคตของเราคือสามารถขนส่งผ่านแต่ละสายของดีเอ็นเอได้คล้ายกับการขนส่งผ่านแสงที่ทำได้แล้วในปัจจุบัน" อีริคสัน กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อีกทั้งในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีในไปใช้ในการดักจับ หรือนำส่งดีเอ็นเอหรืออนุภาคอื่นให้ไปยังทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องได้ อาทิ ใชัในการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวินิจฉัยต่างๆ หรือสำหรับรวบรวมอนุภาคที่มีโครงสร้างตามที่ต้องการ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003841&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8467768799985791070?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8467768799985791070/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8467768799985791070' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8467768799985791070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8467768799985791070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_9576.html' title='ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW2jcWNMEQI/AAAAAAAABUo/sjP326ZAk7k/s72-c/552000000404701.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6325367928114791125</id><published>2009-01-14T00:27:00.000-08:00</published><updated>2009-01-14T02:09:23.836-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>นาซาส่ง "สุดยอดบอลลูน" แตะขอบอวกาศเหนือแอนตาร์กติกา</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW25zuzhO_I/AAAAAAAABU4/qMPIf9D9e1U/s1600-h/552000000407801.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW25zuzhO_I/AAAAAAAABU4/qMPIf9D9e1U/s320/552000000407801.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5291089435618786290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นาซา" จับมือมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ทำต้นแบบ "สุดยอดบอลลูนความดันสูง" ทดสอบสำเร็จเหนือแอนตาร์กติกา เปิดศักราชใหม่สำหรับการวิจัยวิทยาศาสตร์ ในชั้นบรรยากาศสูงๆ โดยบอลลูนต้นแบบสามารถนำการทดลองขึ้นไปแตะขอบอวกาศได้นานถึง 100 วันหรือมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไซน์เดลีรายงานว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (National Science Foundation : NSF) ได้ร่วมกันพัฒนา "สุดยอดบอลลูนความดันสูง" (super-pressure balloon) ปริมาตรเกือบ 2 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นบอลลูนที่มีความดันยิ่งยวดและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปล่อยลอยขึ้นฟ้า โดยมีการทดสอบไปเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.51 ที่ผ่านมา ณ สถานีแมคมัวร์ดู (McMurdo Station) ซึ่งเป็นศูนย์ในการขนส่งของมูลนิธิวิทยาศาสตร์ที่แอนตาร์กติกา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จากการทดลองสุดยอดบอลลูนฯ ลอยขึ้นฟ้าได้สูงกว่า 33,800 เมตร และรักษาระดับการบินได้นานถึง 11 วัน ซึ่งการทดลองดังกล่าวเป็นการทดสอบความแข็งแรงและการทำงานของบอลลูนรูปฟักทองที่มีเพียงหนึ่งเดียว และได้ใช้วัสดุพิเศษเป็นแผ่นฟิล์มโพลีเอธีลีนที่มีความหนาพอๆ กับพลาสติกห่ออาหารทั่วไป และหากการพัฒนาสิ้นสุดนาซาจะได้บอลลูนที่มีปริมาตรกว่า 6 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งขนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สู่ระดับความสูงเดียวกันนี้ อันเป็นระดับที่สูงกว่าระดับการโดยสารเครื่องบิน 3-4 เท่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"การปล่อยบอลลูนเที่ยวทดสอบนี้ นับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความสามารถใหม่แก่บอลลูน เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานวิศวกรรมทางเสียงและการพัฒนาเชิงปฏิบัติการ โดยทีมพัฒนาได้ทำให้สุดยอดบอลลูนยกเครื่องมือที่หนักถึง 1 ตันขึ้นสู่ความสูง 33,800 เมตรได้และทำให้เห็นว่าพวดเขามาถูกทางแล้ว" ดับเบิลยู เวอร์นอน โจนส์ (W. Vernon Jones) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของนาซาด้านงานวิจัยใต้วงโคจรแห่งสำนักงานใหญ่ในวอชิงตันกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับการทดลองที่ใช้บอลลูนซึ่งมีความทนทานยาวนานเป็นพิเศษนั้นมีตุ้นทุนถูกกว่าใช้ดาวเทียม และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ส่งขึ้นไปนั้นสามารถกู้กลับคืนมาได้แล้วนำส่งขึ้นไปใหม่ ทำให้ทีมวิจัยคิดถึงสถานีสำหรับการทดลองที่ระดับสูงๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ทีมพัฒนาบอลลูนของเรา ภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งใหญ่ในเที่ยวทดสอบนี้ และพวกเขาต่างมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าการพัฒนาความสามารถของบอลลูนให้ลอยได้นานขึ้นเป็นเดือน เพื่อรองรับการสังเกตการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากเที่ยวทดสอบฉายภาพให้เห็นว่าเที่ยวบิน 100 วันของการบรรทุกสัมภาระปริมาณมากๆ คือเป้าหมายที่แท้จริง" เดวิด เพียซ (David Pierce) หัวหน้าสำนักงานโครงการบอลลูน (Balloon Program Office) ในเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ของนาซากล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากสุดยอดบอลลูนเที่ยวทดสอบนี้ ยังมีการทดลองบอลลูนที่มีความทนทานอื่นๆ อีก 2 เที่ยวในช่วงปี 2551-2552 ได้แก่ บอลลูนของมหาวิทยาลัยฮาวายที่มานัว (University of Hawaii Manoa) สหรัฐฯ ซึ่งส่งบอลลูนขึ้นไปพร้อมกล้องโทรทรรศน์วิทยุเมื่อ 21 ธ.ค.51 ที่ผ่านมาเพื่อสำรวจร่องรอยของอนุภาคนิวทริโนพลังงานสูงที่อาจจมาจากนอกกาแลกซีทางช้างเผือกของเรา&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;และบอลลูนของมหาวิทยาลัยแมร์รีแลนด์ (University of Maryland) สหรัฐฯ ที่ส่งขึ้นไปเมื่อ 19 ธ.ค.51 และกลับเพิ่งลงมาเมื่อ 6 ม.ค.52 นี้ เพื่อวัดอนุภาคที่ให้รังสีคอสมิคซึ่งส่งมายังโลกโดยตรง หลังการระเบิดซูเปอร์โนวาสักแห่งในทางช้างเผือกของเราเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับสุดยอดบอลลูนความดันสูงนี้ นับเป็นไฮไลท์ของสภาวิจัยแห่งสหรัฐฯ ในการสำรวจแห่งทศวรรษเรื่อง "ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในสหัสวรรษใหม่" (Astronomy and Astrophysics in the New Millennium) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมใกล้อวกาศเพื่องานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในราคาไม่แพง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้นาซาและมูลนิธิวิทยาศาสตร์ได้นำทดสอบบอลลูนเพื่อการทดลองวิทยาศาสตร์ระหว่างฤดูร้อนของแอนตาร์ติก โดยมูลนิธิวิทยาศาสตร์รับผิดชอบในการจัดการโครงการแอนตาร์กติกของสหรัฐฯ และสนับสนุนด้านการขนส่งเพื่องานด้านวิทยาศาสตร์ในแอนตาร์กติกาทั้งหมดของสหรัฐฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003859&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6325367928114791125?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6325367928114791125/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6325367928114791125' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6325367928114791125'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6325367928114791125'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_14.html' title='นาซาส่ง &quot;สุดยอดบอลลูน&quot; แตะขอบอวกาศเหนือแอนตาร์กติกา'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SW25zuzhO_I/AAAAAAAABU4/qMPIf9D9e1U/s72-c/552000000407801.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-2059889930518072423</id><published>2009-01-08T00:03:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T00:04:25.905-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='activities'/><title type='text'>เปิดแล้ว "ถนนสายวิทยาศาสตร์" ปี 3</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcE5bVJszI/AAAAAAAABUY/gMETzxZfbvk/s1600-h/552000000195705.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcE5bVJszI/AAAAAAAABUY/gMETzxZfbvk/s320/552000000195705.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289201672005464882" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ชมภาพบรรยากาศงาน "ถนนสายวิทยาศาสตร์" เปิดอย่างเป็นทางการรับวันเด็กแห่งชาติ โดยมีกิจกรรมให้ร่วมกว่า 100 กิจกรรมใน 33 สถานี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;งาน "ถนนสายวิทยาศาสตร์" รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค. เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เป็นประธานเปิดงานในช่วงเช้าวันที่ 8 ม.ค. ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ.โยธี ถ.พระราม 6 ซึ่งภายในงานจัดแบ่งนิทรรศการออกเป็นสถานีต่างๆ 33 สถานี รวมกว่า 100 กิจกรรม ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ "ASTV-ผู้จัดการออนไลน์" รวบรวมภาพบรรยากาศมาฝาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อาทิ "สถานีนักสำรวจน้อย" เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ด้วยตนเองในการค้นหาสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน้ำจืด รวมถึงธรรมชาติของพืชและสัตว์และการดำรงชีวิตในแหล่งน้ำ "สถานีตะลุยโลกวิทย์" มีกิจกรรมให้ทดลองทำนาฬิกาแดด "สถานีการแข่งขันรูบิก อพวช." ที่คัดเลือกผู้เข้าแข่งขันระหว่างวันที่ 8-9 ม.ค. และชิงชนะเลิศในวันที่ 10 ม.ค. "สถานีครอบครัวอะตอม" จัดนิทรรศการสร้างความตระหนักด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ความปลอดภัยการใช้รังสีอย่างปลอดภัย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"สถานีสนุกกับกล้องดูดาว" มีกิจกรรมค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ ประกอบกล้องดูดาวและทรงกลมท้องฟ้าจำลอง และทำแว่นตาสำหรับดูสุริยุปราคา ในวันที่ 26 ม.ค. เวลา 16.00 น. "สถานี Science Lab วศ.ห้องทดลองนักวิทยาศาสตร์น้อย" เปิดให้ทำการทดลองหลากหลาย เช่น ทดสอบน้ำกระด้าง หาแอมโมเนียในตู้ปลา และหาด่างในผงซักฟอก "สถานีผจญภัยในบ้านวิทย์ มหิดล" จัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ภายในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เช่น ผจญภัยไปกับนกเงือก Walk Rally โลกล้านปี โคนัน 2009 ให้ช่วยกันลำดับการเกิดเหตุและจับตัวผู้ร้ายโดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ สถานีวัดพลังมนุษย์ สำหรับทดสอบสมรรถนะร่างกาย เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;งานถนนสายวิทยาศาสตร์ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 นี้ เปิดให้เข้าร่วมงานได้ตั้งแต่ 9.00-18.00 น. ระหว่างวันที่ 8-10 ม.ค.52 ณ กระทรวงิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ.โยธี ถ.พระราม 6 และพื้นที่ของหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กระทรวงทรัพยากรณี และอาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ องค์การเภสัชกรรม โดยเมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมงานจะได้รับ "พาสปอร์ต" สำหรับแสตมป์ตราสถานีที่เข้าร่วมเพื่อแลกของรางวัล ซึ่งเป็นแผนที่และคู่มือในการชมงานด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางมาเที่ยวชมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่วันที่ 8–10 ม.ค.52 วลา 09.00 – 18.00 น. โดยสามารถเดินทางได้ทั้งรถโดยสารประจำทางสาย 8, 44, 67, 92, 97, ปอ.44, ปอ.157, ปอ.171, ปอ.509, ปอ.538 ตลอดจนรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมรถ Shuttle Bus ไว้รับ-ส่ง ณ สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเที่ยวชมงานให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม หรือโรงเรียนสามารถติดต่อเพื่อเข้าร่วมงาน กรุณาสอบถามได้ที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โทรศัพท์ 0-2577-9999 ต่อ 1829 และ 1830&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001851&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-2059889930518072423?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/2059889930518072423/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=2059889930518072423' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2059889930518072423'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2059889930518072423'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/3.html' title='เปิดแล้ว &quot;ถนนสายวิทยาศาสตร์&quot; ปี 3'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcE5bVJszI/AAAAAAAABUY/gMETzxZfbvk/s72-c/552000000195705.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8931769836153923231</id><published>2009-01-07T23:56:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T23:57:34.257-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>"ทางช้างเผือก" ใหญ่กว่าที่คิด จะชนกาแลกซีเพื่อนบ้านเร็วขึ้นใน 2-3 พันล้านปี</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcDTPeRCJI/AAAAAAAABUA/qChdqTF5HDI/s1600-h/552000000087801.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcDTPeRCJI/AAAAAAAABUA/qChdqTF5HDI/s320/552000000087801.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289199916475811986" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่ 3 มิติของ "กาแลกซีทางช้างเผือก" พบมีมวลมากกว่าที่คิด 50% และกว้างกว่าเดิม 15% ล้างความเชื่อกาแลกซีบ้านเกิดของเราเล็กกว่า "แอนโดรมีดา" กาแลกซีเพื่อนบ้าน แต่ขนาดที่ใหญ่ขึ้น เร่งให้กาแลกซีทั้งสองชนกันเร็วขึ้น ภายใน 2-3 พันล้านปีนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ากาแลกซีทางช้างเผือก (Milky Way) ที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นกาแลกซีขนาดเล็กกว่ากาแลกซีแอนโดรมีดา (Andromeda) ที่อยู่ใกล้กาแลกซีของเรามากที่สุด แต่ล่าสุดเอพีรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ทำแผนที่ 3 มิติของทางช้างเผือก แล้วพบว่ากาแลกซีของเรานั้นกว้างกว่าที่คิด 15% และที่สำคัญมีความหนาแน่นมากกว่าข้อมูลเดิม และมีมวลมากกว่าเดิม 50% ซึ่งการค้นพบใหม่นี้ได้นำเสนอเมื่อต้นสัปดาห์ภายในการประชุมของสมาคมดาราศาสตร์สหรัฐฯ (American Astronomical Society) ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;มาร์ค เรียด (Mark Reid) จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาวาร์ดสมิธโซเนียน (Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics) สหรัฐฯ ซึ่งศึกษาเรื่องนี้ กล่าวว่าเป็นความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก และเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเหมือนตัวเขาเองซึ่งสูง 165 และหนัก 63 กิโลกรัม โตขึ้นอย่างฉับพลันกลายเป็นคนที่สูง 190 เซนติเมตรและหนัก 95 กิโลกรัม ซึ่งพอๆ กับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ก่อนหน้านี้เราคิดว่าแอนโดรมีดามีอิทธิพลเหนือกว่าเรา และเราก็เป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กของแอนโดรมีดา แต่ตอนนี้ดูคล้ายว่า เราเป็นเหมือนพี่น้องฝาแฝดกัน" เรียดกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้านสเปซดอทคอมระบุว่า ทีมวิจัยอาศัยกล้องโทรทรรศน์วิทยุเวรีลองเบสไลน์อาร์เรย์ (Very Long Baseline Array: VLBA) ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (National Science Foundation) จำนวน 10 ตัว ที่ตั้งกระจายอยู่หลายพื้นที่ ตั้งแต่ฮาวายถึงนิวอิงแลนด์ และทะเลคาริบเบียน เพื่อผลิตภาพโครงสร้างกาแลกซีของเราที่มีรายละเอียดสูง รวมถึงวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ของพื้นที่ต่างๆ ในทางช้างเผือก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ผลจากการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุศึกษาข้อมูลดังกล่าว พบว่ามวลของทางช้างเผือกตามข้อมูลใหม่นี้มากกว่ามวลของดวงอาทิตย์เรา 3 แสนล้านเท่า ซึ่งทำให้เกิดแรงดึงดูดจากแรงโน้มถ่วงมากขึ้นและดึงให้กาแลกซีเพื่อนบ้านและกาแลกซีขนาดเล็กเข้ามาชนกันเร็วขึ้น และยังพบอีกว่าระบบสุริยะของเราซึ่งห่างจากใจกลางกาแลกซีประมาณ 28,000 ปีแสงมีความเร็วที่มากกว่าความเร็วที่เคยคาดไว้ถึง 160,000กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีความเร็วอยู่ที่ 970,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ข่าวนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องดีนักเพราะขนาดทางช้างเผือกที่ใหญ่ขึ้นหมายความว่า กาแลกซีของเรามีโอกาสชนเข้ากับกาแลกซีเพื่อนบ้านอย่างแอนโดรมีดาได้เร็วกว่าที่คาดกันไว้ ทั้งนี้เรียดกล่าวว่าการเป็นกาแลกซีที่ใหญ่ขึ้นทำให้แรงดึงดูดระหว่างทางช้างเผือกและแอนโดรมีดาเข้มขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดีเขาให้ความเห็นต่อว่าไม่ต้องกังวล เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 พันล้านปี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;พร้อมกันนี้สเปซดอทคอมระบุด้วยว่า ทีมวิจัยได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุศึกษาพื้นที่ซึ่งมีการก่อตัวของดวงดาวในทางช้างเผือก โดยพบว่า โมเลกุลของก๊าซในพื้นที่ดังกล่าวจะเสริมพลังให้กับคลื่นวิทยุที่ปลดปล่อยออกมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่นเดียวกับแสงเลเซอร์ที่เพิ่มความเข้มให้กับแสงธรรมชาติ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทีมนักดาราศาสตร์ติดตามสังเกตพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเรียกว่า "คอสมิคเมเซอร์" (cosmic masers) เมื่อโลกอยู่ในตำแหน่งตรงกันข้ามของวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของแสงเปรียบเทียบกับวัตถุที่อยู่ไกลกว่า โดยแทนข้อมูลของตำแหน่งและการเคลื่อนที่ด้วยหลักคณิตศาสตร์ชั้นสูง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เรียดอธิบายว่า ทีมวิจัยยังพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างของกาแลกซีทางช้างเผือกที่เชื่อกันว่าเป็นกาแลกซีกังหัน 2 แขน แต่ข้อมูลใหม่ชี้ว่ากาแลกซีของเราเป็นกังหัน 4 แขน โดยพื้นที่ซึ่งมีการก่อตัวของดวงดาวมากที่สุดไม่ได้มีเส้นทางเป็นวงกลมเหมือนที่โคจรรอบกาแลกซี แต่เคลื่อนที่เป็นรูปวงรีและยังเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าพื้นที่อื่นๆ ซึ่งการโคจรเป็นวงรีนั้นทำให้กาแลกซีมีโครงสร้างเป็นก้นหอย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"การศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่ากาแลกซีของเราน่าจะมี 4 แขน ไม่ใช่ 2 โดยแขนที่ยืนออกมาเป็นก๊าซและฝุ่นที่กำลังรวมตัวกันเป็นดวงดาว" เรียดกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อีกทั้งจากการบันทึกภาพด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) บ่งชี้ว่า ดวงดาวเก่าๆ ก่อตัวขึ้นจากเพียง 2 แขนของกาแลกซี ซึ่งยังคงมีคำถามว่าทำไมจึงไม่มีการก่อตัวของดาวในแขนอื่นๆ และนักวิทยาศาสตร์ยังต้องการการวัดและการสำรวจมากกว่านี้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000000843&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8931769836153923231?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8931769836153923231/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8931769836153923231' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8931769836153923231'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8931769836153923231'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/2-3.html' title='&quot;ทางช้างเผือก&quot; ใหญ่กว่าที่คิด จะชนกาแลกซีเพื่อนบ้านเร็วขึ้นใน 2-3 พันล้านปี'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcDTPeRCJI/AAAAAAAABUA/qChdqTF5HDI/s72-c/552000000087801.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-4605643845498161026</id><published>2009-01-06T23:58:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T00:00:16.737-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>จุฬาฯ พัฒนาโปรแกรมอ่านหน้าจอหนุนผู้พิการสายตาเป็น"คอลเซ็นเตอร์"</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcD26SS4rI/AAAAAAAABUI/z_qiCsjIDk4/s1600-h/dsc_1610.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcD26SS4rI/AAAAAAAABUI/z_qiCsjIDk4/s320/dsc_1610.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289200529263747762" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่อยากมัดใจลูกค้าได้ต้องมี "ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์" หรือที่เรียกว่า คอลเซ็นเตอร์ ยิ่งบริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดยิ่งดี เพราะปัญหาของลูกค้าเกิดขึ้นได้ทุกนาที &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเปิดโอกาสรับผู้พิการทางสายตาเป็นพนักงานให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 2 คน โดยมีโปรแกรมอ่านหน้าจอภาษาไทย ช่วยให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องแคล่ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ"ไอไซท์ แล็บ" ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) สนับสนุนให้นักวิจัยภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาขึ้น เพื่อเปิดโอกาสผู้พิการทางสายตาเข้าถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.อติวงศ์สุชาโต ผู้ช่วยคณบดีด้านสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงโปรแกรมดังกล่าวว่า ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสื่อสารและค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยลำพัง ไม่ต้องอาศัยผู้ช่วย ในต่างประเทศมีโปรแกรมลักษณะนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หากไทยต้องการใช้จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ซึ่งราคาแพง ทำให้ผู้พิการส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดสนับสนุนครบทั้งอุปกรณ์วิจัยเทคโนโลยี และงบประมาณปีละ 3 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 สิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายน 2553 ปัจจุบันโปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมทั้งปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานในศูนย์ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ โดยมีพนักงานที่พิการทางสายตา 2 คน เริ่มทดลองงานใช้งานโปรแกรม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอพัฒนาขึ้นจากโปรแกรมระบบเปิดหรือ โอเพ่น ซอร์ส โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า เอ็นวีดีเอ (Non Visaul Desktop Access) ทำหน้าที่มองจอภาพแทนตา และส่งสัญญาณเสียงตอบกลับว่า บนหน้าจอมีลักษณะอย่างไร มีข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้พิการสามารถป้อนคำสั่งที่ต้องการผ่านคีย์บอร์ดได้ทันที ในรูปแบบแปลงตัวอักษรเป็นเสียงพูด (Text to Speech) &lt;br /&gt;"เมื่อผู้พิการกดแป้นแท็บ (Tab) บนแป้นพิมพ์จะมีสัญญาณเสียงบอกให้ทราบตำแหน่งที่เคอร์เซอร์กะพริบอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ของฉัน ( My Computer) เอกสารของฉัน (My Document)  ถังขยะ หรือขณะที่ผู้พิการคลิกเปิดโฟลเดอร์ ก็จะมีเสียงแจ้งว่า "กำลังเปิดเอกสารของฉันเป็นต้น" ดร.อติวงศ์ หนึ่งในทีมพัฒนาโปรแกรม กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาโปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอสำหรับผู้พิการทางสายตาได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร โดยเฉพาะสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และสมาคมคนตาบอดเพื่อการวิจัย ที่ร่วมทดสอบโปรแกรมตลอดจนพัฒนาแก้ไข กระทั่งสามารถใช้งานได้สูงสุด ตรงความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt; "การติดตั้งใช้งานโปรแกรมในธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จะนำร่องให้ทุกคนเห็นถึงศักยภาพของโปรแกรมว่า สามารถใช้งานได้จริง ก่อนที่จะพัฒนาต่อให้มีความแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภท ในลักษณะโปรแกรมเสริมต่อไป" นักพัฒนาโปรแกรม กล่าว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านนายแอชลีย์วีซีย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสารสนเทศและปฏิบัติการ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารพิจารณาถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าว เนื่องจากโปรแกรมช่วยอ่านของภาคเอกชนที่จำหน่ายในตลาด มีราคาแพงและยังไม่มีภาษาไทย หากสามารถพัฒนาเป็นภาษาไทยได้ และแจกจ่ายให้ผู้พิการทางสายตานำไปใช้โดยไม่ต้องซื้อในราคาแพง จะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ผู้พิการทางสายตาและสังคมโดยรวม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2009/01/06/x_it_h001_329763.php?news_id=329763&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-4605643845498161026?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/4605643845498161026/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=4605643845498161026' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4605643845498161026'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4605643845498161026'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='จุฬาฯ พัฒนาโปรแกรมอ่านหน้าจอหนุนผู้พิการสายตาเป็น&quot;คอลเซ็นเตอร์&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcD26SS4rI/AAAAAAAABUI/z_qiCsjIDk4/s72-c/dsc_1610.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-4471309873386127357</id><published>2009-01-06T00:00:00.000-08:00</published><updated>2009-01-09T00:01:52.205-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ฟรี!ซอฟต์แวร์เกม-เคมีสามมิติจุดกำเนิดเยาวชนต้นกล้าไอที</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcEK6INYRI/AAAAAAAABUQ/okxQYEqcXkc/s1600-h/511900cmyk.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcEK6INYRI/AAAAAAAABUQ/okxQYEqcXkc/s320/511900cmyk.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289200872818827538" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อย่าแปลกใจถ้าวันเด็กแห่งชาติที่กำลังจะถึงนี้ ลูกอยากไปเล่นเกมกับเพื่อนที่โรงเรียน แทนที่จะเข้าโรงหนัง เดินห้างหรือเบียดเสียดฝูงชนในสวนสัตว์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะโรงเรียนหลายแห่งเริ่มได้รับซอฟต์แวร์พิเศษ ที่ออกแบบเพื่อเยาวชนและภาคการศึกษาโดยเฉพาะ จาก "โครงการซอฟต์แวร์เพื่อสังคม" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เจ้าภาพของโครงการซอฟต์แวร์เพื่อสังคมคือ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทยหรือซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทย9 ราย ได้มอบสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์ โดยไม่คิดมูลค่าแก่หน่วยงานหรือองค์กรใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคการศึกษา องค์กรภาครัฐและภาคการสาธารณสุข ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นรอบแจกให้โรงเรียน 48 แห่ง ที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือก  &lt;br /&gt;ศ.ดร.ชัชนาถเทพธรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) หน่วยงานต้นสังกัดของซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า โรงเรียนทั่วประเทศยื่นแสดงความจำนงเพื่อขอรับซอฟต์แวร์ ทางโครงการจึงคัดเลือกสถาบันการศึกษาที่ตรงตามหลักเกณฑ์  &lt;br /&gt;อาทิผู้ใช้งานต้องมีความจริงจังที่จะนำซอฟต์แวร์ไปใช้พัฒนาการดำเนินงานอย่างมีระบบและต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง พร้อมให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกลับถึงผลการใช้งาน แก่ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ เพื่อต่อยอดการพัฒนาซอฟต์แวร์และปรับปรุงประสิทธิภาพในอนาคต&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ที่แจกให้โรงเรียนประกอบด้วย ซอฟต์แวร์"ใส่ใจ" บริษัทเอเทรียม เทคโนโลยี จำกัด สำหรับเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันอันตรายในการเล่นอินเทอร์เน็ต เกมและสนทนาผ่านเน็ต (แชท) สำหรับกลุ่มเยาวชน ทางเอเทรียมเทคโนโลยีใจป้ำแจกโดยไม่จำกัดจำนวน คาดว่าในเบื้องต้นเฉลี่ย 40-80 เครื่องต่อโรงเรียน ยินยอมให้ใช้ซอฟต์แวร์เป็นเวลา 1 ปี &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้ผลิตกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเดียวคือ หน่วยงานที่นำซอฟต์แวร์ดังกล่าวไปใช้ ต้องใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และไม่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ทางบริษัทจะทำซีดีติดตั้งโปรแกรมให้แต่ละโรงเรียน เพื่อเป็นคู่มือในการใช้งานโดยไม่มีการอบรม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์"สื่อการเรียนรู้สามมิติ" บริษัทลานเกียร์ เทคโนโลยี จำกัด เพื่อการเรียนการสอนเรื่องโครงสร้างโมเลกุลในวิชาเคมี ในโครงการนี้บริษัทจะนำระบบพร้อมอุปกรณ์สร้างการเรียนรู้ด้วย "มิกซ์เรียลิตี้" (Mixed Reality) ซึ่งจะสร้างความกระตือรือร้นและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน จำนวน 80 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยแผ่นซีดีและเว็บแคม โดยจะมอบสิทธิให้ตลอดอายุการใช้งานของอุปกรณ์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการติดตั้งและการใช้งานสามารถทำได้โดยใช้แผ่นซีดี ซึ่งจะมีวีดิทัศน์แนะนำการติดตั้ง และหากเกิดปัญหาในการติดตั้งสามารถสอบถามได้โดยตรงกับตัวแทนของบริษัท สื่อการเรียนรู้สามมิตินี้ยังเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันเอเชีย แปซิฟิก ไอซีที อวอร์ด 2007 ในสาขารีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ ณ ประเทศสิงคโปร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์"เกมมาออกกำลังกายกันเถอะ" บริษัทพิคซอฟท์ จำกัด เป็นเกมชื่อ Boost Life มุ่งส่งเสริมการออกกำลังกายโดยใช้กล้องเว็บแคมเข้าร่วม ซอฟต์แวร์นี้ประกันคุณภาพด้วยรางวัลชนะเลิศ ไทยแลนด์ แอนิเมชั่น แอนด์ มัลติมีเดีย (ทีเอเอ็ม) คอนเทสต์ ในปี 2550 ในสาขา โปรเฟสชั่นแนล พีซี เกม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์"โปรแกรมพจนานุกรม" บริษัทไทยซอฟท์แวร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เอื้อประโยชน์ในการเรียนรู้ทางภาษา และให้ใช้ซอฟต์แวร์พจนานุกรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมอบสิทธิในการใช้เป็นเวลา 1 ปี และมีเงื่อนไขว่าจะให้สิทธิเฉพาะใช้ภายในหน่วยงานที่ระบุเท่านั้น โดยต้องแจ้งชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดอื่นๆ เพื่อจัดทำเอกสารสิทธิการใช้งาน พร้อมแผ่นโปรแกรมมอบให้หน่วยงานที่ได้รับเป็นหลักฐานตามกฎหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์"ระบบสอบออนไลน์เคลื่อนที่" มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) เพื่อสนับสนุนการสอบในสถานศึกษาต่างๆมีลักษณะเป็นระบบสอบออนไลน์ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส สามารถใช้งานปรับปรุงและแจกจ่ายได้ฟรี ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติม เพียงเลือกติดตั้งที่เครื่องใดเครื่องหนึ่งในห้องคอมพิวเตอร์ หรือบนโน้ตบุ๊ก ก็จะได้เครื่องเซิร์ฟเวอร์พร้อมสำหรับการสอบ มีทั้งเวอร์ชั่นที่อยู่บนแผ่นซีดี 2 แผ่น และเวอร์ชั่นที่อยู่บนแผ่นดีวีดี 1 แผ่น พร้อมกับการจัดฝึกอบรมให้ฟรี จึงสนับสนุนระบบการศึกษาในปัจจุบันที่มุ่งสู่ อี-เลิร์นนิ่ง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยีกล่าวสรุปว่า ภายในเดือนมีนาคม2552 น่าจะสามารถส่งมอบซอฟต์แวร์ดังกล่าวให้โรงเรียนทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว 148 แห่ง จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ทั้งครู นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน สนับสนุนการเรียนการสอนในยุคไอที รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ได้ใช้งานซอฟต์แวร์ไทยเหล่านี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการซอฟต์แวร์เพื่อสังคม น่าจะเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศที่จะนำไปสู่การปลูกต้นกล้าเยาวชนไอทีต่อไปในอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2009/01/06/x_it_h001_329753.php?news_id=329753&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-4471309873386127357?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/4471309873386127357/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=4471309873386127357' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4471309873386127357'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4471309873386127357'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2009/01/blog-post_06.html' title='ฟรี!ซอฟต์แวร์เกม-เคมีสามมิติจุดกำเนิดเยาวชนต้นกล้าไอที'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcEK6INYRI/AAAAAAAABUQ/okxQYEqcXkc/s72-c/511900cmyk.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7492997219592534984</id><published>2008-12-30T23:48:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T23:50:08.322-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>ผ่านปี '51 ผู้บริโภคยังต้องตัดสินใจเรื่องความปลอดภัย "สินค้านาโน"</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcBh2SJDfI/AAAAAAAABTw/8-iN7D-Y-7U/s1600-h/551000016414705.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcBh2SJDfI/AAAAAAAABTw/8-iN7D-Y-7U/s320/551000016414705.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289197968388853234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่ากระแส "นาโน" ในบ้านเรา จะคลายความตื่นตัวไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีงานวิจัยในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ ทั้งของไทยและเทศออกมาให้เห็น รวมทั้งประเด็นเรื่อง "ความปลอดภัย" ที่เริ่มกล่าวถึงการมากขึ้น มาตามไปดูกับ "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" ว่าในรอบปี 2551 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของวงการนาโนเทคโนโลยีในเมืองไทยรอบปี 2551 นี้คงต้องยกให้กับการจัดงาน ประชุมวิชาการและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์ ซิมโพเซียม 2008" (NanoThailand Symposium: NST2008) ที่จัดงานกันในช่วงปลายปี ถือเป็นการย้ำกระแสนาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;แต่ดูเหมือนว่า "สินค้าเอกชน" อย่าง "ยาปลูกผมนาโน" ที่การันตีคุณภาพโดยที่ปรึกษาของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะ "ขโมยซีน" ความสำคัญของงานวิชาการและการวิจัยในการประชุมไปเสียหมด หลังจาก "ผู้ชายผมน้อย" ต่างเข้าคิวแย่งชิงตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปทดลอง จนบรรยากาศของงานวิชาการกลายเป็นงานวัดย่อมๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ภายในงานนาโนไทยแลนด์ยังมีนักวิจัยระดับโลกอย่าง ดร.ไมเคิล เกรทเซล (Dr.Michael Graetzel) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการโฟโตนิกส์และอินเทอร์เฟส (Laboratory of Photonics and Interfaces) สถาบันโพลีเทคนิคอีโคลแห่งโลซานน์ (Ecole polytechnique Federale de Lausanne) สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเซลล์แสงอาทิตย์แบบย้อมสีไวแสงหรือดีเอสซี (Dye-sensitized solar cell: DSC) คนแรกของโลก มาร่วมงานเสวนาและบรรยายพิเศษ และเป็นพระเอกตัวจริงของงานที่ได้รับความสนใจจากคนในวงการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เมื่อพูดถึงงานวิจัยนาโนเทคโนโลยีเด่นๆ ในรอบปีมีอะไรบ้าง เปิดตัวมาให้ตื่นเต้นกันตั้งแต่ต้นปีสำหรับวัตถุดำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งพัฒนาโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) สหรัฐฯ ด้วยวัตถุจาก "ท่อนาโนคาร์บอน" (Carbon nanotube) จนได้วัตถุที่ดำมากกว่า 30 เท่าของของวัตถุจากคาร์บอนที่หน่วยงานดูแลมาตรฐานสหรัฐฯ ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงความดำและวัตถุดำที่ผลิตขึ้นนี้ยังดูดกลืนแสงได้มากถึง 99.9% ใกล้เคียงกับวัตถุดำในอุดมคติที่สามารถดูดกลืนแสงได้ทั้งหมดและไม่สะท้อนกลับเลย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ดร.พูลิคเกล อาจายัน (Dr.Pulickel Ajayan) นักวิจัยสหรัฐฯ เชื้อสายอินเดีย เผยถึงการประยุกต์ใช้วัตถุดำดังกล่าว สามารถใช้ในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถเก็บแสงทั้งหมดที่ตกกระทบได้ หรืออาจใช้ในการตรวจจับรังสีอินฟราเรดเพื่อการศึกษาดาราศาสตร์ได้ และถ้าพัฒนาให้เป็นวัตถุที่ดูดกลืนการแผ่รังสีทุกย่านได้แล้ว ยังประยุกต์ใช้ในการทหารสำหรับประยุกต์ใช้เป็นอุปกรณ์ในการหลบซ่อนตัวและการป้องกันโจมตีได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อีกผลงานที่น่าตื่นเต้นประจำปีนี้ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยกให้กับ "อุปกรณ์ขนส่งนาโน" (nanotransporter) หรือ "มอเตอร์นาโน" ซึ่งพัฒนาโดยทีมนักวิจัยสเปนจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา (Universitat Autonoma de Barcelona) ที่ออกแบบท่อนาโนคาร์บอนให้มีท่อคาร์บอนเส้นสั้นหุ้มท่อคาร์บอนที่ยาวกว่า โดยที่ท่อนาโนสั้นนั้นเคลื่อนที่เดินหน้า-ถอยหลังไปตามแนวท่อนาโนเส้นยาวได้ตามความแตกต่างของอุณหภูมิ 2 ข้างที่ปลายท่อนาโนเส้นยาว ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ระดับนาโนในอนาคต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้านความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีในเมืองไทยต้องยกให้ "ซิลเวอร์นาโน" (nanosilver) เป็นพระเอกประจำปีนี้ เพราะผลงานที่ต่อยอดสู่การใช้งานล้วนเป็นผลจากการประยุกต์ใช้อนุภาคเงิน ที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร อาทิ "รถพยาบาลนาโน" ซึ่งเป็นการประยุกต์การทาสีที่ผสมอนุภาคซิลเวอร์นาโนภายในตัวรถ เพื่อฆ่าเชื้อโรคซึ่งรถพยาบาลมีโอกาสสัมผัสอยู่ตลอดเวลา หรือ "ปากกานำไฟฟ้า" ซึ่งผสมอนุภาคเงินนาโน ทำให้ได้หมึกที่มีสภาพเป็นตัวนำไฟฟ้า และการเปลี่ยนสีมุกด้วยอนุภาคซิลเวอร์นาโนโดยตรึงลงบนผิวมุก ซึ่งเปลี่ยนสีมุกจากขาวนวลเหลืองเป็นมุกสีทอง เหลืองทอง ชมพู เทาและดำ เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ เบื้องหลังของซิลเวอร์นาโนที่ประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นผลงานจากทีมวิจัยของ รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ แห่งหน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคาดว่าในปีหน้าฟ้าใหม่ "อนุภาคเงินนาโน" จะยังคงเป็นพระเอกของวงการนาโนเทคโนโลยีไทยไปอีกหลายงาน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกไปจากงานวิจัยด้านการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทางด้านนาโนเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการเปิดเผยงานวิจัยด้านความปลอดภัยของนาโนเทคโนโลยีทยอยออกมาเปิดตัวให้คนทั่วไปได้ตื่นตัวควบคู่ไปกับกระแสความก้าวหน้า อย่างล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) สหราชอาณาจักร ได้ทดลองผลของท่อนาโนคาร์บอนที่เกิดขึ้นในหนูทดลอง พบว่าอนุภาคนาโนดังกล่าวทำให้เกิดมะเร็งปอด ได้เช่นเดียวกับมะเร็งปอดที่เกิดจากแร่ใยหิน แต่นักวิจัยยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะระบุได้ว่า ท่อนาโนคาร์บอนแบบใดบ้างที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐฯ ได้ทดสอบว่าอนุภาคนาโนที่เคลือบเส้นใยสิ่งทอหรือผสมในสินค้าต่างๆ สามารถหลุดร่อนออกมาได้หรือไม่ ซึ่งพบว่ามีการหลุดร่อนของอนุภาคนาโนจากสินค้า โดยทีมวิจัยได้ให้ความเฆ้นว่าอนุภาคนาโนที่หลุดออกมานั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตตามแหล่งน้ำต่างๆ ได้ หากปล่อยน้ำทิ้งที่มีอนุภาคนาโนปนเปื้อนลงแหล่งน้ำธรรมชาติ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;หันกลับมามองที่เมืองไทยอีกครั้ง ว่าเราตื่นตัวต่อความปลอดภัยจากนาโนเทคโนโลยีแค่ไหน สำหรับคนทั่วไปอาจจะยังไม่ตระหนักว่าใน "ประโยชน์" ของนาโนเทคโนโลยีที่สามารถเนรมิตสารพัดคุณสมบัติมหัศจรรย์ให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังมี "โทษ" ที่เราอาจยังไม่รู้ตามมาอีกด้วย แต่หากถามหามาตรฐานของสินค้านาโน ณ วันนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนใดๆ ออกมา แม้แต่มาตรฐาน ISO ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางก็ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางของมาตรฐานนาโนเทคโนโลยี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ส่วนมาตรฐานของไทยอย่าง "นาโนมาร์ก" (nanomark) ซึ่งอดีตผู้บริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ออกมาเปิดเผยเมื่อ 2-3 ปีก่อนว่า สามารถสร้างฉลากที่ระบุได้ว่าสินค้าได้ "มี" หรือ "ไม่มี" นาโนเทคโนโลยี แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่กล่าวไว้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เมื่อศูนย์นาโนเทคเองไม่ได้มีอำนาจในกำหนดมาตรฐาน หากแต่มีเพียงเทคโนโลยีที่จะตรวจให้ได้ว่า สินค้าใด "เป็น" หรือ "ไม่เป็น" นาโนเทคโนโลยี อีกทั้งผู้ประกอบการทั้งหลายก็เริ่มไม่มั่นใจว่าการแปะฉลากรับรองว่า สินค้าเป็นผลิตภัณฑ์นาโนนั้นจะส่งผลต่อหรือเสียทางการตลาดในอนาคต เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่านาโนเทคโนโลยี "ปลอดภัย" หรือ "ไม่ปลอดภัย"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ดังนั้นผู้บริโภคในยุคนาโนเทคโนโลยีอย่างเราๆ จึงทำได้เพียง "ศึกษาข้อมูลให้มาก" ก่อนตัดสินใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152720&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7492997219592534984?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7492997219592534984/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7492997219592534984' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7492997219592534984'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7492997219592534984'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/12/51.html' title='ผ่านปี &apos;51 ผู้บริโภคยังต้องตัดสินใจเรื่องความปลอดภัย &quot;สินค้านาโน&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcBh2SJDfI/AAAAAAAABTw/8-iN7D-Y-7U/s72-c/551000016414705.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-1415387555221695970</id><published>2008-12-24T23:50:00.000-08:00</published><updated>2009-01-08T23:52:36.920-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>แฮปปี้เบิร์ธเดย์ภาพแรก "โลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์" เมื่อ 40 ปีก่อน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcCFPxoq6I/AAAAAAAABT4/imiibQQPtAA/s1600-h/551000016249001.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcCFPxoq6I/AAAAAAAABT4/imiibQQPtAA/s320/551000016249001.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5289198576527256482" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ "วันคริสต์มาสอีฟ" 40 ปีที่แล้ว ภาพ "โลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์" ได้ประจักษ์แก่สายตามนุษย์อวกาศในยานอะพอลโล 8 เป็นครั้งแรก และนักบินอวกาศก็ได้บันทึกภาพนั้นเป็นของขวัญแก่มนุษยชาติ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ในวันคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) เมื่อ 40 ปีก่อนนักบินอวกาศในยานอะพอลโล 8 (Apollo 8) ซึ่งเป็นมนุษย์อวกาศชุดแรกที่ออกจากวงโคจรโลกไปโคจรรอบดวงจันทร์ ได้เห็นภาพโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์ (Earthrise) เป็นครั้งแรก และแฟรงก์ บอร์แมน (Frank Borman) ลูกเรือผู้เห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินจากหน้าต่างยานเป็นคนแรกก็ได้บันทึกภาพนิ่งของภาพประวัติศาสตร์ดังกล่าวไว้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"โอ้ พระเจ้า ดูภาพนั่นสิ นั่นใช่ไหม"  บีบีซีนิวส์เก็บคำอุทานของบอร์แมนในเหตุการณ์ครั้งนั้นมารายงาน และเขาได้บันทึกภาพโลกโผล่พ้นขอบฟ้าดาวบริวารได้ด้วยฟิล์มขาว-ดำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ย้อนกลับไป 20 ปีก่อนหน้านั้น เซอร์เฟร็ด ฮอยล์ (Sir Fred Hoyle) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอังกฤษทำนายไว้ว่า เมื่อยานอวกาศเผยให้เราได้เห็นโลกทั้งใบ ภาพนั้นจะเปลี่ยนเราไปตลอด จากนั้นก็มีดาวเทียมจำนวนหนึ่งบันทึกภาพของโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์ไว้ แต่วันที่ 24 ธ.ค.ปี 2511 เป็นครั้งแรกที่ตัวแทนมนุษยชาติได้เห็นภาพนั้นด้วยตาของพวกเขาเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ไม่มีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของโลกที่โผล่พ้นขอบพื้นผิวดวงจันทร์สีเทาซีดๆ อีกจนกระทั่งปฏิบัติการอะพอลโล 10 และ 11 ในปีถัดๆ มา แต่ภาพดั่งกล่าวก็สิ้นมนต์ขลังลง โดยในภารกิจของยานอะพอลโล 12 ได้บันทึกภาพโลกภาพกระจกหน้าต่างที่มีหมอกปกคลุมบางๆ และนับเป็นภาพโลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์สุดท้ายในยุคอะพอลโล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151111&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-1415387555221695970?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/1415387555221695970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=1415387555221695970' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1415387555221695970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1415387555221695970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/12/40.html' title='แฮปปี้เบิร์ธเดย์ภาพแรก &quot;โลกโผล่พ้นขอบดวงจันทร์&quot; เมื่อ 40 ปีก่อน'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SWcCFPxoq6I/AAAAAAAABT4/imiibQQPtAA/s72-c/551000016249001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7364038015987995101</id><published>2008-12-18T20:28:00.000-08:00</published><updated>2008-12-18T20:28:00.299-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ซอฟต์แวร์นาไทยคว้าแชมป์สากล</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SUnSSNYjPiI/AAAAAAAABTo/kXe-prHlKys/s1600-h/rice3_copy1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SUnSSNYjPiI/AAAAAAAABTo/kXe-prHlKys/s320/rice3_copy1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5280983248340729378" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผลงานการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบนิเวศในนาข้าวโดยกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมปลาย จาก จ.ปราจีนบุรี สร้างความแปลกใหม่ในเวทีการประกวดซอฟต์แวร์ระดับเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศอินโดนีเซีย คว้ารางวัลรองชนะเลิศ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โปรแกรมห้องเรียนออนไลน์ระบบนิเวศในนาข้าวเป็นผลงานของกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ร่วมพัฒนาโดยนางสาวกนกวรรณ สีแดง นักเรียนชั้น ม.6 นายเจษฎา กิตติวราภรณ์ และนางสาวชญานิษฐ์ วงษ์วิวัฒนาวุฒิ นักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนเดียวกัน จนสำเร็จเป็นโปรแกรมสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ในลักษณะอี-เลิร์นนิ่งเกี่ยวข้องกับนาข้าว และระบบนิเวศในนาข้าวไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กนกวรรณ หรือน้องเดียร์ หัวหน้าทีมพัฒนาโปรแกรม เล่าการพัฒนาโปรแกรมว่า ได้แบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหาข้อมูล จากในเอกสารวิชาการ ลงเก็บข้อมูลในพื้นที่จริง รวมถึงสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนส่งต่อข้อมูลที่ได้ให้แก่ฝ่ายออกแบบกราฟฟิก และฝ่ายพัฒนาโปรแกรม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;"เป้าหมายของโปรแกรม คือ ช่วยเผยแพร่ข้อมูลการเกษตร โดยเฉพาะการทำนา อาชีพเกษตรกรรมหลักของประเทศไทย และที่ผ่านมายังไม่มีผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาให้อยู่ในระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์" เจ้าของผลงานกล่าว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เดียร์เชื่อว่าโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยเสริมการเรียนรู้สำหรับคนที่ต้องการหาข้อมูลนาข้าว ระบบนิเวศในนาข้าว การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ต้องลงพื้นที่จริง หรือเคยเห็นนาข้าวมาก่อน นอกจากจะใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในห้องเรียนแล้ว ยังเป็นประโยชน์สำหรับเผยแพร่ข้อมูลนาข้าวไปยังต่างประเทศด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยกันออกแบบและเขียนโปรแกรมเข้าร่วมแข่งขันภายใต้โครงการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (National Software Contest) จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมา สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ได้ให้คำปรึกษา และแนะนำวิธีการต่อยอดและพัฒนาโปรแกรม และยังเป็นหนึ่งในตัวแทนของทีมไทยเข้าร่วมแข่งขันในเวทีระดับเอเชียแปซิฟิก Asia Pacific ICT Alliance (APICTA) Awards 2008 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย คว้ารางวัลรองชนะเลิศ ประเภทโครงการนักเรียนระดับมัธยมมาครองได้สำเร็จ &lt;br /&gt;เจ้าของผลงาน กล่าวเสริมว่า โปรแกรมระบบนิเวศในนาข้าวออกแบบให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกวัย เหมาะสำหรับนักเรียนโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นต้นไป เข้าใจง่ายโดยสื่อสารด้วยภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาประวัติชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์ในนาข้าว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โปรแกรมระบบนิเวศในนาข้าวเปิดให้ผู้ที่สนใจคลิกดาวน์โหลดที่ www.marykabin.ac.th และปฏิบัติตามขั้นตอนติดตั้งตามคู่มือแนะนำ โดยต้องจำลองเครื่องพีซีให้เป็นเซิร์ฟเวอร์ก่อน หรือหากมีเว็บไซต์อยู่แล้วสามารถอัพโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/12/18/x_it_h001_324664.php?news_id=324664&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7364038015987995101?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7364038015987995101/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7364038015987995101' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7364038015987995101'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7364038015987995101'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='ซอฟต์แวร์นาไทยคว้าแชมป์สากล'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SUnSSNYjPiI/AAAAAAAABTo/kXe-prHlKys/s72-c/rice3_copy1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8510985626752351826</id><published>2008-11-08T20:15:00.000-08:00</published><updated>2008-11-11T20:18:16.305-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>เก็บตก "สิ่งทอนาโน" ในงาน "นาโนไทยแลนด์"</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpY91KYiJI/AAAAAAAAA8o/8azX-IWZ7Qs/s1600-h/551000014275804.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpY91KYiJI/AAAAAAAAA8o/8azX-IWZ7Qs/s320/551000014275804.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5267620533429110930" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จัดงานครบ 3 วันเต็ม สำหรับ "นาโนไทยแลนด์" แม้ภาพรวมของงานจะโดน "สารอาหารบำรุงรากผม" ที่ได้พรีเซนเตอร์ระดับ "รัฐมนตรี" ออกมา "การันตี" คุณภาพ แต่ภายในงานก็ยังมีงานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่น่าสนใจให้ได้ชม หลังจากเดินวนชมนิทรรศการอยู่หลายรอบ "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" ก็เห็นว่ามี "สิ่งทอนาโน" หลากหลายรูปแบบมาจัดแสดงในงานนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เริ่มตัวอย่างของ "สิ่งทอนาโน" ภายในงานการประชุมและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์" (NanoThailand Symposium 2008) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 พ.ย.51 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่บูธของบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี โซลูชัน จำกัด ที่ขนสารพัดผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนาโนมาจัดแสดง อาทิ สบู่ เซรัมบำรุงผิว เจลอาบน้ำ แต่ที่สะดุดตาเราก็คือ "ถุงมือนาโน" ที่สวมใสโดย "พริตตี้" สาวสวยประจำบูธ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นายสุรพงษ์ ฉินทองประเสริฐ กล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ถุงมือดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ทีได้จากสิ่งทอซึ่งเคลือบ "นาโนซิลเวอร์" (nanosilver) ระหว่างกระบวนการทอก่อนตัดเย็บ ซึ่งทำให้ได้สิ่งทอที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความสะอาดและปลอดเชื้อ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคในกระบวนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งนี้บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากเกาหลีทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงบูธที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีตัวอย่างของสิ่งทอที่อยู่ในขั้นตอนของงานวิจัย แต่ดูเป็นความหวังสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ในอนาคต เริ่มจากเส้นใยผสมผงถ่านกะลามะพร้าวซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำให้ได้เส้นใยสีเทาๆ ที่มีคุณสมบัติดูดกลิ่น ดูดซับความชื้นและต้านแบคทีเรีย ซึ่งนำไปทอเป็นถุงเท้าได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับสิ่งทอของสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาฯ มีด้วยกันถึง 3 ผลงาน ซึ่งยังคงเป็นสิ่งทอในระดับงานวิจัยเช่นกัน นั่นคือ "เสื้อกันยุง" ที่ใช้เทคโนโลยีนาโนแคปซูลผสมเข้ากับเส้นใยของสิ่งทอ เพิ่มคุณสมบัติในการดักเก็บกลิ่น ทำให้ฉีดกลิ่นตะไคร้ที่ยุงเกลียดและรักษากลิ่นได้นานขึ้น โดยกลิ่นที่ฉีดให้สิ่งทอที่ผสมนาโนแคปซูลนี้จะเลือนหายไปตามการซักครั้งละ 25% และเมื่อหมดกลิ่นก็ฉีดเพิ่มได้อีก ทั้งนี้นาโนแคปซูลจะคงอยู่ตามอายุใช้งานของเสื้อผ้า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ปกติเส้นใยโพลีโพรพีลีน (Polypropylene) จะย้อมสีดิสเพอร์ส (Disperse dye) ได้ยาก แต่ทางสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ ได้พัฒนาเส้นใยโพลีโพรพีลีนที่ผสมแร่ดินเหนียวนาโนหรือนาโนเคลย์ (nanoclay) ทำให้การย้อมสีติดได้ดีขึ้น และสุดท้ายคือสิ่งทอที่ผสมนาโนซิลเวอร์ในเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำผลงานมาจัดแสดงด้วย เนื่องจากจัดแสดงได้ลำบาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิดท้ายด้วยตัวอย่างสิ่งทอนาโนจากไต้หวันของสถาบันวิจัยสิ่งทอไต้หวัน (Taiwan Textile Research Institute) ซึ่งนำสิ่งทอหลายชนิดมาจัดแสดง อาทิ สิ่งทอที่ผสมสารหน่วงไฟซึ่งประยุกต์เป็นสิ่งทอสำหรับเฟอร์นิเจอร์ได้ สิ่งทอผสมสารป้องกันไฟฟ้าสถิต และสิ่งทอที่ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและกลิ่นไปพร้อมๆ กัน เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้กับสิ่งทอที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132535&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8510985626752351826?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8510985626752351826/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8510985626752351826' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8510985626752351826'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8510985626752351826'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/11/blog-post_08.html' title='เก็บตก &quot;สิ่งทอนาโน&quot; ในงาน &quot;นาโนไทยแลนด์&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpY91KYiJI/AAAAAAAAA8o/8azX-IWZ7Qs/s72-c/551000014275804.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-3030929143270761176</id><published>2008-11-07T20:34:00.000-08:00</published><updated>2008-11-11T20:35:18.283-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>เปิดตัว "ไอ-โม" ยานยนต์สองล้ออัตโนมัติฝีมือคนไทย</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpc8W7SMYI/AAAAAAAAA8w/5fHegvGAPik/s1600-h/551000014205301.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpc8W7SMYI/AAAAAAAAA8w/5fHegvGAPik/s320/551000014205301.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5267624906179359106" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สนช. เปิดตัวพาหนะ 2 ล้อทรงตัวอัตโนมัติ พัฒนาขึ้นโดยฝีมือคนไทย ขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา ขับขี่ง่าย ด้วยระบบควบคุมโดยสมองกลฝังตัวอัจฉริยะ คล่องตัวแม้ในสถานที่คับแคบ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี ไม่ก่อมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม และราคาถูกกว่านำเข้าหลายเท่าตัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท ไอ-โมบิลิตี้ จำกัด จัดงานเปิดตัว "ไอ-โม" (I-MO) พาหนะสองล้อทรงตัวอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลงานต่อยอดโดยฝีมือคนไทย ในระหว่างการจัดงานแนะนำ 10 นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.51 ณ สยามพารากอน ซึ่งมีสื่อมวลชนมากมายให้ความสนใจ รวมทั้งผู้จัดการวิทยาศาสตร์ด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นายสุพร จิรัญญกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-โมบิลิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ไอ-โม หรือรถสองล้อทรงตัวอัตโนมัติ เป็นผลงานที่พัฒนาต่อยอดจากแนวคิดของสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้มีเพียงบริษัทเสกเวย์ (Segway) ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ผลิตยานพาหนะในลักษณะนี้จำหน่ายกว้างขวางมาหลายปีแล้ว รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ซึ่งนำเข้ามาในราคา 3-4 แสนบาท โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามียอดขายไปแล้วหลายร้อยคัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"รถยนตร์สองล้อทรงตัวอัตโนมัติที่เราพัฒนาขึ้นใช้หลักการเดียวกับของเสกเวย์ ซึ่งเป็นหลักการที่มีสอนอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ต่างไปจากเสกเวย์ก็คือการออกแบบรูปทรงที่มีขนาดเล็กกว่า น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย โดยเราประกอบขึ้นเองจากภายในประเทศ ทำให้มีราคาถูกลง ประมาณคันละ 80,000 บาท ซึ่งชิ้นส่วนที่นำมาใช้ก็มีทั้งที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ และบางอย่างก็ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ" นายสุพร กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้านนายพชรพล จิรัญญกุล วิศวกร อธิบายเพิ่มเติมว่า ได้นำหลักการการควบคุมการทรงตัวแบบลูกตุ้มนาฬิกาหัวกลับ (inverted pendulum) มาใช้ เพื่อรักษาสมดุลของผู้ขับขี่ให้อยู่นิ่ง และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าหรือข้างหลังได้โดยไม่ล้ม โดยอาศัยการโน้มตัวของผู้ขับขี่ เป็นการเลียนแบบการเดินของคนเรา เวลาที่เราจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เราก็โน้มตัวไปข้างหน้าก่อน จากนั้นก็ก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามไป เพื่อยันตัวไว้ไม่ให้ล้ม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นายพชรพล กล่าวต่อว่า พาหนะบุคคลลักษณะนี้คิดค้นและพัฒนาขึ้นครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อราว 8 ปีก่อน และมีการผลิตจำหน่ายอย่างกว้างขวาง และเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นก็ผลิตพาหนะบุคคลที่ใช้หลักการเดียวกันแต่มีรูปทรงแตกต่างออกไป ซึ่งไอ-โม ก็เช่นเดียวกัน โดยที่เราได้ออกแบบเองทั้งหมด ทั้งส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์ กลไกการควบคุมต่างๆ รวมทั้งระบบสมองกลฝังตัวอัจฉริยะ ซึ่งเราได้ร่วมกันกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังในการพัฒนาไอ-โม ด้วยระยะเวลาเกือบ 2 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจาก สนช.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ไอ-โม ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณล้อทั้ง 2 ข้าง กำลังขับเคลื่อนข้างละ 500 วัตต์ สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้พลังงานจากแบตเตอรีลิเธียมไอออน ชนิดเดียวกับที่ใช้ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุค แต่ขนาดใหญ่กว่า และกำลังไฟมากกว่า 4 เท่า เมื่อชาร์จไฟครั้งหนึ่ง สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 4 ชั่วโมง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ที่มีระบบสมองกลฝังตัวอัจฉริยะในการควบคุมการทำงานของระบบขับเคลื่อน ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งของผู้ขับขี่และความเร็วในการเคลื่อนที่ เพื่อทำการประมวลผล แล้วจึงส่งสัญญาสำหรับควบคุมความเร็วของมอเตอร์ เพื่อรักษาสมดุลของผู้ขับขี่ ซึ่งความเร็วในการประมวลผลราว 50 ครั้งต่อวินาที เพื่อให้แน่ใจได้ว่าผู้ขับขี่สามารถรักษาการทรงตัวอยู่ได้ตลอดเวลา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"การควบคุมการเคลื่อนที่และความเร็ว ทำได้โดยการโน้มตัว โดยโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อเดินหน้า หรือโน้มตัวไปด้านหลังเมื่อต้องการถอยหลัง หากต้องการให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นก็โน้มตัวให้มากขึ้น เมื่อต้องการบังคับให้หยุด ก็โน้มตัวกลับมาที่ตำแหน่งตั้งตัวตรง และเราสามารถยืนตัวตรงเพื่อหยุดอยู่กับที่ได้โดยไม่ต้องก้าวลงจากแท่นยืน เพราะไมโครคอนโทรลเลอร์จะคอยรักษาสมดุลของผู้ขับขี่อยู่ตลอดเวลา" นายพชรพลอธิบายวิธีการขับขี่ไอ-โมเบื้องต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากนี้ ไอ-โมยังสามารถใช้งานในสถานที่แคบๆ ได้คล่องตัว เนื่องจากสามารถหมุนรอบตัวเองได้โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ ซึ่งการบังคับทิศทางและการเลี้ยวทำได้โดยการโยกจอยสติ๊ค (Joystick) ด้วยปลายนิ้วเท่านั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นายสุพร กล่าวตอนท้ายว่า เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในงานนี้ โดยในปีแรกตั้งเป้าผลิตจำนวน 200 คัน โดยเน้นจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลักเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น การใช้งานในโรงงาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ภายในหมู่บ้าน สถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์แสดงสินค้า สนามบิน และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งในอนาคตก็จะพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000131915&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-3030929143270761176?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/3030929143270761176/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=3030929143270761176' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3030929143270761176'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3030929143270761176'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/11/blog-post_07.html' title='เปิดตัว &quot;ไอ-โม&quot; ยานยนต์สองล้ออัตโนมัติฝีมือคนไทย'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRpc8W7SMYI/AAAAAAAAA8w/5fHegvGAPik/s72-c/551000014205301.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-1354574010150650202</id><published>2008-11-05T00:25:00.000-08:00</published><updated>2008-11-05T00:28:16.740-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>รถไม้ไผ่</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFY9vRcW9I/AAAAAAAAA8Q/mdn64mQMxDw/s1600-h/untitled.bmp"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFY9vRcW9I/AAAAAAAAA8Q/mdn64mQMxDw/s320/untitled.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5265087257057713106" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบที่นั่งเดียว หรือ แบมบู คาร์ ออกแบบและพัฒนาโดยเมืองเกียวโตและมหาวิทยาลัยเกียวโต เป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ตัวถังทำจากไม่ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุในท้องถิ่น วิ่งได้ไกล 50 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.dailynews.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=181605&amp;NewsType=1&amp;Template=1&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-1354574010150650202?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/1354574010150650202/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=1354574010150650202' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1354574010150650202'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1354574010150650202'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/11/blog-post_05.html' title='รถไม้ไผ่'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFY9vRcW9I/AAAAAAAAA8Q/mdn64mQMxDw/s72-c/untitled.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-493646836293461423</id><published>2008-11-05T00:20:00.000-08:00</published><updated>2008-11-05T00:25:38.221-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>มจธ.อวดซอฟต์แวร์ประหยัดไฟพีซี</title><content type='html'>ทีมนักศึกษาภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อวดซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานเครื่องคอมพิวเตอร์ หวังบันดาลให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศทั่วโลกช่วยกันประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รชต สุรัตตกุล นักศึกษาชั้นปี 4 จากภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นผลงานที่เข้าแข่งขันในโครงการอิมเมจิน คัพ 2008 ที่จัดโดยบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 3 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขณะนี้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้สามารถทำงานสอดรับกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ครอบคลุมทุกระบบ ทั้งเก่าอย่างวินโดว์ เอ็มอี หรือระบบใหม่อย่างซิลเวอร์ไลท์ อาร์ซี 1 จากเดิมที่รองรับเฉพาะวินโดว์เอ็กซ์พีเท่านั้น” รชตกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์เหมือนโปรแกรมทั่วไป ระบบจะจัดการควบคุมการทำงานเปิดปิดหน้าจอเมื่อไม่ใช้ภายใน 5 นาที รักษาสมดุลการทำงานของซีพียูอย่างเหมาะสมโดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียงต่อระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชินพงศ์ อังสุโชติเมธี เพื่อนร่วมทีม กล่าวว่า เครื่องคอมพ์ที่ลงซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานไปแล้วสามารถตรวจสอบได้ว่าได้ใช้กระแสไฟฟ้าไปแล้วกี่บาท และยังดูเปรียบเทียบกันระหว่างค่าไฟก่อนติดตั้งและหลังติดตั้งได้ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบเปรียบเทียบค่าไฟที่ทีมวิจัยนำมาใช้กับซอฟต์แวร์ เป็นการคำนวณโดยอ้างอิงจากผลงานวิจัยขององค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาขึ้น และเริ่มนำมาใช้งานจริงเมื่อ 3 ปีก่อนจนทั่วโลกยอมรับในมาตรฐานการคำนวณค่าไฟ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประโยชน์ที่เกิดจากการนำซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานไปติดตั้งคือ อนาคตไทยจะมีความร่วมมือกับต่างประเทศทั่วโลกในด้านการช่วยลดการใช้พลังงาน เพราะสามารถนำผลคำนวณการใช้พลังงานไฟฟ้าไปเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลการใช้พลังงานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับชาติได้” ชินพงศ์กล่าว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงเป้าหมายหลักคือสำนักงาน บริษัท และองค์กร แต่สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์พีซีตามบ้านได้เช่นกัน เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยคอมพิวเตอร์ระดับชาติขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ประหยัดพลังงานคอมพิวเตอร์จะมาโชว์ความสามารถในงานเปิดบ้าน มจธ. ระหว่างวันที่ 7-11 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกับผลงานวิจัยทั้งของอาจารย์ นักศึกษา มาร่วมแสดงอีกมากมาย ทั้งการแข่งขันหุ่นยนต์ การแนะแนวศึกษาต่อ การโชว์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการตัดสินใจ การสาธิตการทดลองทางวิทยาศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี วัสดุนาโน เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กานต์ดา บุญเถื่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/11/05/x_it_h001_228868.php?news_id=228868&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-493646836293461423?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/493646836293461423/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=493646836293461423' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/493646836293461423'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/493646836293461423'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='มจธ.อวดซอฟต์แวร์ประหยัดไฟพีซี'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6049217728930007128</id><published>2008-11-04T00:28:00.000-08:00</published><updated>2008-11-05T00:30:02.452-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>"จันทรายาน" ส่งภาพ "โลก" ชิมลางก่อนทำแผนที่ดวงจันทร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZczkgBjI/AAAAAAAAA8Y/donUOsORZs4/s1600-h/551000014080001.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZczkgBjI/AAAAAAAAA8Y/donUOsORZs4/s320/551000014080001.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5265087790787331634" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จันทรายานใกล้ถึงดวงจันทร์แล้ว พร้อมบันทึกภาพ "โลก" เป็นภาพแรก กลับมาให้ชื่นชม เป็นการชิมลางก่อนเดินหน้าสำรวจดาวบริวารของโลก โดยเตรียมเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์วันที่ 8 พ.ย.นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เอเอฟพีและบีบีซีนิวส์รายงานว่าจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของประเทศอินเดีย เดินทางเข้าใกล้ดวงจันทร์แล้วเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 4 พ.ย.51 พร้อมกับส่งภาพถ่ายแรกของจันทรายาน 1 กลับมายังโลก หลังจากออกเดินทางจากแดนภารตะ มุ่งหน้าสู่ด้วงจันทร์ไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การปฏิบัติการส่งจันทรายาน 1 ไปยังดวงจันทร์ผ่านไปได้ด้วยดี" เอส. สาทิส (S. Satish) ผู้อำนวยการองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย หรือ ไอเอสอาร์โอ (Indian Space Research Organisation : ISRO) กล่าวกับเอเอฟพี โดยขณะนี้จันทรายาน 1 อยู่ห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ประมาณ 1,000 กิโลเมตร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของไอเอสอาร์โอที่ศูนย์ควบคุมในเมืองบังกะลอร์ อินเดีย ได้ทำการทดสอบการทำงานของกล้องบันทึกภาพภูมิประเทศของจันทรายาน 1 หรือทีเอ็มซี (Terrain Mapping camera: TMC) โดยการบันทึกภาพพื้นผิวโลกที่ระดับความสูงต่างๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ภาพแรกเป็นภาพบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนเหนือของออสเตรเลีย บันทึกไว้ขณะอยู่ที่ระดับความสูง 9,000 กิโลเมตร เหนือพื้นโลก ภาพที่ 2 เป็นบริเวณชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของออสเตรเลีย บันทึกเมื่อจันทรายานอยู่ที่ระดับความสูง 70,000 กิโลเมตร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ กล้องทีเอ็มซีเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญ 11 ชิ้น ของจันทรายาน 1 สำหรับการสำรวจดาวบริวารของโลกในครั้งนี้ โดย 5 ชิ้น เป็นของที่อินเดียผลิตขึ้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไอเอสอาร์โอตั้งใจส่งจันทรายาน 1 ขึ้นไปสำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์ พร้อมกับบันทึกภาพเพื่อทำแผนที่ 3 มิติของดวงจันทร์เป็นครั้งแรกด้วย โดยในวันที่ 8 พ.ย. นี้ ไอเอสอาร์โอจะนำจันทรายาน 1 เข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ที่ระดับความสูงจากพื้นผิวของดวงจันทร์ประมาณ 100 กิโลเมตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130741&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6049217728930007128?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6049217728930007128/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6049217728930007128' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6049217728930007128'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6049217728930007128'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/11/blog-post_04.html' title='&quot;จันทรายาน&quot; ส่งภาพ &quot;โลก&quot; ชิมลางก่อนทำแผนที่ดวงจันทร์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZczkgBjI/AAAAAAAAA8Y/donUOsORZs4/s72-c/551000014080001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-2516917386581451342</id><published>2008-10-29T00:30:00.000-07:00</published><updated>2008-11-05T00:31:39.465-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>“รถพยาบาลนาโน" คันไม่เล็กแต่ปลอดเชื้อด้วย "สีนาโน”</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZyiD35_I/AAAAAAAAA8g/uOvyzR6aXP4/s1600-h/551000013839401.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZyiD35_I/AAAAAAAAA8g/uOvyzR6aXP4/s320/551000013839401.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5265088164044204018" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่แค่เสื้อนาโน แต่ "ซิลเวอร์นาโน" ยังนำไปผสมสีใช้ทา "รถพยาบาล" ได้รถปลอดเชื้อโรค ไฮไลท์งานประชุม "นาโนไทยแลนด์” ผอ.นาโนเทคระบุ ยังไม่มีรายงานอันตรายของอนุภาคนาโน ด้านนักวิจัยจุฬาผลิตอนุภาคนาโนไซส์เหมาะผสม ทารถได้ "สีขาว” ตามต้องการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ระหว่างแถลงข่าวจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ "นาโนไทยแลนด์ ซิมโพเซียม 2008” (NanoThailand Symposium: NST2008) ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 29 ต.ค.51 นี้ว่า นาโนเทคได้ร่วมกับนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด พัฒนา "รถพยาบาลนาโน” ซึ่งจะจัดแสดงเป็นไฮไลท์ของงานประชุมนาโนไทยแลนด์ด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ศ.นพ.สิริฤกษ์อธิบายว่า รถพยาบาลนาโนมีคุณสมบัติเป็นนาโนเทคโนโลยีตรงที่ใช้ "สีนาโน” ซึ่งมีส่วนผสมของซิลเวอร์นาโน ทาภายในตัวรถ ทำให้มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้ เนื่องจากรถพยาบาลมีการสัมผัสเชื้อและคนป่วยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำความสะอาดยาก จึงนำซิลเวอร์นาโนที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อมาใช้ประโยชน์ โดยฆ่าเชื้อได้ถึง 99.99% และยังนำซิลเวอร์นาโนไปประยุกต์ใช้อย่างอื่นได้อีก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ส่วนอนุภาคนาโนจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหรือไม่ ศ.นพ.สิริฤกษ์ตอบผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า นาโนเทคโนโลยีเป็นของใหม่ ซึ่งมีทั้งที่ทราบฤทธิ์และยังไม่ทราบฤทธิ์ จึงต้องมีการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย และจากที่ประเมินมาพบว่าปลอดภัย แต่ก็ต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และในศูนย์นาโนเทคก็มีศูนย์วิจัยเรื่องความปลอดภัยด้านนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน นายพรชัย สุชาติวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท สุพรีม โพรดักส์ จำกัด ซึ่งร่วมพัฒนารถพยาบาลนาโน ระบุว่า ทางบริษัทซึ่งปกติขายอุปกรณ์การแพทย์อยู่แล้ว ได้พัฒนาในส่วนโครงสร้างรถพยาบาล และใช้อนุภาคนาโนที่นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผสมสีทาภายในตัวรถ โดยพัฒนาเป็นรถต้นแบบ และจะผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการได้ราวต้นปีหน้า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;รศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์นักวิจัยหน่วยปฏิบัติการวิจัย โครงการศูนย์นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมพัฒนารถพยาบาลนาโน กล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ได้พัฒนาอนุภาคซิลเวอร์นาโนที่มีขนาดอนุภาค 70-100 นาโนเมตร ซึ่งมีสีเหลืองๆ เทาๆ และเมื่อผสมกับ "เจลโค้ท” หรือสีทารถพยาบาลของบริษัท สุพรีม จะได้ "สีขาว” ตามความต้องการ ทั้งนี้อนุภาคซิลเวอร์นาโนมีหลายสี ตามขนาดของอนุภาค แต่รถพยาบาลต้องใช้สีขาวเท่านั้น ซึ่งทางศูนย์ผลิตอนุภาคนาโนได้วันละ 100 ลิตร โดยรถ 1 คันใช้สีทาประมาณ 2 ลิตร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากรถพยาบาลที่นับเป็นไฮไลท์ของงานประชุมนาโนไทยแลนด์แล้ว ศ.นพ.สิริฤกษ์ ระบุว่า การประชุมจัดเป็นหัวข้อเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี 6 ด้าน ได้แก่ พลังงาน สิ่งทอ ระบบนำส่งยา อุปกรณ์นาโน ความปลอดภัย และการจำลองระดับนาโนเมตรเพื่อประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรม และแบ่งการประชุมเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ การประชุมวิชาการ การแสดงนิทรรศการด้านนาโนเทคโนโลยี และการเจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ภายในการประชุมยังได้เชิญนักวิชาการด้านนาโนเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้าร่วมประมาณ 300-400 คน โดยมีวิทยากรมาร่วมบรรยาย อาทิ ศ.ไมเคิล เกรทเซล (Prof.Michael Gratezel) จาก สถาบันอีโคลโพลีเทคนิคแห่งโลซานน์ (Ecole Polytechnique de Losanne) สวิตเซอร์แลนด์ ผู้บุกเบิกด้านพลังงานและค้นพบโซลาร์เซลล์แบบใหม่, ดร.ฮิเดกิ คัมบารา (Dr.Hideki Kambara) จากบริษัท ฮาตาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;พร้อมกันนี้ นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งร่วมแถลงข่าวการจัดงานนาโนไทยแลนด์ ว่าเขาได้ร่วมกับบริษัทเอกชนพัฒนา "อาหารบำรุงรากผมและหนังศรีษะ” ซึ่งใช้รักษาอาการศรีษะล้าน โดยภายในงานจะขออาสาสมัคร 1,000 คนมารับแจกสารอาหารบำรุงรากผมนี้ ซึ่งที่ปรึกษารัฐมนตรีของเขาที่มีอาการศรีษะล้านได้ทดลองใช้มา 3 เดือน ปรากฏว่ามีผมงอกขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับงานประชุมนาโนไทยแลนด์นี้จะจัดขึ้นระหว่าง 6-8 พ.ย.51 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเปิดให้ประชาชนและเอกชนทั่วไปได้เข้าร่วมงานด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000128559&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-2516917386581451342?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/2516917386581451342/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=2516917386581451342' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2516917386581451342'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2516917386581451342'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/10/blog-post_29.html' title='“รถพยาบาลนาโน&quot; คันไม่เล็กแต่ปลอดเชื้อด้วย &quot;สีนาโน”'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SRFZyiD35_I/AAAAAAAAA8g/uOvyzR6aXP4/s72-c/551000013839401.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8258848129200073001</id><published>2008-10-24T23:29:00.000-07:00</published><updated>2008-10-24T23:29:00.830-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>แอนิเมชั่นผลิตไม่ยากผ่านซอฟต์แวร์ของนักคิดไทย</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFrVwzAiEI/AAAAAAAAA8A/TsizvZklPts/s1600-h/opentoon.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFrVwzAiEI/AAAAAAAAA8A/TsizvZklPts/s320/opentoon.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260603861365721154" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จากการประกาศผลรางวัลผู้ชนะการประกวด"ไทยแลนด์ไอซีที อวอร์ด 2008" โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีนักคิดที่เป็นเยาวชนไทยสองคน คว้ารางวัลด้านซอฟต์แวร์มาครองสำเร็จกับผลงานที่มีชื่อว่า "โอเพ่นตูน" (OpenToon) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเพ่นตูนเป็นโปรแกรมที่ดัดแปลงจากภาพจริงภาพวิดีโอ ภาพถ่าย หรือภาพที่ถ่ายจากเว็บแคม ให้เป็นภาพการ์ตูนได้แบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคนิควิธีการทำเส้นขอบและการใช้โทนสีที่น้อยลง กับแนวคิดดีๆ ที่เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ค้นคว้า และต้องการเติมเต็มความรู้สู่สมอง เพื่อพัฒนาแนวคิดอยู่เสมอ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ณัฐพลทองอู๋ และสุพรรณ ฟ้ายง ผู้ร่วมคิดค้นซอฟต์แวร์โอเพ่นตูน อธิบายว่า ซอฟต์แวร์นี้ออกแบบมาเพื่อการพัฒนาการ์ตูนแอนิเมชั่น และช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน กับการ์ตูนแอนิเมชั่น 2 มิติ ที่สร้างจากการถ่ายทำภาพยนตร์จริง เช่น สแกนเนอร์ ดาร์คลี่ (Scanner Darkly) โดยใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า โรโทสโคพ (Rotoscope) ในการแปลงภาพยนตร์จริงเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น  &lt;br /&gt;โปรแกรมดังกล่าวทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนภาพการ์ตูนที่ใช้คนวาดมากและมีความสวยงาม แต่โปรแกรมนี้มีข้อจำกัดคือ การแปลงภาพยนตร์จริงเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นนั้น ต้องใช้คนวาดภาพการ์ตูนจากภาพยนตร์ประกอบด้วย โดยให้ผู้ใช้กำหนดเส้นขอบในบางส่วนของภาพ แล้วโปรแกรมจะวาดส่วนที่เหลือของภาพอย่างอัตโนมัติจากข้อมูลส่วนที่ใช้คนวาด การที่ต้องใช้คนวาดบางส่วนนั้น เป็นเพราะโรโทสโคพต้องใช้ข้อมูลภาพบางส่วน เพื่อสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่นที่มีลายเส้น และรูปแบบที่ผู้สร้างการ์ตูนต้องการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นโปรแกรมซอฟต์แวร์โอเพ่นตูนจะช่วยให้สามารถสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น ที่เหมือนกับการ์ตูนที่ใช้คนวาดจากภาพยนตร์จริง และได้แบบที่ใช้โปรแกรมทำงานให้ทั้งหมด โดยไม่ต้องมีคนวาดภาพการ์ตูน หรือใช้คนวาดน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้การสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น 2 มิติ สามารถทำได้ง่ายขึ้นมาก และประหยัดต้นทุนในการผลิตอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น โปรแกรมดังกล่าวยังสามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิดศักยภาพในการทำงานด้านซอฟต์แวร์เพื่อการออกแบบการ์ตูนในอนาคตได้ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันสองเยาวชนนักคิดศึกษาอยู่ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 และเตรียมตัวนำผลงานดังกล่าวส่งเข้าประกวดในเวทีใหญ่อีกครั้ง กับเอเชีย แปซิฟิก ไอซีที อัลลิแอนซ์ อวอร์ด 2008 (เอพีไอซีทีเอ) ที่จะจัดขึ้นวันที่ 12-16 พฤศจิกายนนี้ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลงานของสองเยาวชนไทยจะเข้าถึงเส้นชัยในเวทีต่างประเทศหรือไม่นั้นคนไทยคงต้องเอาใจช่วย เพื่อผลงานดีๆ และผลักดันบุคลากรที่จะเป็นอนาคตของชาติด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/10/24/x_it_h001_226538.php?news_id=226538&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8258848129200073001?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8258848129200073001/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8258848129200073001' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8258848129200073001'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8258848129200073001'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/10/blog-post_1205.html' title='แอนิเมชั่นผลิตไม่ยากผ่านซอฟต์แวร์ของนักคิดไทย'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFrVwzAiEI/AAAAAAAAA8A/TsizvZklPts/s72-c/opentoon.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-4886407494983697905</id><published>2008-10-24T23:27:00.000-07:00</published><updated>2008-10-24T23:27:01.026-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ซอฟแวร์ฟรีหนีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFq6wPNpQI/AAAAAAAAA74/p9LLW-jmkU4/s1600-h/report.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFq6wPNpQI/AAAAAAAAA74/p9LLW-jmkU4/s320/report.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260603397359117570" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ขืนควักเงินก้อนใหญ่ซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ชุดละเป็นหมื่น โดยไม่รู้ว่าจะเหมาะสมกับองค์กรตัวเองหรือเปล่า คงมีแต่เจ๊ง ไม่มีเจ๊า ทางที่ดีลองหาพวกซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส หรือที่เรียกย่อๆ ว่า โอเอสเอส มาลองใช้ก่อนจะดีกว่า ถ้าถูกใจก็ใช้ไปเลย ไม่ต้องรีรอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) มองว่า เจ้าซอฟต์แวร์คุณภาพแต่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายที่เรียกว่า "ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส" พวกนี้ เป็นตัวช่วยในยุควิกฤติเศรษฐกิจ หรือจะพ้นวิกฤติไปแล้วก็ใช้ได้ตลอด ไม่มีใครหวง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลายคนมองว่า ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก องค์กรขนาดย่อม แต่ ดร.วิรัชมีข้อมูลเด็ดมาบอกว่า องค์กรขนาดใหญ่เขาก็ใช้กัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปห่วงว่าโปรแกรมจะใช้กับชาวบ้านชาวช่องไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็เลือกใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปกว่า 300 ล้านบาท และปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค (กฟภ.) ก็เข้ามาปรึกษากับเนคเทคอยากใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สบ้างเหมือนกัน” ดร.วิรัชเผย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เช่นเดียวกับ องค์กรขนาดใหญ่ด้านการสื่อสารอย่าง กสท โทรคมนาคม (แคท เทเลคอม) ทีทีแอนด์ที และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ได้นำซอฟต์แวร์ เลิร์น สแควร์ ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์สด้านการเรียนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เนคเทคพัฒนาขึ้นมาใช้งาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุที่ทำให้องค์กรทั้งใหญ่น้อย หันมาสนใจซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส นอกจากความประหยัดแล้ว โอเพ่นซอร์สยังเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถดูแลได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องจ้างบริษัทมาดูแลระบบ ทั้งยังสามารถปรับปรุง พัฒนาซอฟต์แวร์ได้ตลอดเวลา   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเทรนด์โอเพ่นซอร์สปี 2552 ดร.วิรัช ซึ่งสวมหมวกนายกสมาคมโอเพ่นซอร์สแห่งประเทศไทยอีกใบบอกว่า แนวโน้มที่จะเห็นได้ชัดคือ การนำโอเพ่นซอร์สไปใช้ในภาคการศึกษา ที่จะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการเรียนการสอนในปัจจุบัน ขณะที่การใช้งานในภาคธุรกิจนั้น ยังเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าจะเห็นในปี 2552 อีกอย่างคือ การรวมกลุ่มของผู้ใช้โอเพ่นซอร์ส ซึ่งจะเป็นการจัดตั้งชุมชนหรือคลับสำหรับโอเพ่นซอร์สตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ ดร.วิรัชมองว่า กลุ่มดังกล่าวนี้จะเกิดจากการใช้งาน เช่น อาจจะเป็นผู้ดูแลระบบของบริษัทที่ทดลองใช้แล้วชอบ เกิดการชักชวนผู้ดูแลระบบของบริษัทอื่น หรือเพื่อนที่ใช้โอเพ่นซอร์สตัวนี้ มารวมตัวกัน และอาจจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดโอเพ่นซอร์สนั้นๆ ออกไปได้อีก จนเกิดเป็นโอเพ่นซอร์สของตนขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ปัจจุบันโอเพ่นซอร์สถูกพัฒนาและเผยแพร่อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น Fedora, Ubuntunclub, OpenSUSE, CentOS รวมถึงที่มักพบในไทยคือ จูมล่า (Joomla) และแมมโบ้ลายไทย (Mambo เวอร์ชั่นไทย) แต่กลับมีโอเพ่นซอร์สที่เป็นของไทยน้อยมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“คนไทยยังไม่คุ้นกับการพัฒนาโอเพ่นซอร์ส ที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม ทำให้ทางเนคเทคพยายามที่จะปรับพฤติกรรมของนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สไทย ด้วยการจัดแคมป์โค้ดเฟส” ดร.วิรัชอธิบาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โค้ดเฟส เป็นกิจกรรมการเขียนโปรแกรมมาราธอนที่เนคเทคและสมาคมโอเพ่นซอร์สแห่งประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักพัฒนาโปรแกรมทั่วไปมีความสนใจการพัฒนาโปรแกรมโอเพ่นซอร์สมากขึ้น และทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาโปรแกรมที่ดี และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จนทำให้กลุ่มนักพัฒนาโปรแกรมโอเพ่นซอร์สของประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้น เริ่มมีครั้งแรกในปี 2549 และจัดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันกว่า 6 ครั้งแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดร.วิรัชกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นการส่งเสริมศักยภาพของนักพัฒนาโอเพ่นซอร์สไทย สร้างประสบการณ์การทำงานเป็นทีม แล้วยังได้เห็นของใหม่ ที่ไม่ใช่แค่โอเพ่นซอร์ส แต่มีการนำโอเพ่นซอร์สที่มีไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ กลายเป็นนวัตกรรม เช่นที่ทำกันในการประกวดโครงการลีนุกซ์ฝังตัว (Embeded Linux Project Contest 2008) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นอกเหนือจากส่งเสริมการพัฒนาโอเพ่นซอร์สสัญชาติไทย การสร้างนวัตกรรมจากโอเพ่นซอร์สก็เป็นการเพิ่มมูลค่าได้ และเชื่อว่าในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ที่ผสานกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สออกมาวางขายในตลาดแน่นอน” ดร.วิรัชให้มุมมอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาลินีย์ ทับพิลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/10/24/x_it_h001_226608.php?news_id=226608&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-4886407494983697905?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/4886407494983697905/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=4886407494983697905' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4886407494983697905'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/4886407494983697905'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/10/blog-post_24.html' title='ซอฟแวร์ฟรีหนีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFq6wPNpQI/AAAAAAAAA74/p9LLW-jmkU4/s72-c/report.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6109497207972725411</id><published>2008-10-15T21:27:00.000-07:00</published><updated>2008-10-23T23:43:12.513-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>โหด มัน ฮา ประสาสมองกล</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFuepOFByI/AAAAAAAAA8I/gYSluymUct4/s1600-h/icheer3+copy.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFuepOFByI/AAAAAAAAA8I/gYSluymUct4/s320/icheer3+copy.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5260607312485484322" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้มันขำอะไรกันนักหนา เจ้าหุ่นยนต์ไอเชียร์ถึงระเบิดเสียงหัวเราะร่า แค่นั้นไม่พอประเคนมือทุบพื้นดัง "ปั๊กๆ" เล่นเอาคนยืนดูพลอยขำไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ่นยนต์ไอเชียร์ (iCHEER ย่อมาจาก intelligent Companion Humanoid Entertainment and Education Robot) เป็นหุ่นตัวที่ 2 ที่สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต พัฒนาขึ้นตามหลังไอไทยสตาร์ (iThai Star) บนเรือนร่างหุ่นยนต์นำเข้าราคากว่าแสนบาทจากญี่ปุ่นมาพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ พูดง่ายๆ ทำให้มันมีสมองรู้จักคิดนั่นแหละ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยรังสิตแตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาอื่น คือแทนที่จะเริ่มพัฒนากันตั้งแต่ระบบหุ่นยนต์ หลักสูตรไอซีทีของมหาวิทยาลัยรังสิตให้เน้นพัฒนาสมองกล และโปรแกรมการควบคุมหุ่นยนต์มากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “นักศึกษาในหลักสูตรไอซีทีต้องทำโครงงานจบการศึกษาที่แตกต่างจากที่อื่น ไม่ใช่แค่การทำระบบ ออกแบบเว็บไซต์ หรือสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น แต่ต้องพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนจากวิชาพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมด้านพัฒนาหุ่นยนต์ โทรศัพท์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์เครือข่ายไร้สายต่างๆ รองรับการขยายตัวของตลาดเกม ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีมือถือ ตลอดจนเครือข่ายไร้สายและเทคโนโลยีหุ่นยนต์“ อาจารย์หนุ่มม.รังสิต กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ไอเชียร์ เป็นตัวอย่างหุ่นยนต์สมองกลที่นักศึกษาปี 4 หลักสูตรไอซีทีของม.รังสิตออกแบบคำสั่งให้เต้นเคลื่อนไหวร่างกายให้เข้าจังหวะเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “อีกไม่กี่เดือน ทีมเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตจะมีสมาชิกใหม่คือ หุ่นยนต์ไอเชียร์สามารถเคลื่อนไหวร่างกายในท่าเชียร์ลีดเดอร์ต่างๆ ได้” อาจารย์นักพัฒนาหุ่นยนต์ของม.รังสิต ภูมิใจเสนอ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ฐิติพงศ์บอกว่า นักพัฒนาหุ่นยนต์ของม.รังสิตกำลังวิจัยความต้องการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานในด้านต่างๆ เช่น เฝ้าบ้าน เนื่องจากหุ่นหลายชนิดติดตั้งกล้องที่สามารถดัดแปลงใช้สอดส่องดูหรือสามารถพัฒนาโปรแกรมให้หุ่นสามารถต่อเชื่อมสัญญาณโทรศัพท์มายังโทรศัพท์มือถือของเจ้าของบ้านเมื่อพบผู้บุกรุก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอยจับตาดูผลงานของนักศึกษาปริญญาตรี ม.รังสิตเอาแล้วกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาลินีย์ ทับพิลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/10/15/x_it_h001_222034.php?news_id=222034&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6109497207972725411?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6109497207972725411/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6109497207972725411' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6109497207972725411'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6109497207972725411'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='โหด มัน ฮา ประสาสมองกล'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SQFuepOFByI/AAAAAAAAA8I/gYSluymUct4/s72-c/icheer3+copy.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6951811167009579469</id><published>2008-09-30T20:05:00.000-07:00</published><updated>2008-10-14T21:24:49.146-07:00</updated><title type='text'>"ไซเคิลซอล"คอนเซ็ปต์จักรยานแสงอาทิตย์</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SPVwiyfwgZI/AAAAAAAAA7g/CSDudj5u8w8/s1600-h/tec02300951p2.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SPVwiyfwgZI/AAAAAAAAA7g/CSDudj5u8w8/s320/tec02300951p2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5257231882997760402" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไซเคิล ซอล" เป็นจักรยานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งยังมีหลังคาคลุม เพื่อกันแดดกันฝนให้กับผู้ขับขี่ ผู้ออกแบบคือ นายมิโรสลาฟ มิลเยวิก ชาวอังกฤษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิลเยวิก กล่าวว่า "หลังคาจักรยานติดแผงโซลาร์เซลล์ ส่วนที่ล้อหลังติดมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ ขับขี่ได้ด้วยความเร็วไม่เกิน 15 ไมล์ต่อชั่วโมง ล้อมีแรงต้านน้อย เพื่อที่เวลาถีบขึ้นไปยังที่ชันจะได้ถีบขึ้นไปได้ง่าย ถ้าวันไหนอากาศดี เพียงแค่ตั้งจักรยานทิ้งไว้ข้างนอก พลังงานก็จะชาร์จเข้ามาที่มอเตอร์ไฟฟ้า ถ้าวันไหนมีเมฆครึ้ม ก็เสียบปลักแทนได้ ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไซเคิล ซอล" ยังเป็นเพียงคอนเซ็ปต์จักรยาน ไม่ได้ผลิตขึ้นมาจริง มิลเยวิกหวังว่า จะมีนายทุนสนใจเข้ามาร่วมผลิต "ไซเคิล ซอลก็คล้ายกับจักรยานไฟฟ้า เพียงแต่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ยังมีคุณภาพดีมาก แม้ท้องฟ้าจะมีเมฆมาก มีแสงเพียงนิดเดียว แต่ก็สามารถเก็บแสงไว้ได้ แฮนด์จักรยานยังอยู่ทางด้านข้าง เพื่อที่เวลานั่งพิงไปข้างหลังจะได้บังคับสะดวกๆ ทั้งยังทรงตัวง่าย บังคับทิศทางเลี้ยวซ้ายขวาได้ตามความพอใจ" – เดลี่เมล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod/&lt;br /&gt;Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNak13TURrMU1RPT0=&amp;sectionid=TURNeU5nPT0=&amp;day=TWpBd09DMHdPUzB6TUE9PQ==&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6951811167009579469?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6951811167009579469/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6951811167009579469' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6951811167009579469'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6951811167009579469'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post_1607.html' title='&quot;ไซเคิลซอล&quot;คอนเซ็ปต์จักรยานแสงอาทิตย์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SPVwiyfwgZI/AAAAAAAAA7g/CSDudj5u8w8/s72-c/tec02300951p2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7866195287438347235</id><published>2008-09-30T20:03:00.000-07:00</published><updated>2008-09-30T20:03:00.042-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>โปรแกรมฝึกอ่านอังกฤษออนไลน์ใครก็เรียนได้ไม่เสียสตางค์กวดวิชา</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SOGXPjffWtI/AAAAAAAAA7Q/aR6-cJqrNXc/s1600-h/cyb.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SOGXPjffWtI/AAAAAAAAA7Q/aR6-cJqrNXc/s320/cyb.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5251644933971860178" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ใครก็อยากเก่งภาษาอังกฤษกันทั้งนั้นระยะหลังผู้ปกครองที่มีฐานะเลยส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนอินเตอร์เนชั่นแนลกันตั้งแต่อนุบาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่มีเงินเรียนโรงเรียนอินเตอร์หรือกวดวิชาภาษาอังกฤษกับครูฝรั่ง ยังมีของฟรีให้เลือก อดใจรออีกนิด นักวิจัยจากจากศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้ฝึกฝนกัน ไม่เฉพาะแต่นักเรียน ผู้ใหญ่ก็เรียนได้ผ่านเว็บไซต์โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายภาสพันธ์จิโนทา นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ มจธ. เปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านนำทีมพัฒนาโดย ดร.พรนภิส ดาราสว่าง อาจารย์จากศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษน้อย สามารถเข้าใจเนื้อหาหรือความหมายของประโยคได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมวิจัยตั้งใจพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กลุ่มนักเรียนมัธยมขึ้นไปเข้ามาใช้ฝึกทักษะด้านการอ่านและการทำความเข้าใจเนื้อหาภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง โดยที่ผู้เรียนสามารถใช้บริการผ่านเว็บออนไลน์ที่ไหนก็ได้ โดยไม่เสียเงินหรือเวลาไปนั่งเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป ผู้ช่วยนักวิจัยกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเรียนฝึกทักษะการอ่านมีบทเรียนทั้งหมด6 บท ได้แก่ การฝึกอ่านจับใจความสำคัญของเรื่อง การอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อมูลเฉพาะ การเดาเนื้อหาก่อนอ่านเรื่อง การเดาความหมายคำศัพท์จากเนื้อหารอบข้าง การเข้าใจเนื้อหาจากสื่อรูปภาพ และการตีความเนื้อหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาในแต่ละบทจะมีแบบทดสอบก่อนเริ่มเรียนทั้งรูปแบบตัวเลือกตอบ และการตอบคำถามด้วยตัวเอง แบบทดสอบแต่ละบทจะมีจำนวนข้อทดสอบต่างกันตามความยากง่ายของเนื้อหาในบทเรียน เมื่อทดสอบเสร็จแล้วยังมีเกมมาให้ผู้เรียนเล่นเพื่อฝึกฝนทักษะพื้นฐานก่อนที่จะเริ่มสู่บทเรียนของจริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่างบทที่สอง ซึ่งเป็นการอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้อมูลเฉพาะ ระบบมีเกมจับผิดภาพ เพื่อทดสอบสายตาของผู้เรียน ในการมองรายละเอียดภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ ภายใต้เวลาที่กำหนด แบบทดสอบแต่ละข้อก็จะมีเวลากำหนดเช่นกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถฝึกทักษะการตัดสินใจที่ว่องไว โดยคำตอบนั้นถูกต้องด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ช่วยนักวิจัยกล่าวอีกว่าซอฟต์แวร์ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น แม้รูปแบบเมนูคำสั่งจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ทีมวิจัยพัฒนาให้คำสั่งหรือคำอธิบายเหล่านั้นสามารถพากย์เป็นภาษาไทยได้ เมื่อนำเม้าส์ไปคลิกเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงตัวเนื้อหาแต่ละบทได้มากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงพากย์ภาษาไทยจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาได้ว่าบทเรียนนี้มีเนื้อหาที่ต้องเรียนอย่างไรบ้างและผู้ที่เรียนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียน ก็จะช่วยให้ทำแบบทดสอบได้ดีขึ้นด้วย นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยระหว่าง เดือนตุลาคม 2550-ตุลาคม 2551 หลังจากทีมวิจัยพัฒนาระบบแล้วเสร็จ จะนำบทเรียนนี้ไปเผยแพร่ที่ www.thaicyberu.go.th เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านโลกออนไลน์ได้ด้วยตนเอง   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/09/30/x_it_h001_223118.php?news_id=223118&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7866195287438347235?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7866195287438347235/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7866195287438347235' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7866195287438347235'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7866195287438347235'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post_30.html' title='โปรแกรมฝึกอ่านอังกฤษออนไลน์ใครก็เรียนได้ไม่เสียสตางค์กวดวิชา'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SOGXPjffWtI/AAAAAAAAA7Q/aR6-cJqrNXc/s72-c/cyb.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7746287470804243035</id><published>2008-09-21T20:42:00.000-07:00</published><updated>2008-09-21T20:47:05.620-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>ฮีเลียมรั่ว "เซิร์น" ต้องปิดเครื่องเร่งอนุภาคซ่อม 2 เดือน</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcUg-ifA9I/AAAAAAAAA7I/p8id1dOF-GM/s1600-h/551000012058601.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcUg-ifA9I/AAAAAAAAA7I/p8id1dOF-GM/s320/551000012058601.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5248686447499609042" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลังทำให้ทั่วโลกตื่นเต้น กับการทดสอบปล่อยลำอนุภาค เข้าเครื่องเร่งขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ล่าสุด "เซิร์น" ได้ออกมาเปิดเผยความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับเครื่องทดลองอันทรงพลัง และอาจต้องหยุดดำเนินงานอย่างน้อย 2 เดือน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้เซิร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ได้เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ขององค์กรว่า ระหว่างการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ในส่วนสุดท้าย หรือบริเวณเซคเตอร์ที่ 34 (sector 34) ด้วยกระแสไฟฟ้าที่สูงถึง 5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ โดยไม่ได้ปล่อยอนุภาคเข้าไปนั้น ได้เกิดเหตุขึ้น ที่ส่งผลให้ฮีเลียมปริมาณมากรั่วเข้าสู่อุโมงค์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประเมินว่า อุบัติเหตุดังกล่าว น่าจะเกิดจากปัญหาในการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าระหว่างแม่เหล็ก 2 ตัว ซึ่งอาจละลายเมื่อกระแสสูง นำไปสู่ความผิดพลาดทางด้านกลไก แต่เซิร์นก็ย้ำว่า ได้ดำเนินการตามหลักความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อความมั่นใจว่า จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใดๆ ต่อประชาชน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;แต่จากการประเมินในเชิงลึก พบว่าจำเป็นต้องเพิ่มอุณหภูมิให้กับส่วนที่เสียหายเพื่อทำการเปลี่ยน และคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนหยุดการดำเนินงานของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไว้ก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานคำแถลงของเจมส์ กิลลีส์ (James Gillies) โฆษกของเซิร์น ว่าผู้เชี่ยวชาญได้เข้าไปในอุโมงค์ที่ขดเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร อยู่ภายใต้พรมแดนระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ซึ่งติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไว้ เป็นเวลาราว 36 ชั่วโมง เพื่อประเมินความเสียหาย หลังการดำเนินงานปล่อยอนุภาคครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"มันเร็วเกินไปที่จะกล่าวเจาะจงลงไปว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูคล้ายว่ามีความผิดพลาด ในการเชื่อมต่อทางไฟฟ้าระหว่างแม่เหล็ก 2 ตัว ซึ่งหยุดสภาวะการเป็นตัวนำยวดยิ่งและเกิดละลาย ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดของกลไก และทำให้ฮีเลียมรั่วออกมา" เอพีรายงานคำแถลงของกิลลีส์ โดยเขาระบุว่าส่วนที่เสียหายนั้นต้องได้การเพิ่มอุณหภูมิให้สูงกว่าศูนย์องศาสัมบูรณ์ จึงจะซ่อมแซมได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;กิลลีส์กล่าวว่า ความผิดภพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นได้บ่อย กับเครื่องเร่งอนุภาคทั่วไป แต่สำหรับกรณีนี้มีความซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีดำเนินการที่ระดับอุณหภูมิเข้าใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ ซึ่งเย็นยะเยือกยิ่งกว่าอวกาศห้วงลึก ทั้งนี้เพื่อให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"เมื่อเกิดเหตุลักษณะนี้กับเครื่องเร่งอนุภาคอื่นๆ ก็ใช้เวลาเพียง 2-3 วันในการซ่อมแซม แต่เพราะนี่คือเครื่องจักรตัวนำยวดยิ่ง คุณจึงต้องใช้เวลานานที่จะทำให้ลดและเพิ่มอุณหภูมิเครื่อง ซึ่งหมายความว่าเรากำลังจะหยุดการดำเนินงานเป็นเวลา 2 เดือน โดยต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์เพื่อเพิ่มอุณหภูมิ จากนั้นก็ซ่อม และลดอุณหภูมิอีกครั้ง" กิลลีส์แจง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคมูลค่านับล้านล้านบาท ซึ่งได้รับการออกแบบและก่อสร้างเป็นเวลามากกว่า 2 ทศวรรษนั้น คือเครื่องเร่งอนุภาคให้ชนกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเครื่องเร่งอนุภาคนี้จะปล่อยลำอนุภาคโปรตอนจากนิวเคลียสของโปรตอนให้วิ่งวนรอบอุโมงค์ด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง จากนั้นให้ลำอนุภาคโปรตอน 2 ลำที่วิ่งสวนทางกันชนกัน แล้วเผยอนุภาคเล็กที่สุดซึ่งก่อตัวขึ้นครั้งแรกหลังเกิด "บิกแบง" (big bang) ซึ่งตามทฤษฎีระบุว่าเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อให้เกิดดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์และทุกสิ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;การทดลองของเซิร์นด้วยการจับอนุภาคชนกันนั้น ยังหวังที่จะได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับสสารมืด ปฏิสสารและอาจจะรวมถึงมิติพิเศษซึ่งซ่อนอยู่ในกาลอวกาศ และยังอาจได้พบอนุภาคในทางทฤษฎีที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs boson) หรือบางครั้งเรียกว่า "อนุภาคพระเจ้า" เพราะเชื่อว่าเป็นอนุภาคที่ทำให้เกิดมวลแก่อนุภาคอื่นๆ แล้วกลายเป็นสสารที่สร้างเอกภพขึ้นมา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีแล้ว ยังมีเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเล็กซึ่งใช้งานกันมาหลายทศวรรษ เพื่อศึกษาการสร้างอะตอม ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโปรตอนและนิวตรอนเป็นองค์ประกอบที่เล็กสุดของนิวเคลียสอะตอม แต่การทดลองได้แสดงให้เห็นว่า โปรตอนและนิวตรอนนั้นประกอบขึ้นจากควาร์กและกลูออน และยังมีแรงกับอนุภาคอื่นๆ อยู่อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000111863&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7746287470804243035?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7746287470804243035/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7746287470804243035' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7746287470804243035'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7746287470804243035'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/2.html' title='ฮีเลียมรั่ว &quot;เซิร์น&quot; ต้องปิดเครื่องเร่งอนุภาคซ่อม 2 เดือน'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcUg-ifA9I/AAAAAAAAA7I/p8id1dOF-GM/s72-c/551000012058601.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-821935207657363928</id><published>2008-09-15T20:31:00.000-07:00</published><updated>2008-09-21T20:42:09.665-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>ยกมาโชว์ "รถยนต์ไฮโดรเจน" ฝีมือไทย เตรียมต่อยอดใช้จริง</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcTaJ_jkgI/AAAAAAAAA7A/UFQyRfHkouw/s1600-h/551000011725301.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcTaJ_jkgI/AAAAAAAAA7A/UFQyRfHkouw/s320/551000011725301.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5248685230803620354" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ยลโฉมรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันแรกของไทย ในงาน Thailand Research Expo 2008 นักวิจัยเผยเตรียมต่อยอดผลิตใช้จริงเชิงพาณิชย์ให้ทัน ก่อนต่างชาติส่งเข้ามาขายในไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แถมราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว พร้อมเดินหน้าวิจัยปั๊มไฮโดรเจนต้นแบบ ไว้รองรับ ใช้แสงอาทิตย์แยกน้ำให้ได้ไฮโดรเจน พลังงานที่ใช้สะอาด ไม่ก่อมลภาวะ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันแรกของประเทศไทยที่จัดแสดงอยู่ในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2551 (Thailand Research Expo 2008) ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษในภาวะวิกฤติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นาวาอากาศเอกเจษฎา คีรีรัฐนิคม หนึ่งในทีมงานผู้วิจัยและพัฒนารถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ภายใต้บริษัท คลีนฟูเอล เอนเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด อธิบายกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า รถยนต์ไฮโดรเจนคันดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์เชื้อเพลิงชนิดเมมเบรนแลกเปลี่ยนโปรตอน (PEMFC) โดยอาศัยไฮโดรเจนเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"เมื่อก๊าซไฮโดรเจนและอากาศ ผ่านเข้าไปในเซลล์เชื้อเพลิงที่ทำด้วยแกรไฟต์และมีทองคำขาวเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ไฮโดรเจนจะแตกตัวให้อิเล็กตรอนและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าส่งไปยังมอเตอร์เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ เมื่ออิเล็กตรอนไหลวนครบวงจรจะกลับมารวมกลับไฮโดรเจนประจุบวกและออกซิเจนที่อยู่ในอากาศ ก็จะกลายเป็นไอน้ำกลับคืนสู่บรรยากาศ จึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษ อีกทั้งยังไม่มีเสียงที่ดังของเครื่องยนต์เหมือนรถยนต์ทั่วไปด้วย" นาวาอากาศเอกเจษฎา อธิบายหลักการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เซลล์เชื้อเพลิงที่ติดตั้งในรถยนต์ต้นแบบนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 8-10 กิโลวัตต์ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับมอเตอร์รถยนต์ราว 5 กิโลวัตต์ ส่วนที่เหลือสามารถนำมาใช้กับเครื่องเสียงหรือเครื่องปรับอากาศภายในรถได้ และรถสามารถแล่นได้ด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับถังบรรจุก๊าซไฮโดรเจนสำหรับป้อนเข้าสู่เซลล์เชื้อเพลิง สามารถใช้ถังไฮโดรเจนได้ 2 รูปแบบ คือ แบบอัดความดันขนาด 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งจะมีขนาดถังใกล้เคียงกับถังก๊าซแอลพีจีหรือเอ็นจีวีที่ใช้ในรถยนต์ทั่วไป ส่วนถังไฮโดรเจนอีกรูปแบบหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า ภายในมีผงโลหะเมทัลไฮไดรด์บรรจุอยู่ และกักเก็บไฮโดรเจนโดยให้เข้าไปแทรกอยู่ในโลหะ จึงไม่ต้องใช้ความดันสูงมาก และใช้พื้นที่น้อยกว่าถังแบบแรกในการเก็บไฮโดรเจนที่มีปริมาณเท่ากัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ถังไฮโดรเจนที่ใช้กับรถต้นแบบเป็นอย่างหลัง บรรจุไฮโดรเจนได้ประมาณ 900 ลิตร วิ่งได้ระยะทาง 30-40 กิโลเมตร กินเวลาประมาณ 20 นาที ถ้าจะให้แล่นได้ไกลและนานกว่านั้นก็สามารถติดตั้งถังไฮโดรเจนเพิ่มได้อีก แต่เนื่องจากว่ารถต้นแบบมีน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม แต่หากเป็นรถยนต์นั่งทั่วไปจะมีน้ำหนักราว 800 กิโลกกรัม ดังนั้นจึงสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่า โดยหากจะแล่นให้ได้สัก 100 กิโลเมตร อาจต้องติดตั้งถังไฮโดรเจนขนาดเดียวกันประมาณ 10 ถัง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ส่วนในเรื่องความปลอดภัยนั้นนาวาอากาศเอกเจษฎาบอกว่า ก๊าซไฮโดรเจนติดไฟได้เหมือนเชื้อเพลิงทั่วไป แต่โมเลกุลของไฮโดรเจนมีขนาดเล็กและเบากว่าก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี ดังนั้นหากเกิดการรั่วซึม ก๊าซไฮโดรเจนก็จะลอยสู่อากาศได้รวดเร็วกว่า โอกาสที่จะเกิดอันตรายหรือเกิดระเบิดก็น้อยลง และหากเป็นถังไฮโดรเจนที่เก็บไฮโดรเจนโดยแทรกอยู่ในผงโลหะ ซึ่งใช้ความดันต่ำ โอกาสระเบิดจึงน้อยกว่าด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นาวาอากาศเอกเจษฎา บอกว่า จุดเด่นของรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนนี้คือขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ไม่เพิ่มมลพิษให้สิ่งแวดล้อม และที่สำคัญชิ้นส่วนอุปกรณ์ทุกอย่างก็สามารถผลิตได้ในประเทศไทย ขณะนี้ทางสภาวิจัยแห่งชาติจึงเร่งผลักดันรถยนต์ไฮโดรเจนให้สามารถผลิตใช้จริงเชิงพาณิชย์ได้ คาดว่าอีกประมาณ 5-10 ปี ก็จะเริ่มมีรถยนต์ไฮโดรเจนจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ดังนั้นเราจึงต้องเร่งพัฒนาของเราให้ทันต่างชาติ โดยอาจจะร่วมมือกับเอกชนรายอื่นให้รับหน้าที่ผลิตตัวถังรถ ส่วนเราก็จะผลิตและติดตั้งชุดอุปกรณ์เซลล์เชื้อเพลิง และหากมีรถยนต์ไฮโดรเจนเข้ามาจำหน่ายในไทยจริง ก็จะต้องมีปั๊มไฮโดรเจนเกิดขึ้นด้วย ซึ่งในปี 2552 ทางเราก็จะเริ่มศึกษาวิจัยปั๊มไฮโดรเจนต้นแบบด้วย โดยการแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จึงจะเรียกว่าเป็นพลังงานสะอาดและยั่งยืนอย่างแท้จริง" นาวาอากาศเอกเจษฎา แจงรายละเอียด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับโครงการวิจัยต่อยอดนี้ก็ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยสิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาในโครงการนี้หลักๆ คือ พัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ และคอมเพรสเซอร์สำหรับเพิ่มความดันให้ก๊าซไฮโดรเจนเพื่อการกักเก็บไว้ด้วยความดันสูง และหากประเทศไทยสามารถผลิตรถยนต์ไฮโดรเจนออกมาขายให้คนไทยได้ใช้จริงก็น่าจะสนนราคาคันละประมาณ 10 ล้าน หรือถูกลงมากว่านั้นราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่รถยนต์ไฮโดรเจนของต่างชาติตกราคาคันละไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000108734&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-821935207657363928?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/821935207657363928/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=821935207657363928' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/821935207657363928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/821935207657363928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post_15.html' title='ยกมาโชว์ &quot;รถยนต์ไฮโดรเจน&quot; ฝีมือไทย เตรียมต่อยอดใช้จริง'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SNcTaJ_jkgI/AAAAAAAAA7A/UFQyRfHkouw/s72-c/551000011725301.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6497512094739841586</id><published>2008-09-04T21:16:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:31:20.203-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>นักบินอวกาศนาซ่าลองเดินในพื้นที่คล้ายดวงจันทร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC2EhH84pI/AAAAAAAAA64/s4Cv5C9stIU/s1600-h/tec04040951p2.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC2EhH84pI/AAAAAAAAA64/s4Cv5C9stIU/s320/tec04040951p2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242390154986709650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นักบินอวกาศขององค์การนาซ่า พร้อมเจ้าหน้าที่เทคนิค เข้าไปฝึกการขับยานสำรวจ "ลูนาร์ทรัก" ที่บริเวณทะเลสาบโมเสส รัฐวอชิงตัน โดยยานนี้จะใช้เมื่อนาซ่าส่งนักบินอวกาศเดินทางไปยังดวงจันทร์อีกครั้งภายในศตวรรษนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทะเลสาบโมเสสมีลอนทรายหรือแซน ดูนที่มีแปลกออกไปจากที่อื่น โดยทรายมีความนุ่มละเอียดเพราะผสมกับขี้เถ้าภูเขาไฟ และคล้ายคลึงกับดินบนดวงจันทร์มาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายโรเบิร์ต แอมบรอส เจ้าหน้าที่ระ ดับสูงของนาซ่า กล่าวว่า "เชื่อไหมคุณ ทรายที่นี่คล้ายกับดินดวงจันทร์มาก ต่างกันแค่ที่นี่มีแรงโน้มถ่วง ขณะบนดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงเพียง 1 ใน 6 ของพื้นโลก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับรถสำรวจ "ลูนาร์ทรัก" ที่นักบินอวกาศกำลังหัดลองขับกันอยู่มี 12 ล้อ หนัก 4,500 ปอนด์ บรรทุกนักบินอวกาศพร้อมชุดนักบินที่แต่ละชุดหนักร้อยกว่ากิโลกรัมได้ 4 คน ความเร็วสูงสุดคือ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถเคลื่อนที่ได้ในทุกทิศทาง นักบินอวกาศจะขับยานเอง หรือสำนักงานนาซ่าบนโลกจะควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod/&lt;br /&gt;Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOREEwTURrMU1RPT0=&amp;sectionid=TURNeU5nPT0=&amp;day=TWpBd09DMHdPUzB3TkE9PQ==&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6497512094739841586?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6497512094739841586/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6497512094739841586' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6497512094739841586'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6497512094739841586'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post.html' title='นักบินอวกาศนาซ่าลองเดินในพื้นที่คล้ายดวงจันทร์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC2EhH84pI/AAAAAAAAA64/s4Cv5C9stIU/s72-c/tec04040951p2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-3856214068893898350</id><published>2008-09-03T21:18:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:20:05.186-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>กระจุกกาแลกซีชนกัน เผยให้เห็น "สสารมืด" กลางอวกาศ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzYhDKy7I/AAAAAAAAA6A/Hbbc3djeydM/s1600-h/551000011225501.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzYhDKy7I/AAAAAAAAA6A/Hbbc3djeydM/s320/551000011225501.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242387200029150130" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;การชนกันของกระจุกกาแลกซี ที่อยู่ไกลออกไป 5.7 พันล้านปีแสง เผยให้เห็น "สสารมืด" สสารที่เป็นองค์ประกอบเอกภพ 23% โดยกล้องฮับเบิล บันทึกหลักฐาน ไว้ได้ด้วยเทคนิค "เลนส์โน้มถ่วง"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบสสารมืด ซึ่งแยกตัวจากสสารปกติ ระหว่างการชนกันขนาดใหญ่ ของกระจุกกาแลกซี (Galaxy Cluster) 2 กลุ่มที่อยู่ไกลออกไป 5.7 พันล้านปีแสง ซึ่งบีบีนิวส์ระบุว่า ทีมวิจัยได้รายงานเรื่องดังกล่าว ลงวารสารแอสโทรฟิสิคัล (Astrophysical)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทีมวิจัย อาศัยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอ็กซ์จันทรา (Chandra X-ray telescope) ศึกษาวัตถุในอวกาศ ที่ชื่อ เอ็มเอซีเอสเจ 0025.4-1222 (MACSJ0025.4-1222) ซึ่งก่อตัวขึ้น หลังจากการชน ที่ให้พลังงานมหาศาล ของกาแลกซีคลัสเตอร์ขนากใหญ่ 2 กลุ่ม โดยกระจุกกาแลกซีแต่ละกลุ่มนั้น มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์นับพันล้านล้านเท่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;บีบีซีนิวส์ระบุด้วยว่า ทีมวิจัยเลือกใช้เทคนิค "เลนส์ความโน้มถ่วง" (gravitational lensing) เพื่อร่างแผนที่ของสสารมืด ด้วยกล้องฮับเบิล ซึ่งหากผู้สังเกตการณ์ มองไปที่กาแลกซี ซึ่งอยู่ไกลออกไป และมีสสารมืดอยู่ขั้นกลาง แสงที่ออกมาจากกาแลกซีนั้น จะบิดเบี้ยวไป ดูคล้ายเรากำลังมองผ่านเลนส์ขนาดเล็กๆ จำนวนมาก และเลนส์เหล่านั้น ก็คือชิ้นส่วนของสสารมืด และนักดาราศาสตร์ก็ใช้กล้องจันทรา เพื่อร่างแผนที่สสารทั่วไป ในกระจุกกาแลกซีที่รวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของก๊าซร้อน และส่องสว่างในย่านรังสีเอ็กซ์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ขณะที่กระจุกกาแลกซี ก่อให้เกิดวัตถุอวกาศ เอ็มเอซีเอสเจ0025 ด้วยการชนที่ความเร็วหลายล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ก๊าซร้อนของกลุ่มกาแลกซีทั้งสอง ก็ชนกันและลดความเร็วลง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี สสารมืดยังคงเคลื่อนที่ผ่านกันไป ในการชนดังกล่าว ซึ่งความจริงที่ว่าสสารมืดจะไม่ช้าลงเมื่อชนกันนี้ สนับสนุนแนวคิดที่ว่า อนุภาคของสสารมืดจะทำอันตรกริยาต่อกันด้วยแรงที่น้อยมากหรือไม่กระทำต่อกันเลย ทั้งนี้เมื่อตัดอันตรกริยาอันเนื่องจากแรงโน้มถ่วงออกไปแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เคยพบปรากฏารณ์ลักษณะนี้มาก่อนแล้ว ในโครงสร้างอวกาศที่เรียกว่า "กระจุกกระสุนปืน" หรือ "บุลเลตคลัสเตอร์" (Bullet Cluster) ซึ่งก่อตัว หลังจากการชนกันของกระจุกกาแลกซีขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม โดยบุลเลตคลัสเตอร์ดังกล่าว อยู่ห่างจากโลก 3.4 พันล้านปีแสง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;การค้นพบสสารมืดล่าสุด ริชาร์ด แมสซีย์ (Richard Massey) จากหอดูดาวเอดินบะระ (Royal Observatory Edinburgh) สก็อตแลนด์ ผู้ร่วมศึกษาสสารมืดนี้ด้วย ให้ความเห็นกับบีบีซีนิวส์ว่า ช่วยคลายความกังวลเรื่องบุลเลตคลัสเตอร์ คือกรณีที่แปลกประหลาดลงไปได้ และการศึกษาครั้งนี้ยังเผยให้เห็นคุณสมบัติของสสารมืดด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"สสารมืดประกอบขึ้นเป็นเอกภพ มากกว่าสสารทั่วไปถึง 5 เท่า การศึกษาครั้งนี้ยืนยันว่า เรากำลังเข้าไปข้องเกี่ยวกับสสาร ที่มีความแตกต่างอย่างมาก ต่างไปจากสสารที่ประกอบเป็นเราขึ้นมา และเราก็ยังศึกษาการชนอันทรงพลังของกระจุกกาแลกซี 2 กลุ่มได้" มารุซา บราดาค (Marusa Bradac) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานตาบาร์บารา (University of California at Santa Barbara: UCSB) ให้ข้อมูล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จากการสังเกตทางดาราศาสตร์ชี้ว่า สสารมืดประกอบขึ้นเป็นเอกภพ 23% ส่วนสสารทั่วไป อาทิ กาแลกซี ก๊าซ ดวงดาว และดาเคราะห์นั้นประกอบขึ้นในเอกภพเพียง 4% ส่วนที่เหลืออีก 73% ของเอกภพสร้างขึ้นจากปริมาณลึกลับ "พลังงานมืด" (dark energy) ซึ่งส่งผลให้เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ตามแบบจำลองทางทฤษฎีหนึ่งนั้น สสารมืดอาจประกอบขึ้นจากอนุภาคที่แปลกประหลาด "วิมป์ส" (WIMPS) หรืออนุภาคมีมวลที่ทำอันตรกริยาอย่างอ่อน (Weakly Interacting Massive Particles) ขณะที่ทฤษฎีอื่นเชื่อว่า สสารมืดประกอบด้วยสสารที่เห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มากกว่าที่จะเป็นสสารอื่นซึ่งยากจะเข้าใจ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับการทดลองทางฟิสิกส์อันทรงพลังของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้ หลังการเดินเครื่องในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน แมสซีย์กล่าวว่า ทีมวิจัยของเขา ได้พบสิ่งที่อาจเป็นคำตอบว่า สสารมืดประกอบขึ้นจากอะไร จากการชนกันของกระจุกกาแลกซีนี้ โดยในทางอุดมคติแล้ว เขาต้องการหลักฐานมากกว่านี้ เพื่อศึกษาได้ในเชิงสถิติ แต่กล้องฮับเบิลก็ไม่สามารถทำงานได้เพียงไม่นานหลังจากที่ทีมวิจัยบันทึกภาพ เอ็มเอซีเอสเจ0025 ดังนั้น ทีมทีมวิจัยจึงยังไม่สามารถศึกษาภาพอื่นอีกได้ ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะศึกษาต่อหลังภารกิจซ่อมแซมกล้องฮับเบิลในเดือน ต.ค.นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000104027&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-3856214068893898350?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/3856214068893898350/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=3856214068893898350' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3856214068893898350'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3856214068893898350'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post_03.html' title='กระจุกกาแลกซีชนกัน เผยให้เห็น &quot;สสารมืด&quot; กลางอวกาศ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzYhDKy7I/AAAAAAAAA6A/Hbbc3djeydM/s72-c/551000011225501.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6548194576434556632</id><published>2008-09-01T21:25:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:28:07.383-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='activities'/><title type='text'>สวทช.เปิดเวทีประกวดทำสื่อวิทย์ "วัสดุรักษ์โลก"</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1SI0637I/AAAAAAAAA6o/ld3RKWylHTY/s1600-h/551000011036003.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1SI0637I/AAAAAAAAA6o/ld3RKWylHTY/s320/551000011036003.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242389289470975922" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สวทช. เปิดเวทีประกวดทำสื่อวิทยาศาสตร์ "วัสดุรักษ์โลก" มอบทุนผลิตแก่ทีมนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 20 โครงการ ฝ่ายจัดงานระบุ วัสดุแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด หากผู้ผลิตรู้จักสร้างสรรค์วัสดุและผู้ใช้รู้จักเลือก ด้านตัวแทนเยาวชนระบุเลือกทำสื่อเกี่ยวกับ "ไคติน-ไคโตซาน" เพราะเชื่อว่า วัสดุที่ได้จากธรรมชาติจะไม่ทำร้ายธรรมชาติ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัวโครงการ Science Communication Award ปีที่ 3 กรอบสาระการสื่อสารวิทยาศาสตร์ "วัสดุรักษ์โลก" (Material for a Better World) เมื่อค่ำวันที่ 28 ส.ค.51 ณ ห้องสมุดวัสดุเพื่อการออกแบบ ศูนย์สร้างสรรงานออกแบบ (TCDC) และมอบทุนงวดที่ 1 แก่นักศึกษาที่ส่งผลงานเข้าร่วมและผ่านการคัดเลือก เพื่ออุดหนุนการพัฒนาและผลิตชิ้นงานสื่อเพื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในรูปแบบของมัลติมีเดีย อะนิเมชันและภาพยนตร์สั้น โดยผลงานนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 20 โครงการ และแต่ละโครงการได้ทุนอุดหนุน 10,000 บาท&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ทางโครงการได้เปิดรับข้อเสนอโครงการของนักศึกษาตั้งแต่เดือน ก.ค.51 และประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนักศึกษาที่าผนการคัดเลือกได้ส่งเค้าโครงสาระทางวิทยาศาสตร์ที่จะนำเสนอในชิ้นงานไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จากนั้นจะมีการมอบทุนสนับสนุนงวดที่ 2 อีก 10,000 บาท หลังนักศึกษาส่งตัวอย่างชิ้นงานที่พัฒนา (Demo) พร้อมรายงานผลการดำเนินงานในวันที่ 26 ก.ย. และจะตัดสินการประกวดในวันที่ 25 พ.ย. ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับรางวัล 30,000 บาท และคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานดีเด่นสูงสุด 1 รางวัลจากผู้ชนะเลิศทุกประเภท เพื่อไปดูงานที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นางมนธิดา สีตะธนี หัวหน้าโครงการ Science Communication Award สวทช. กล่าวกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ภายในงานเปิดตัวโครงการถึงเหตุผลในการเลือกหัวข้อ "วัสดุรักษ์โลก" เป็นกรอบสาระการประกวดครั้งนี้ว่า ช่วงนี้มีกระแสในเรื่องการช่วยโลกและคนพูดถึงกันมาก แต่ก็พูดถึงแค่ถุงพลาสติกและการปิดไฟ จริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เยอะ หากรู้จักเลือกใช้วัสดุ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"วัสดุอยู่ในทุกอย่าง ถ้ารู้จักเลือกใช้วัสดุ จะช่วยสิ่งแวดล้อมได้เร็วมาก มากกว่าแค่ถุงพลาสติก โดยคำนึงถึงตั้งแต่กระบวนการผลิต วัตถุดิบ ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคคำนึงถึงวัสดุตั้งแต่ก่อนใช้ หลังใช้ วัสดุจะเป็นตัวช่วยได้เยอะมาก เพราะมีอยู่รอบตัวเรา" นางมนธิดากล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;และคิดว่าสื่อจะมีอิทธิพลหากมีเยอะๆ และอย่างน้อยภายในโครงการนี้ นักศึกษาต้องพูดคุยกับเพื่อหรืออาจารย์ นักศึกษาทั้ง 20 กลุ่มได้เริ่มตระหนัก และกลุ่มเหล่านี้ก็จะสื่อในกลุ่มเยาวชนตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยลงไประดับมัธยมได้ตรงประเด็น" นางมนธิดากล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;หัวหน้าโครงการประกวดสื่อวิทยาศาสตร์ยังกล่าวอีกว่า หากผลงานในจำนวน 20 โครงการนี้สามารถสื่อถึงการใช้วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ดี ทาง สวทช.ก็จะนำไปเผยแพร่ต่อ พร้อมให้เหตุผลที่ไม่มีการประกวดสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ เนื่องจากยากต่อการนำไปเผยแพร่ต่อ ในขณะที่สื่ออะนิเมชัน มัลติมีเดีย และภาพยนตรสั้นนั้นสามารถเผยแพร่ได้ง่ายกว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน นายณัฐพล แป้งนุช นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศน์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้ากลุ่มนักศึกษาของทั้ง 20 โครงการที่เข้าร่วมการประกวด เผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า กลุ่มของเขาซึ่งมีสมาชิกประมาณ 8-10 คนนั้น มีแนวคิดที่จะนำเสนอเรื่อง "ไคติน-ไคโตซาน" โดยเขามองว่าวัสดุที่มาจากธรรมชาติย่อมไม่ทำร้ายธรรมชาติ และก็มีใช้กับผลิตภัณฑ์ประจำวันทั่วๆ ไป อาทิ เครื่องสำอาง ยาสระผม เป็นต้น ทั้งนี้คาดหวังว่าอย่างน้อยๆ การทำสื่อของเขาจะทำให้คนดูได้รู้จักไคติน-ไคโตซาน มากขึ้น แล้วหันมาใช้กันมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับโครงการประกวดสื่อวิทยาศาสตร์ศาสตร์ "วัสดุรักษ์โลก" นี้ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ซึ่งให้การสนับสนุนนำนักศึกษาไปศึกษาดูงานที่เยอรมนี และได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจาก ห้องสมุดเพื่อการออกแบบ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด และเนชั่น กรุ๊ป โดยนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกโครงการได้เข้าไปศึกษาดูงานในหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเหล่านี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;การประกวดสื่อวิทยาศาสตร์ระดับนักศึกษานี้จึดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยปี 2549 ซึ่งจัดประกวดขึ้นเป็นครั้งแรกนั้นมีกรอบสาระวิทยาศาสตร์คือ "บัคกี้บอล" (Bucky Ball) โดยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม "เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์" (Science Film Festival) และมีการจัดโครงการต่อเนื่อง โดยปีถัดมามีกรอบสาระวิทยาศาสตร์คือ "ไบโอนิค" (Bionik) ทั้งนี้ผลงานในโครงการจะได้รับการเผยแพร่ผ่านเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ด้วย โดยปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 พ.ย.51.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000102257&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6548194576434556632?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6548194576434556632/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6548194576434556632' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6548194576434556632'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6548194576434556632'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/09/blog-post_01.html' title='สวทช.เปิดเวทีประกวดทำสื่อวิทย์ &quot;วัสดุรักษ์โลก&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1SI0637I/AAAAAAAAA6o/ld3RKWylHTY/s72-c/551000011036003.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-9165020452081814014</id><published>2008-08-28T21:28:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:29:14.730-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='activities'/><title type='text'>สวทช. อิมพอร์ตเกมโชว์วิทย์จากเกาหลี "ฟองน้ำอัจฉริยะ ฉลาดสุดสุด"</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1i12RiBI/AAAAAAAAA6w/qHOxatGJxr0/s1600-h/551000010933005.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1i12RiBI/AAAAAAAAA6w/qHOxatGJxr0/s320/551000010933005.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242389576434157586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ชวนแฟนๆ รายการฉลาดสุดสุด และแฟนๆ ซีรีส์เกาหลี มาเจอกันกับ "ซพันจ์ - ฟองน้ำอัจฉริยะ ฉลาดสุดสุด" เกมส์โชว์แนววิทยาศาสตร์ รายการใหม่ล่าสุดที่นำเข้าจากแดนกิมจิ เริ่มตอนแรก 28 ส.ค.นี้ ทุกค่ำวันพฤหัสฯ ช่อง 9 ด้าน ผอ.สวทช. เผยจุดเด่นของรายการ คือชักชวนให้สงสัย และกระตุ้นความอยากรู้ของผู้ชม ให้เข้าใจวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ อย่างมีเหตุผล&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดตัวรายการใหม่ "ซพันจ์" (Sponge) ฟองน้ำอัจฉริยะ ฉลาดสุดสุด โดยมีนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.51 และมีสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากมายรวมทั้งผู้จัดการวิทยาศาสตร์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตร ผอ.สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้สนับสนุน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีผ่านหลายกิจกรรม และการทำงานร่วมกับหน่วยงานและโรงเรียนต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนสนใจวิทยาศาสตร์ และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในด้านนี้ ซึ่งสื่อโทรทัศน์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการเผยแพร่ข่าวสารหรือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้งยังเป็นสื่อที่เยาวชนและประชาชนจำนวนมากเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งหลายรายการที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย เช่น บียอนด์ ทูมอร์โรว์ ฉลาดล้ำโลก (Beyond Tomorrow), เมกา เคลเวอร์ ฉลาดสุดสุด (Mega clever)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับรายการ "ซพันจ์" ฟองน้ำอัจฉริยะ ฉลาดสุดสุด เป็นรายการเกมส์โชว์ยอดฮิต จากเกาหลีใต้ ในรูปแบบสารคดีเชิงวิทยาศาสตร์ ที่กระตุ้นผู้เข้าแข่งขัน และผู้ชมให้อยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ได้อย่างน่าตื่นเต้น โดยเตรียมนำมาออกอากาศต่อจากรายการ เมกา เคลเวอร์ ฉลาดสุดสุด ทางโมเดิร์น ไนท์ ทีวี ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 น. เริ่มตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 28 ส.ค.นี้ รวมทั้งหมดมี 42 ตอน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"รูปแบบรายการฟองน้ำอัจฉริยะ มีลักษณะเป็นเกมวิทยาศาสตร์ คล้ายๆ กับรายการ เมกา เคลเวอร์ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ใช้กลยุทธสร้างความสงสัย เพื่อชักชวนให้ค้นหาคำตอบ และรายการลักษณะนี้จะชักจูงให้คนหันมาสนใจดูรายการประเภทนี้กันมากขึ้น และสนใจที่จะทำความเข้าใจกับธรรมชาติ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงมากกว่าความฉาบฉวยภายนอก ส่วนชื่อรายการ ฟองน้ำอัจฉริยะ สื่อถึงการเปรียบเทียบตัวเราให้เหมือนกับฟองน้ำ ที่พร้อมจะดึงดูดความรู้เข้าสู่ตัวเองอยู่เสมอ และนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์และถ่ายทอดให้ผู้อื่นต่อไป" รศ.ดร.ศักรินทร์ กล่าว ขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ผอ.สวทช. บอกอีกว่า สิ่งที่น่าสนใจของรายการฟองน้ำอัจฉริยะนี้ อีกประการหนึ่งคือ เป็นรายการแรก ที่นำมาจากประเทศในเอเชีย คือประเทศเกาหลี และความเป็นเกาหลี ก็น่าจะเป็นสิ่งดึงดูดผู้ชมด้วยส่วนหนึ่ง แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว เนื้อหาสาระในรายการ จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชม ได้เช่นเดียวกับรายการอื่นก่อนหน้านี้ ซึ่งได้รับความนิยมสูงอย่างน่าพอใจ และก็หวังว่าในอนาคตจะมีรายการลักษณะนี้ที่ผลิตโดยคนไทยเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี ยังเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัว ได้ใช้เวลาชมรายการโทรทัศน์ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น พ่อ แม่ ลูก สามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากการชมรายการนี้ ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ประชาชนสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากนี้ สวทช. ยังมีโครงการผลิตรายการ เคลเวอร์ แคมป์ (Clever Camp) ซึ่งเป็นรายการเรียลลิตี เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของประเทศไทย โดยให้เยาวชนผู้เข้าแข่งขัน เข้ามาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ที่เป็นภาระกิจของแข่งขันร่วมกันในบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ในช่วงปิดเทอมเดือน ต.ค. และเตรียมนำออกอากาศทางโมเดิร์น ไนท์ ทีวี ในเดือน พ.ย.51&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000101285&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-9165020452081814014?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/9165020452081814014/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=9165020452081814014' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/9165020452081814014'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/9165020452081814014'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/08/blog-post_28.html' title='สวทช. อิมพอร์ตเกมโชว์วิทย์จากเกาหลี &quot;ฟองน้ำอัจฉริยะ ฉลาดสุดสุด&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC1i12RiBI/AAAAAAAAA6w/qHOxatGJxr0/s72-c/551000010933005.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-1877278688916294438</id><published>2008-08-27T21:21:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:23:59.929-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>หุ่นยนต์เลียนแบบสัตว์</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0RJ_TMGI/AAAAAAAAA6Q/rDzMNlFOENc/s1600-h/tec06270851p1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0RJ_TMGI/AAAAAAAAA6Q/rDzMNlFOENc/s320/tec06270851p1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242388173091450978" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หมุนก่อนโลก&lt;br /&gt;วิศวกรนำสัตว์หลายชนิดมาศึกษา เพื่อนำข้อดีมาใช้ในการประดิษฐ์หุ่นยนต์ อย่าง ดร.แอนเน็ต โฮซอย จากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที สหรัฐอเมริกา ที่ศึกษากล้ามเนื้อและเมือกเหนียวๆ คล้ายกับมายองเนสของหอยทาก ทำให้มันเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นซ้าย ขวา ไต่ขึ้นไปบนกำแพง ไต่ลงมา หรือไต่อยู่ที่เพดาน และยังไต่ได้เกือบทุกพื้นผิว เช่น ต้นไม้ กำแพง กระจก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.โฮซอย กล่าวว่า "เรากำลังประดิษฐ์หุ่นยนต์โรโบสเนลเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศทาง เหมือนกับหอยทาก โดยอาจปรับมาเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ในการผ่าตัด เพื่อเคลื่อนที่เข้าไปในจุดที่เข้าไปยากมากๆ หรือใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน ที่สำคัญของการประ ดิษฐ์หุ่นยนต์คือ เราต้องไม่เลียนแบบสัตว์มาทั้งดุ้น แต่เราต้องมีความเข้าใจในลักษณะพิเศษของสัตว์ ที่ทำให้มันสามารถทำอย่างที่มันทำได้" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากการศึกษาหอยทากของ ดร.โฮซอยแล้ว ยังมีการศึกษาหุ่นยนต์ตุ๊กแกของ ดร.โรเบิร์ต ฟูล จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ โดย ดร.ฟูลศึกษาไบโอเมคานิกที่ทำให้สัตว์เคลื่อนไหวได้ เช่น ดูว่าสัตว์ประเภทใดวิ่งดีที่สุด คลานดีที่สุด ปีนดีที่สุด จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่า ลักษณะทางชีวภาพใดที่ทำให้มันทำเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.ฟูล นำสัตว์ต่างๆ มาเดินบนเครื่องเดินสายพานเล็กๆ เพื่อดูการเดิน รวมทั้งสังเกตเมื่อพวกมันตกลงมาในแนวดิ่งแล้วมันจะทำอย่างไร หรือดึงขาแมลงสาบออกแล้วดูว่า พวกมันพยายามเคลื่อนไหวอีกได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหุ่นยนต์ตุ๊กแกนั้น ดร.ฟูล ศึกษาจิ้งจกและตุ๊กแกว่า ทำไมตีนของพวกมันเกาะอยู่บนวัสดุพื้นผิวเรียบได้ ทั้งยังเคลื่อนที่ได้เร็วมาก คือ 1 เมตรต่อ 1 วินาที จนพบว่า ตุ๊กแกเคลื่อนไหวในแนวดิ่งได้อย่างสบายๆ ก็เพราะมีขนเล็กๆ นับล้านเส้นอยู่ที่อุ้งเท้า และขนแต่ละเส้นมีตุ่มเล็กๆ อยู่จำนวนมาก โดยตุ่มนี้ทำให้ตีนตุ๊กแกยึดติดกับพื้นผิว และหลุดออกจากพื้นผิว อย่างเวลาก้าวเท้าเดิน ซึ่งวิทยาการของดร.ฟูล อาจนำไปใช้พัฒนาหุ่นยนต์ค้นหาและช่วยชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod&lt;br /&gt;Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOakkzTURnMU1RPT0=&amp;sectionid=TURNeU5nPT0=&amp;day=TWpBd09DMHdPQzB5Tnc9PQ==&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‎&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-1877278688916294438?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/1877278688916294438/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=1877278688916294438' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1877278688916294438'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1877278688916294438'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/08/blog-post_27.html' title='หุ่นยนต์เลียนแบบสัตว์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0RJ_TMGI/AAAAAAAAA6Q/rDzMNlFOENc/s72-c/tec06270851p1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7731063529995977823</id><published>2008-08-26T21:20:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:21:16.989-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>จรวดทำลายตัวเอง หลังนำส่งดาวเทียมนาซาไม่สำเร็จ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzp9IOZpI/AAAAAAAAA6I/zpgOqHTQk-k/s1600-h/551000010881301.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzp9IOZpI/AAAAAAAAA6I/zpgOqHTQk-k/s320/551000010881301.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242387499624326802" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;จรวดขนดาวเทียมทดลองให้ "นาซา" ไปไม่รอด เข้าระบบทำลายตัวเอง หลังจากทะยานเบี่ยงทิศทาง ผิดเป้าหมาย เศษซากระเบิดตกลงมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้ชายฝั่งเวอร์จิเนีย &lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;จรวดนำส่งดาวเทียม ในระดับวงโคจรย่อย ATK-ALV X-1 ของอัลลิอันต์ เทคซิสเต็มส์ อินส์ หรือ เอทีเค (Alliant Techsystems Inc. : ATK) ซึ่งนำส่ง 2 ดาวเทียมไฮเพอร์โซนิก ให้แก่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซา) ถูกทำลาย หลังโคจรออกนอกทิศทาง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ตามรายงานผ่านเว็บไซต์ของนาซา ระบุว่า เหตุเกิดที่ฐานปล่อยจรวดวอลลอปส์ ของนาซา (NASA's Wallops Flight Facility) ที่มลรัฐเวอร์จิเนีย เมื่อเวลา 05.10 น. ของวันที่ 22 ส.ค.51 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับเวลา 15.10 น. ในวันเดียวกัน ตามเวลาประเทศไทย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เมื่อจรวด ATK-ALV X-1 ทะยานตัวออกไปได้ เพียงแค่ 27 วินาทีเท่านั้น ก็เกิดการระเบิด ที่ระดับความสูง ประมาณ 3,000-3,600 เมตร&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;เคนต์ โรมิเกอร์ (Kent Romiger) อดีตนักบินอวกาศสหรัฐฯ ซึ่งรั้งตำแหน่งรองประธาน ฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศ ของเอทีเค เปิดเผยผ่านสเปซด็อตคอมว่า จรวด (ซึ่งเป็นรุ่นทดลอง) ถูกโปรแกรมไว้ว่า หากทะยานเบี่ยงไปจากทิศทางที่กำหนดไว้ จะสั่งไปสัญญาณไปยัง ระบบทำลายตัวเอง ซึ่งเป็นการป้องกัน เพื่อความปลอดภัย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ นาซาคาดการณ์ว่า เศษซากระเบิดส่วนใหญ่ ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ก็ยังมีรายงานเห็นเศษจรวด ตกลงสู่ภาคพื้นดินด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี แม้เศษจรวดจะไม่ตกใส่ผู้คน แต่เศษที่ตกลงบนพื้น หรือท้องทะเลก็อาจเป็นอันตรายได้ โดยทางนาซาแนะนำไม่ให้ประชาชนจับเศษดังกล่าว และโทรแจ้งศูนย์ฉุกเฉิน หากพบเห็น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ นาซาจ่ายให้แก่เอทีเค 17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้าง "ไฮโบลต์" ดาวเทียมไฮเพอร์โซนิกเพื่อการวิจัย (Hypersonic Boundary Layer Transition : HYBOLT) และ "โซเร็กซ์" (Sub-Orbital Aerodynamic Re-entry Experiment : SOAREX) และจัดเตรียมการนำส่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ที่สำคัญ นาซาได้แสดงความผิดหวัง ที่เกิดความล้มเหลวในการนำส่งดาวเทียมครั้งนี้ และได้ตั้งทีมสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด ไปพร้อมๆ กับเอทีเค ซึ่งเป็นเจ้าของจรวด.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000100786&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7731063529995977823?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7731063529995977823/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7731063529995977823' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7731063529995977823'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7731063529995977823'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='จรวดทำลายตัวเอง หลังนำส่งดาวเทียมนาซาไม่สำเร็จ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMCzp9IOZpI/AAAAAAAAA6I/zpgOqHTQk-k/s72-c/551000010881301.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7124385497416779949</id><published>2008-08-17T21:24:00.000-07:00</published><updated>2008-09-04T21:25:26.421-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>"ต้นไม้ตดได้ไหม?" คำถามจาก "อาฟาง" สู่ไอเดียแยกคาร์บอนจาก CO2</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0oaBGZcI/AAAAAAAAA6Y/uqU9XyeeZ0w/s1600-h/551000010454803.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0oaBGZcI/AAAAAAAAA6Y/uqU9XyeeZ0w/s320/551000010454803.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5242388572530959810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน ม.ปลายคิดบรรเจิดใช้สารนาโนแยกคาร์บอนจาก CO2 ชนะเลิศเขียนเรียงความ "ใช้นาโนลดโลกร้อน" พร้อมเสนอจินตนาการอื่นอีกเพียบ ทั้งให้ออกซิเจนเป็นอาหารต้นไม้ เสนอผลิตเสื้อนาโนที่ยืด-หดตามอุณหภูมิ ไม่เปื้อนง่าย ให้สวมใส่สบาย ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยๆ ลดปริมาณการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสนอให้ผลิตภัณฑ์นาโนย่อยสลายเองได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ต้นไม้ตดได้หรือเปล่า?" ณัฐวดี บุญโนนแต้ หรือ "อาฟาง" นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช เปิดประโยคสนทนาแรกกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ หลังได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเขียนเรียงความหัวข้อ "นาโนเทคโนโลยีกับการแก้ปัญหาโลกร้อน" ผ่านเว็บไซต์ "ไทยนาโน" (Thai-Nano.com ) ของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งมีพิธีมอบรางวัลภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2551 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 16 ส.ค.51&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อาฟางเผยแนวคิดในเรียงความว่า ตั้งคำถามเล่นๆ กับเพื่อนว่า "ต้นไม้ตดได้ไหม" และเผยว่าได้ เพราะอากาศเสียจากต้นไม้คือคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต้นไม้ปล่อยออกมาในบางช่วงนั่นเอง จึงคิดต่อว่าจะจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไรดี และอยากการได้อ่านแนวคิดรวบยอดจากคำนำหนังสือนาโนเทคโนโลยี ที่นำเสนอความคิดของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย สหรัฐฯ และสวิส ก็ได้แนวคิดว่าน่าจะเอาสารที่มีความเล็กระดับอะตอม ไปแยกคาร์บอนออกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี เธอไม่คิดว่าทุกอย่างที่เล็กลงแล้วจะดีเสมอ ดังนั้นการจะนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ต้องเกิดประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัดและใช้ได้จริง ส่วนแนวคิดของเธอนั้นเธอเองมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นอกจากนี้อาฟางยังมีแนวคิดด้วยว่า เสื้อนาโนที่มีคุณสมบัติกันน้ำ-กันเปื้อนในปัจจุบันนั้น น่าจะพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่หดได้เมื่ออยู่ที่มีอากาศเย็นเพื่อกระชับร่างกายให้อบอุ่น และเมื่อออกกลางแจ้งหรืออยู่ในที่อากาศร้อนก็ขยายตัวเพื่อให้ผู้สวมใส่สบาย หากมีเสื้อผ้าแบบนี้ก็จะทำให้โรงงานไม่ต้องผลิตเสื้อผ้าออกมาก เพราะเราสามารถใส่เสื้อผ้าตัวเดียวได้ทุกโอกาส ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงงงานสู่ชั้นบรรยากาศได้ ส่วนออกซิเจนที่เหลือจากการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ก็เอาไปเป็นอาหารให้ต้นไม้ เกิดประโยชน์ ไม่สูญเปล่า และยังมีอีกคิดคือพัฒนาผลิตภัณฑ์นาโนที่สามารถย่อยสลายเองได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"หนูเป็นคนชอบคิด มีความคิดบ้าๆ บอๆ" อาฟางเผยเหตุผลในการส่งประกวดเรียงความ และบอกกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ด้วยว่า แนวคิดในการเขียนเรียงความครั้งนี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการดูสารคดีเกี่ยวกับการย่อขนาด ตั้งแต่จักรวาล ลงมาสู่ดวงดาว โลก จนไปถึงอะตอมและสิ้นสุดที่ควาร์ก สารคดีดังกล่าวทำให้รู้ว่า "สิ่งที่เล็กที่สุดเป็นพื้นฐานของสิ่งที่ยิ่งใหญ่"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับผู้ได้รับรางวัลประกวดเรียงความคนอื่นๆ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ม.ต้น ม.ปลาย และอุดมศึกษา ได้แก่&lt;br /&gt;       ระดับ ม.ต้น&lt;br /&gt;       รางวัลชนะเลิศ - ด.ช.สุวิทย์ พรมเสน&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - ด.ญ.กิตติกานต์ ปานอยู่&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - ด.ช.วัชรภัทร ด่านคงรักษ์&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - ด.ญ.สายวรุณ ผิวนวล&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - ด.ช.กิตติพงศ์ ทีภูเวียง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ระดับ ม.ปลาย&lt;br /&gt;       รางวัลชนะเลิศ - น.ส.ณัฐวดี บุญโนนแต้&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - น.ส.กมลกร บินรัมย์&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - นายสุทธิพันธ์ อารมย์แก้ว&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - นายสุทธิ สีพิกา&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - นายอภิสิทธิ์ แซงภูเขียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ระดับอุดมศึกษา&lt;br /&gt;       รางวัลชนะเลิศ - น.ส.อัจฉราภรณ์ แข็งแรง&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 - น.ส.นัฐวี ธระวรรณ์&lt;br /&gt;       รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 - นายเกรียงไกร ฮ่องเฮงเส็ง&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - น.ส.อภิชญา จินาติ&lt;br /&gt;       รางวัลชมเชย - น.ส.พรประภา ม่วงประเสริฐ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดได้สมัครผ่านเว็บไซต์ไทยนาโนในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. โดยไม่ต้องกรอกประวัติชื่อสถาบัน ดังนั้นทางคณะกรรมการจึงไม่มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับชื่อโรงเรียนของเยาวชนแต่ละคน สำหรับผู้เป็นประธานในการมอบรางวัลครั้งนี้คือ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000096806&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7124385497416779949?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7124385497416779949/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7124385497416779949' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7124385497416779949'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7124385497416779949'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/08/co2.html' title='&quot;ต้นไม้ตดได้ไหม?&quot; คำถามจาก &quot;อาฟาง&quot; สู่ไอเดียแยกคาร์บอนจาก CO2'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_g9uAk4U5Apc/SMC0oaBGZcI/AAAAAAAAA6Y/uqU9XyeeZ0w/s72-c/551000010454803.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-877176330928232666</id><published>2008-07-22T21:58:00.000-07:00</published><updated>2008-07-22T21:58:00.939-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>จุฬาฯประยุกต์ใช้นาโนเทคสร้างชุดตรวจฉี่หนูรู้ผลเร็ว</title><content type='html'>ศูนย์นาโนเทคจับมือจุฬาฯประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจิ๋วทำชุดตรวจโรคฉี่หนู ทดแทนชุดตรวจนำเข้าที่ราคาแพง ทั้งยังออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือพิเศษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นพ.ดร.อมรพันธุ์เสรีมาศพันธุ์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยโรคฉี่หนูที่รวดเร็วและแม่นยำในผู้ป่วยติดเชื้อระยะแรกของโรคทำได้ยาก เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ตรวจมีราคาแพง ยังไม่แพร่หลายหรือครอบคลุมอาการของโรค ทีมวิจัยจึงพัฒนาชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูในปัสสาวะขึ้นมาใช้งานเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูในปัสสาวะที่พัฒนาขึ้นทำมาจากอนุภาคทองคำระดับนาโนเมตร สำหรับตรวจหาโปรตีนที่จำเพาะต่อแบคทีเรียซึ่งเป็นตัวการของโรคฉี่หนู นอกจากนี้การออกแบบชุดตรวจดังกล่าว ยังเน้นให้ใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือเครื่องมือพิเศษใดๆ อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตต่อชุดถูกกว่าชุดตรวจที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะทีมวิจัยนำทองคำมาสังเคราะห์ให้มีขนาดเล็กระดับนาโน จึงใช้วัตถุดิบในปริมาณน้อยนิดเท่านั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคฉี่หนูถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มโรคของมนุษย์ที่ได้รับเชื้อโรคมาจากสัตว์โดยเชื้อจะออกมากับปัสสาวะสัตว์ แล้วปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เข้าสู่ร่างกายโดยการไชเข้าทางผิวหนัง อาจทำให้ผู้ได้รับเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตหากรักษาไม่ทันหรือถูกต้องตามวิธี ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและจะสามารถช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อนี้ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ชุดตรวจหาเชื้อโรคฉี่หนูเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.และผู้ประกอบการในภาคเอกชน หากภาคอุตสาหกรรมจะนำไปพัฒนาและผลิตเชิงพาณิชย์ จะเกิดประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากชุดตรวจต้นแบบที่สามารถพัฒนาได้มีความไวต่อการบ่งชี้โรคพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/22/x_it_h001_212339.php?news_id=212339&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-877176330928232666?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/877176330928232666/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=877176330928232666' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/877176330928232666'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/877176330928232666'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_22.html' title='จุฬาฯประยุกต์ใช้นาโนเทคสร้างชุดตรวจฉี่หนูรู้ผลเร็ว'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-5874750092105468027</id><published>2008-07-21T20:59:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T21:01:41.052-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>เทคโนประดิษฐ์-หุ่นยนต์พ่อครัวทำอาหารจัดโต๊ะได้หมด</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQJqxj2ZsI/AAAAAAAAA5o/qoquRHWJ9D0/s1600-h/chef.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQJqxj2ZsI/AAAAAAAAA5o/qoquRHWJ9D0/s320/chef.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5225312098119476930" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เบื่อตื่นเช้ามาทำกับข้าวให้ลูกไปโรงเรียน หรือเปล่า ลองนี่สิ หุ่นยนต์พ่อครัวที่สามารถทอดไข่ดาว ทำแซนด์วิชได้ เผลอๆ อาจทำอาหารเย็นไว้รอ ไม่ต้องไปกินข้าวนอกบ้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ่นยนต์ตัวใหม่พัฒนาโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งมิวนิค สามารถจดจำจาน ช้อน ทัพพี กระทะ ตะหลิว หม้อ ถ้วยชามรามไห ได้จากป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดบนภาชนะในห้องครัว ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อแยกประเภทอุปกรณ์ทำครัวให้หุ่นยนต์รู้จักเครื่องมือเครื่องไม้สำหรับนำมาใช้งานได้ง่ายขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิเชล บีตซ์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า ป้ายอิเล็กทรอนิกส์รับส่งข้อมูลไร้สาย หรือที่เรียกกันว่าอาร์เอฟไอดี ช่วยให้ระบบจดจำของหุ่นยนต์จำสิ่งของแต่ละประเภทได้ดีกว่าจักษุกล ซึ่งเป็นระบบประมวลผลด้วยภาพที่ค่อนข้างซับซ้อน และต้องออกแบบระบบใหญ่โตวุ่นวาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากปรับมาใช้ป้ายอิเล็กทรอนิกส์แทนระบบจักษุกลแบบเดิมที่หุ่นยนต์รุ่นก่อนใช้ ผลปรากฏว่าหุ่นยนต์พ่อครัวรู้จักสิ่งของในครัวได้ทุกอย่าง และยังทำภารกิจพื้นๆ ได้โดยสังเกตการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ เช่น จัดโต๊ะอาหาร ซึ่งง่ายมาก แค่จำให้ได้ว่าถ้วย หรือจานใบไหนหายไปจากตู้ และมาปรากฏอยู่บนโต๊ะ หรืองานเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะ ก็คล้ายกัน คือดูว่าจาน ช้อน ส้อม ถ้วย อันไหนหายไปจากโต๊ะแล้วไปอยู่ในอ่างล้างจาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมวิจัยกำลังหาทางเชื่อมต่อโปรแกรมเพื่อให้หุ่นยนต์รับคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ในรูปแบบเดียวกับการค้นหาด้วยรูปภาพ ยกตัวอย่าง หุ่นยนต์สามารถค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ประเภทสอนให้ทำนั่นทำนี่ แล้วเปลี่ยนภาษาธรรมชาติให้เป็นคำสั่งที่หุ่นยนต์รู้จักโดยแปลงด้วยภาษาซอฟต์แวร์ชื่อ เวิลด์เน็ต (WorldNet) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น หุ่นยนต์จะนำคำสั่งมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น ถือจาน 4 ใบมาวางบนโต๊ะ แทนที่จะเดินถือจานเที่ยวละใบ 4 เที่ยว หรือตอนที่หุ่นยนต์ออนไลน์หาข้อมูลอยู่ มันยังถ่ายทอดความรู้ที่มันเรียนได้ด้วย นักวิจัยวางแผนติดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถแลกเปลี่ยนกิจกรรมบางอย่าง สูตรทำอาหาร และเคล็ดลับการดูแลบ้าน กับหุ่นยนต์ตัวอื่น แต่สิ่งยากที่สุดคือทำให้หุ่นยนต์ตัวแรกมีระบบความรู้เหล่านี้เสียก่อน แล้วถึงค่อยใส่โปรแกรมให้มันถ่ายทอดความรู้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การออกแบบหุ่นยนต์ลักษณะนี้ไม่ใช่แค่นำเซ็นเซอร์ไปติดไว้ตามตัวเท่านั้น แต่ต้องฝังเซ็นเซอร์เข้ากับระบบเรียนรู้สภาพแวดล้อมการทำงานด้วย มันเหมือนช่วยให้หุ่นยนต์มีตามากขึ้น มีเซ็นเซอร์มากขึ้น และทำกิจกรรมที่ชาญฉลาดขึ้นในสภาพแวดล้อมต่างกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บีตซ์ และเพื่อร่วมทีมบอกว่า พวกเขาเลือกใช้ซอฟต์แวร์ระบบเปิดที่ชื่อว่า เพลเยอร์ (Player) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์มาตรฐานสำหรับควบคุมหุ่นยนต์ และเซ็นเซอร์ และยังบอกด้วยว่าจะพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์พ่อครัวให้ทำอาหารได้ในเร็ววัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/21/x_it_h001_211636.php?news_id=211636&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-5874750092105468027?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/5874750092105468027/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=5874750092105468027' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5874750092105468027'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/5874750092105468027'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_7244.html' title='เทคโนประดิษฐ์-หุ่นยนต์พ่อครัวทำอาหารจัดโต๊ะได้หมด'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQJqxj2ZsI/AAAAAAAAA5o/qoquRHWJ9D0/s72-c/chef.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7959092523809687366</id><published>2008-07-21T20:57:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T21:01:36.660-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>นศ.ตากอวดฝีมือหุ่นยนต์กู้ระเบิดยกจยย.ได้สบาย</title><content type='html'>มทร.ล้านนาตาก ทดสอบหุ่นยนต์กู้ระเบิด เคลื่อนที่ด้วยล้อตีนตะขาบเข้าถึงทุกซอกมุม แถมลากและยกจักรยานยนต์ได้สบาย &lt;br /&gt;นักศึกษาชั้นปีที่1 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก (มทร.ล้านนา ตาก) พัฒนาต่อยอดผลงานหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดของของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยติดตั้งขาหน้าและหลังเพิ่มจากล้อตีนตะขาบ ให้เป็นฐานรากในการยกของหนัก และสามารถทำลายวัตถุต้องสงสัยด้วยกระสุนปืนแรงดันน้ำ&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;นักศึกษาเจ้าของผลงานคือ นายจักรพันธ์ ชูศักดิ์ นายวัชระ สะหาชาติ นายสถาพร ยอดปานันท์ และ น.ส.จุฑารัตน์ โยชุ่ม คาดหวังว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวจะช่วยลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตของตำรวจและทหาร ที่ปฏิบัติงานตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เก็บกู้ ทำลายวัตถุอันตราย ระเบิดและสิ่งของต้องสงสัยในพื้นที่ได้ตามความคาดหมาย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากที่สุด&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;น.ส.จุฑารัตน์กล่าวว่าโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ข้างต้น ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีลักษณะคล้ายรถแบ็กโฮ ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบตีนตะขาบที่ทำด้วยแผ่นเหล็กอะลูมิเนียมกันความร้อนและโซ่ยนต์ รวมถึงแขนกลที่ติดตั้งอยู่ส่วนบนของตัวหุ่น ซึ่งถูกยึดด้วยปืนแรงดันสูง และกล้องโทรทัศน์วงจรปิด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ่นยนต์นี้ควบคุมด้วยรีโมทไร้สายในระยะไกลเกือบ2 กิโลเมตร มีความสามารถค่อนข้างจะอเนกประสงค์ สามารถปีนขึ้นบันได หรือทางเท้า เดินผ่านกองดิน กองทราย และน้ำท่วมขังระดับความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร ทั้งยังชักลากรถเก๋งที่ใส่เกียร์ว่าง จักรยานยนต์ที่ล้ม หรือแม้แต่ซากศพออกมาจากสถานที่เกิดเหตุ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หุ่นยังมีมือกลที่จับสิ่งของได้หลายรูปทรงแต่ขนาดความกว้างต้องไม่เกิน 12 นิ้ว แม้แต่ลูกมะพร้าวก็ยังจับต้องได้ และยังสามารถแบกรับน้ำหนัก หรือยกสิ่งของได้มากถึง 80 กิโลกรัม&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ส่วนกระสุนปืนที่ใช้ยิงทำลายวัตถุต้องสงสัยได้รับการสนับสนุนจากโรงงานวัตถุระเบิดของกรมสรรพวุธทหาร สามารถยิงเจาะเหล็กหนา 2 นิ้ว ประโยชน์ใช้งานคล้ายกับหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราคาประมาณ 15 ล้านบาท ขณะที่หุ่นยนต์ต้นแบบมีต้นทุน 1.5 แสนบาทต่อตัว ขณะนี้พร้อมแล้วที่จะส่งไปใช้เจ้าหน้าที่ฝึกใช้งาน และลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/21/x_it_h001_211732.php?news_id=211732&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7959092523809687366?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7959092523809687366/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7959092523809687366' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7959092523809687366'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7959092523809687366'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_9464.html' title='นศ.ตากอวดฝีมือหุ่นยนต์กู้ระเบิดยกจยย.ได้สบาย'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-9132496404459857889</id><published>2008-07-21T20:56:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T21:01:05.982-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>เอไอทีชี้บ่อน้ำมันไม่พลาดอาศัยซูเปอร์คอมพ์ช่วยคำนวณก่อนเจาะ</title><content type='html'>การค้นหาแหล่งน้ำมัน นอกจากจะเป็นเรื่องยากและใช้ทุนมหาศาลแล้วการขุดเจาะและนำน้ำมันขึ้นมาใช้ ยิ่งยากและซับซ้อนกว่า ทีมวิจัยเอไอทีศึกษาเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ ช่วยค้นหาแหล่งน้ำมันจากแรงสั่นสะเทือนที่สะท้อนกลับ ระบุตำแหน่งแม่นยำก่อนลงเข็มเจาะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พรามฮุย เจา หัวหน้าโครงการวิจัยศึกษาเทคโนโลยีและการจัดการแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซโพ้นทะเล สาขาวิชาวิศวกรรมวิศวกรรมโยธา สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) ร่วมกับบริษัท Schlumberger ซึ่งดำเนินธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน ศึกษาเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการค้นหาบ่อน้ำมัน โดยเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำมันใต้ทะเลลึก ซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการขุดสำรวจจำเป็นต้องสร้างแบบจำลองของแหล่งน้ำมันเพื่อให้ทราบขนาดของหลุมเจาะ ความดันและศักยภาพในการเก็บน้ำมัน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทน้ำมัน สามารถทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างมาก ดร.วรทัศน์ขจิตวิชยานุกูล คณะเทคโนโลยีชั้นสูง เอไอที หนึ่งในทีมงาน กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ผ่านมาเอไอทีส่งนักศึกษาไปเรียนรู้เทคโนโลยีและการจัดการแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ประเทศเยอรมนีและออสเตรเลีย เพื่อเรียนรู้การใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน และการใช้งานร่วมกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ กระทั่งปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่พอสมควร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันการสร้างแบบจำลองเพื่อการสำรวจหาทรัพยากรด้านพลังงาน ประเทศไทยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอย่างที่ผ่านมา โดยเอไอทีร่วมกับศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ นำการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงผ่านเครือข่ายระบบกริด ช่วยให้การสร้างแบบจำลองหลุมขุดเจาะน้ำมันทำได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสร้างแบบจำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นักวิจัยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในการด้านต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การวิจัยด้านอุตุนิยมวิทยา การออกแบบยา รวมถึงการออกแบบแอนิเมชั่นสามมิติ และการวิเคราะห์ทางการเงินของธนาคาร ที่จำเป็นต้องอาศัยกำลังการประมวลผลมหาศาล ดร.ภุชงค์อุทโยภาศ ผู้อำนวยการศูนย์ไทยกริดแห่งชาติ กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระบบกริดเป็นการใช้พลังของหน่วยประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเชื่อมต่อกัน ทำให้ศักยภาพในการคำนวณทำได้รวดเร็ว โดยศูนย์ไทยกริดแห่งชาติพร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายดังกล่าวมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/21/x_it_h001_211633.php?news_id=211633&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-9132496404459857889?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/9132496404459857889/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=9132496404459857889' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/9132496404459857889'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/9132496404459857889'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_4214.html' title='เอไอทีชี้บ่อน้ำมันไม่พลาดอาศัยซูเปอร์คอมพ์ช่วยคำนวณก่อนเจาะ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8114476605460494739</id><published>2008-07-21T20:51:00.000-07:00</published><updated>2008-07-21T20:58:52.884-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ไอทีโซน-ซอฟต์แวร์ผู้ช่วยเกษตรกรวิเคราะห์รู้ทันทีต้องเติมปุ๋ยอะไร</title><content type='html'>ราคาปุ๋ยที่ขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้ต้นทุนค่าเพาะปลูกของเกษตรกรปรับขึ้นตาม ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้บริโภคมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม กระทรวงเกษตรฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยวิเคราะห์ดินและปุ๋ย ทดสอบเบื้องต้นค่าปุ๋ยลดลง 500 บาทต่อไร่ ส่งให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศนำไปใช้งาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ดินไทย-ธาตุอาหารพืชและซอฟต์แวร์จัดการดิน-ปุ๋ยผลงานการพัฒนาร่วมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าปุ๋ยที่ปรับราคาเพิ่มบ่อยครั้ง ซอฟต์แวร์ทั้งสองจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร ทราบถึงสภาพความสมบูรณ์ของแปลงดิน และปริมาณปุ๋ยที่ต้องใช้ จึงลดการสิ้นเปลืองปุ๋ยส่วนเกินไปได้ส่วนหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การพัฒนาโปรแกรมทั้งสองใช้เวลาเพียง3 เดือนเท่านั้น โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลดินเดิม ที่กรมพัฒนาที่ดินได้สำรวจและแบ่งดินทั่วประเทศออกเป็นชุดดินต่างๆ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับคำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ย" ฉลองเทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอฟต์แวร์ดินไทยฯรองรับการสืบค้นข้อมูลดิน ได้ตามขอบเขตการปกครองและตำแหน่งที่ตั้งแปลง ซึ่งเนื้อหาละเอียดถึงระดับหมู่บ้านรวมถึงชื่อวัดในหมู่บ้าน จากนั้นแสดงแผนที่ในรูปของสีที่แตกต่างกัน โดยแต่ละสีหมายถึงชุดดินหมายเลขต่างๆ รวมถึงรายละเอียดอื่นอย่างธาตุอาหาร คุณสมบัติทางเคมีของดินในพื้นที่นั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังแนะนำสูตรปุ๋ยและระยะเวลาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับชุดดินต่างๆ โดยคำนึงถึงประเภทของพืชที่ปลูกบนชุดดินนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพาราและปาล์มน้ำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนซอฟต์แวร์จัดการดินและปุ๋ยจะวิเคราะห์ดินของเกษตรกรเป็นรายแปลง จากการป้อนข้อมูลค่าวิเคราะห์ดินจากแปลงเพาะปลูก ทำให้ได้ข้อมูลเฉพาะของดินที่ละเอียดกว่าซอฟต์แวร์ดินไทยฯ ช่วยให้วิเคราะห์สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับความต้องการของดินในพื้นที่การเกษตรนั้นๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการติดตามผลในแปลงทดลองที่เกษตรกรบริหารจัดการใช้ปุ๋ยตามโปรแกรมแนะนำพบว่า สามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ประมาณ 500 บาทต่อไร่ โดยที่ผลผลิตเท่าเดิม ฉลองกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้แจกจ่ายซอฟต์แวร์ทั้งสอง ไปยังหน่วยงานในสังกัดระดับภูมิภาคแล้ว พร้อมทั้งจัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์ คาดว่าในปีงบประมาณ 2552 เกษตรกรทั่วประเทศจะสามารถใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ทั้งคู่ หรือสนใจติดต่อขอรับซอฟต์แวร์ดังกล่าว ได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/21/x_it_h001_211634.php?news_id=211634&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8114476605460494739?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8114476605460494739/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8114476605460494739' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8114476605460494739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8114476605460494739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_21.html' title='ไอทีโซน-ซอฟต์แวร์ผู้ช่วยเกษตรกรวิเคราะห์รู้ทันทีต้องเติมปุ๋ยอะไร'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-7449485923989083703</id><published>2008-07-20T21:12:00.001-07:00</published><updated>2008-07-20T21:12:52.753-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>กระหึ่มแดนมังกรเด็กไทยคว้า 2แชมป์โลก “RoboCup”</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQMqcECdCI/AAAAAAAAA5w/bAp9z8bOq5Y/s1600-h/untitled.bmp"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQMqcECdCI/AAAAAAAAA5w/bAp9z8bOq5Y/s320/untitled.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5225315390883787810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 ที่เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ 2008 (RoboCup 2008) ประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย ในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากทีมPlasma RX จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายกมล จึงเสถียรทรัพย์ (อิ๊ก) นายชนินท์ จันมา (เล่ย) นายยุทธนา สุทธสุภา (อั๋น) นายปณัสม์ วิบุลพลประเสริฐ (นัท) และนางสาวนวรัตน์ เติมธนาสมบัติ (แหวน) ตะลุยเอาชนะคู่แข่งคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 ทุกรอบ จนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 4 ทีมสุดท้าย Plasma Rx จากประเทศไทย ยังโชว์ฟอร์มเยี่ยมเช่นเคย เอาชนะทีม Resko &amp; Resquake ซึ่งเป็นทีมผสมระหว่างอิหร่านและเยอรมนี ทีม MRL จากประเทศอิหร่าน และทีม NuTech-R จากประเทศญี่ปุ่น โดยทีมจากประเทศไทยเก็บคะแนนและทิ้งห่างคู่แข่งและคว้าแชมป์โลกได้ 3 สมัยซ้อน หลังทีม Independent จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครองแชมป์โลกติดต่อกันมา 2 ปีซ้อน ส่วนอันดับสอง คือ ทีม MRL จากประเทศอิหร่าน และอันดับสามคือ ทีมผสมระหว่างประเทศเยอรมนีและอิหร่าน &lt;br /&gt;นอกจากนี้ทีมPlasma RX ยังได้รับรางวัล Best in Class in Mobility หรือรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม เป็นรางวัลพิเศษที่ผู้จัดมอบให้กับหุ่นยนต์กู้ภัยที่มีสมรรถนะสูงในการเคลื่อนที่บนพื้นผิวขรุขระ และเป็นครั้งแรกที่ทีมไทยได้รางวัลนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางสาวนวรัตน์ เติมธนาสมบัติ หรือน้องแหวน ซึ่งเป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวในทีม ในฐานะหัวหน้าทีม เปิดเผยถึงชัยชนะในครั้งนี้ว่า “ภูมิใจที่ทำสำเร็จตามที่ต้องการ ตอนแรกค่อนข้างกดดันมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นแชมป์ถึง 2 สมัยซ้อน และเป็นปีแรกของ Plasma Rx ที่เข้าร่วมการแข่งขัน จึงมีเวลาเตรียมตัวน้อย และทุกคนต่างก็คาดหวังเพราะไทยเป็นแชมป์มา 2 ปีซ้อน ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมที่ได้ร่วมกันพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงสุด เช่น โปรแกรมการสร้างแผนที่จำลอง และการสร้างหุ่น Autonomous ในอนาคตอยากให้มีการนำหุ่นยนต์กู้ภัยไปใช้ได้จริง และหวังว่าการแข่งขันครั้งนี้จะกระตุ้นให้เด็กไทยได้พัฒนาความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ และก็อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยกันสนับสนุนเด็กไทย สำหรับรางวัลที่ได้มาทีม Plasma RX ตั้งใจว่าจะนำทูลเหล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผศ.ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย กล่าวว่า การแข่งขันรอบชิงขนะเลิศวันนี้แสดงถึงศักยภาพของไทยว่า เราคือแชมป์ตัวจริง แชมป์สองสมัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงว่าไทยมีความสามารถแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการประกาศศักดาให้นานาชาติให้ยอมรับมากขึ้น จากแต่เดิมที่เวลาเราไปพูดคุยกับใครมักจะไม่ได้รับการตอบสนอง แต่วันนี้หลายประเทศชื่นชมและมาขอเรียนรู้จากเรามากมาย รวมถึงสื่อมวลชนในสาธารณรัฐประชาชนจีนก็มาเผยแพร่ข่าว ที่สำคัญสื่อมวลชนจากเมืองกราซ ประเทศออสเตรีย ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ 2009 ได้มาบันทึกภาพและข้อมูลทีมไทยด้วยความสนใจเพื่อนำไปเผยแพร่ด้วย อย่างไรก็ตามสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย และเครือซิเมนต์ไทยที่สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยทั้งระดับประเทศไทยและนานาชาติมีความภูมิใจในศักยภาพเด็กไทยอย่างมาก เพราะไม่เฉพาะประโยชน์ที่เด็กไทยและวงวิชาการที่จะได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถไปยังรุ่นต่อรุ่นแล้ว แต่ยังผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศที่สามารถนำศักยภาพความรู้ความสามารถของเด็กไทยไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศได้อย่างดียิ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางมัทนา เหลืองนาคทองดี ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เครือซิเมนต์ไทย (SCG) ผู้สนับสนุนการแข่งขัน Thailand Rescue Robot Championship และส่งเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Robocup 2008 กล่าวว่า SCG ยินดีและชื่นชมในความสามารถของเด็กไทยอย่างยิ่ง ความสำเร็จในครั้งนี้ ทำให้ต่างชาติทึ่ง และยอมรับในความสามารถของเยาวชนไทยมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จากความสำเร็จของเยาวชนไทยที่ผ่านมาและในครั้งนี้ ทำให้ SCG ตั้งใจที่จะจัดเวทีแข่งขัน Thailand Rescue Robot ให้เป็นระดับนานาชาติ โดยจะเชิญประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการแข่งขัน RoboCup Rescue 2008 มาร่วมแข่งขันในประเทศไทย และขณะนี้หลายประเทศได้ตอบรับร่วมการแข่งขัน คาดว่าการแข่งขันดังกล่าว ซึ่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม นี้ จะเน้นแนวคิด Show &amp; Share เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้และและเปลี่ยนประสบการณ์จากนานาประเทศ” นางมัทนา กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลขนาดเล็กซึ่งทีมเด็กไทยลงแข่งรวมทั้งหมด 3 ทีม คือ ทีมPlasma-Z จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมScuba จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมไข่นุ้ย จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสองทีมแรกสามารถฝ่าฟันคู่แข่งเข้าสู่รอบก่อนชิงชนะเลิศได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยในรอบก่อนชิงชนะเลิศ ทีมเด็กไทยต้องแข่งขันกันเอง และทีม Plasma-Z เอาชนะทีมสกูบ้าไปได้ด้วยคะแนน 10ต่อ 0 เข้าไปชิงกับทีม CMU จากอเมริกาซึ่งเอาชนะทีม ZJU จากประเทศจีน โดยทีมสกูบ้าต้องลงแข่งขันกับทีมจากจีน ผลปรากฎว่าทีมสกูบ้าชนะได้ครองที่ 3 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คู่ชิงชนะเลิศระหว่างไทยกับอเมริกาต่างฝ่ายต่างทำคะแนนสู่สี โดยทีมไทยนำไปก่อนในครึ่งแรก 1 ต่อ 0 ส่วนในครึ่งหลัง อเมริกาตีตื้นขึ้นมาเป็น 1 ต่อ 1 และยิงประตูนำไปเป็น 2 ต่อ 1 ก่อนที่ทีมเด็กไทยจะยิงประตูทำคะแนนไปได้อีก 3 ประตูซ้อน หมดเวลาทำให้ทีม Plasma – Z จากประเทศไทยชนะไปทีม CMU ไปด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายธีระพล วัฒนเวคิน (เอ) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีม Plasma-z กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สามารถทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และก็เห็นว่าเด็กไทยหากเรามีความมุ่งมั่นและพยายามก็สามารถขึ้นมาสู่ระดับโลกได้ ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพราะพวกเราสามมัคคีกันและต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำงานเป็นทีม สำหรับทีมอเมริกาถือเป็นคู่แข่งเก่าเพราะเมื่อปีที่แล้วเราแพ้ได้รองชนะเลิศและถือว่าเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งมาก ปีนี้เราพยายามปรับปรุงและพัฒนาหุ่นของเราและเราก็ทำให้เห็นแล้วว่าเด็กไทยทำได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้านผศ.ดร. มานพ วงศ์สายสุวรรณ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาทั้งทีมหุ่นยนต์กู้ภัยและหุ่นยนต์เตะฟุตบอล กล่าวว่า รุ้สึกดีใจมากที่เด็กไทยทั้งสองทีมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ตอนแรกยอมรับว่ากดดันมาก เพราะทีม Plasma RX ต้องแบกรับภาระในฐานะแชมป์เก่าของหุ่นยนต์กู้ภัย ส่วนทีม Plasma-Z ปีที่แล้วก็ได้ตำแหน่งรองปีนี้เราก็หวังว่าจะได้แชมป์ ตอนนี้เราก็ทำให้นานาประเทศได้รับรู้แล้วว่า เยาวชนไทยมีความเก่ง ความสามารถไม่แพ้ชาติอื่น ๆ และก็หวังว่าความาสำเร็จครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยอื่นๆ ได้เห็นถึงศักยภาพว่า เราไม่ด้อยไปกว่าต่างชาติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.dailynews.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=170809&amp;NewsType=1&amp;Template=1&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-7449485923989083703?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/7449485923989083703/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=7449485923989083703' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7449485923989083703'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/7449485923989083703'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/2-robocup.html' title='กระหึ่มแดนมังกรเด็กไทยคว้า 2แชมป์โลก “RoboCup”'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQMqcECdCI/AAAAAAAAA5w/bAp9z8bOq5Y/s72-c/untitled.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6536583730107662706</id><published>2008-07-19T20:47:00.000-07:00</published><updated>2008-07-20T20:51:08.220-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>"ส้วมอวกาศ" ภารกิจท้าทายสำหรับยานใหม่ของนาซา</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQHklnrVFI/AAAAAAAAA5g/R75ZfuvxJvs/s1600-h/551000009165101.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQHklnrVFI/AAAAAAAAA5g/R75ZfuvxJvs/s320/551000009165101.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5225309792811832402" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตัวแทนผู้รับเหมาก่อสร้าง "ส้วมอวกาศ" ประกาศรับปัสสาวะจากคนงานในศูนย์อวกาศ เพื่อพัฒนาระบบส้วมสำหรับ "โอไรออน" ยานใหม่ของนาซา  โดยต้องการมากถึงวันละ 30 ลิตร ด้านเจ้าหน้าที่นาซาระบุ การสร้างระบบทำความสะอาดส้วม ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ความท้าทายสำหรับการสร้างยานโอไรออน (Orion) ยานอวกาศลำใหม่ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่จะมาแทนกระสวยอวกาศแบบเดิม ซึ่งกำลังจะถูกปลดระวางนั้น คือการสร้างส้วมสำหรับนักบินอวกาศภายในยานลำใหม่ ตามรายงานของเอพีที่อ้างบันทึกภายในที่โพสต์ผ่านเว็บไซต์นาซาวอตช์ (Nasawatch.com)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้แฮมิลตัน ซันด์สแตรนด์ (Hamilton Sundstrand) ผู้รับเหมาโครงการอวกาศของนาซากำลังหาปัสสาวะจากคนงานภายในศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนายานโอไรออนที่จะนำนักบินอวกาศขึ้นไปยังดวงจันทร์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;มีความต้องการปัสสาวะ เพื่อใช้ทดลองสำหรับการออกแบบห้องส้วมในยานอวกาศมากถึงวันละ 30 ลิตร ซึ่งเป็นความต้องการทุกวันไม่เว้นหยุด โดยผู้ออกแบบยานโอไรออน ที่ต้องจอดในอวกาศนานถึง 6 เดือนระหว่างปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์ จำเป็นต้องหาวิธีที่จะกำจัดน้ำปัสสาวะที่เก็บสะสมไว้ในส้วม&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ปัสสาวะเป็นสิ่งที่สกปรกมาก เพราะประกอบไปด้วยของแข็ง ซึ่งจะอุดตันช่องระบาย ดังนั้นการทำให้ระบบกำจัดของเสียสะอาดนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง" เอพีรายงานคำพูดของจอห์น ลิวอิส (John Lewis) หัวหน้าระบบสนับสนุนการดำรงชีพในยานโอไรออนของนาซา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ลิวอิสยังกล่าวด้วยว่านาซามีประเพณียึดถือมายาวนานแล้วในการนำตัวอย่างจากคนงานของนาซาเองเพื่อช่วยในการออกแบบห้องส้วมอวกาศที่ดีเพราะเราไม่สามารถผลิต "ฉี่ปลอม" ขึ้นมาได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทางด้านลีโอ มาโกว์สกี (Leo MaKowski) โฆษกบริษัทวินด์ซอร์ ลอคส์ คอนน์ (Windsor Locks, Conn.) ซึ่งเป็นบริษัทฐานในการผลิตส้วมสำหรับงานโอไรออน กล่าวว่าบริษัทต้องใช้ปัสสาวะปริมาณมาก โดยประมาณว่าวันหนึ่งต้องได้ตัวอย่างจากผู้บริจาคมากถึง 30 คนเพื่อศึกษาเรื่องความเป็นกรด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084722&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6536583730107662706?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6536583730107662706/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6536583730107662706' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6536583730107662706'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6536583730107662706'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_19.html' title='&quot;ส้วมอวกาศ&quot; ภารกิจท้าทายสำหรับยานใหม่ของนาซา'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SIQHklnrVFI/AAAAAAAAA5g/R75ZfuvxJvs/s72-c/551000009165101.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-3595632637634992543</id><published>2008-07-14T00:18:00.001-07:00</published><updated>2008-07-14T00:18:42.847-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>ซิ่งเครื่องบินน้ำเที่ยวเกาะ ผลงาน มก.หวังใช้งานแทนเครื่องบิน</title><content type='html'>"ปลาบิน" ไม่ใช่สัตว์พันธุ์ใหม่ แต่เป็นชื่อเรียก "เครื่องบินน้ำ" สิ่งประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้ประโยชน์ด้านการขนส่งและคมนาคมระหว่างเกาะแทนเครื่องบิน รวมทั้งภารกิจสำรวจสัตว์น้ำ ลาดตระเวนชายฝั่งและท่องเที่ยว ทำความเร็วได้สูงสุด 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ปลาบิน" ตัวนี้เป็นผลงานร่วมของนายรัฐพล สาครสินธุ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) วิทยาเขตศรีราชา กับนิสิตปริญญาตรี นอกจากจะซิ่งในน้ำได้เหมือนเรือแล้ว ยังสามารถเหินเหนือน้ำได้ด้วย จึงลดแรงปะทะและแรงต้านของน้ำ ทำให้เร่งความเร็วได้ถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้เดินทางถึงจุดหมายเร็วขึ้น ขณะที่เรือแล่นในน้ำต้องเผชิญแรงต้านของน้ำจึงเคลื่อนที่ได้ช้ากว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เครื่องบินน้ำเหมาะใช้ประโยชน์ด้านการสำรวจชายฝั่ง สำรวจฝูงปลา ลาดตระเวน กู้ภัยทางทะเล ท่องเที่ยวจนถึงการเดินทางระหว่างเกาะ โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปสนามบิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เครื่องบินน้ำกึ่งยานเหินนี้พัฒนาตามหลักวิชาอากาศยาน เป็นผลงานปรับปรุงต่อจากเครื่องบินน้ำรุ่นแรก ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2549 ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น วัสดุที่ใช้เป็นไฟเบอร์กลาส พีวีซีโฟมและขึ้นโครงด้วยอะลูมิเนียมเกรดที่ใช้ทำเครื่องบิน โดย 80% ของวัสดุหาได้ภายในประเทศ ส่วนเครื่องยนต์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ รวมต้นทุนการพัฒนาและทดสอบ 6-7 แสนบาทต่อ 1 ลำ (4-6 ที่นั่ง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; "ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดออกแบบเครื่องบินน้ำ รวมทั้งไม่มีการเก็บข้อมูล การทดลองและทดสอบอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญการพัฒนาอากาศยานของไทยต้องอาศัยวัสดุนำเข้าเกือบทั้งหมด โครงการวิจัยเครื่องบินน้ำนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านอากาศยานที่จะเป็นพื้นฐานให้งานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลดการนำเข้าวัสดุทางอากาศยาน" นายรัฐพลกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ส่วนการพัฒนาเครื่องบินน้ำรุ่นแรกใช้เวลาร่วม 4 ปี มีนักบินจากภาคเอกชนเป็นผู้ทดสอบการบินเหนือน้ำ 10 เมตร ที่อ่างเก็บน้ำดอกกราย จ.ระยอง เป็นเวลา 2 วัน เพื่อดูประสิทธิภาพของโครงสร้าง การเคลื่อนที่บนผิวน้ำ การทดสอบวงเลี้ยวและความสมดุลขณะเร่งเครื่อง ส่วนข้อบกพร่องต่างๆ ที่พบก็กลายเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงในเครื่องรุ่นถัดมา เช่น การออกแบบปีกใหม่เพื่อลดละอองน้ำปะทะปีก และทำมุมไต่ได้สูงขึ้น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/14/x_it_h001_210959.php?news_id=210959&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-3595632637634992543?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/3595632637634992543/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=3595632637634992543' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3595632637634992543'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3595632637634992543'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_3425.html' title='ซิ่งเครื่องบินน้ำเที่ยวเกาะ ผลงาน มก.หวังใช้งานแทนเครื่องบิน'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6033534959929043484</id><published>2008-07-14T00:15:00.001-07:00</published><updated>2008-07-14T00:15:41.135-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>วช.โชว์ต้นแบบรถไฮโดรเจน ใช้มอเตอร์ขับเพลาแทนเครื่องยนต์</title><content type='html'>ไม่ได้มีแค่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตรถไฮโดรเจนออกมาวิ่งจริงบนถนน ทีมวิจัยเอกชนไทยสามารถผลิตรถไฮโดรเจนที่ทำความเร็วตีนปลาย 90 กม./ช.ม. ได้แล้วเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากได้รับทุนวิจัยและพัฒนาจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 14 ล้านบาท บริษัท คลีนฟูเอล เอ็นเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด เปิดตัวพัฒนารถเซลล์เชื้อเพลิงต้นแบบ ขนาด 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นรถปลอดมลพิษวิ่งด้วยความเร็วได้ประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ทำงานเงียบกริบ ไร้มลพิษ มีศักยภาพนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; "รถต้นแบบเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนมิถุนายน จากการทดสอบวิ่งเป็นเวลาครึ่งเดือน พบว่าถังเก็บพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงขนาด 900 ลิตร วิ่งได้นาน 20 นาที คิดเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร" ร.ท.ภราดรกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; รถต้นแบบติดตั้งมอเตอร์ให้ขับเคลื่อนเพลาล้อแทนเครื่องยนต์ โดยใช้กระแสไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงชนิดพีอีเอ็มเอฟซี (Proton Exchanged Membrane Fuel Cell) ขนาด 10 กิโลวัตต์ ที่ติดตั้งอยู่ส่วนหน้ารถ กระแสไฟฟ้ายังเหลือใช้กับระบบทำความเย็น และเครื่องเสียงภายในรถอีก สิ่งที่ทีมวิจัยจะต่อยอดหลังจากนี้คือ การพัฒนาถังบรรจุเซลล์เชื้อเพลิงให้สามารถบรรจุเชื้อเพลิงได้มากกว่า 900 ลิตร เพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แม้ระยะทางวิ่งยังได้น้อยมาก แต่สามารถแก้ปัญหาได้โดยเพิ่มถังบรรจุเซลล์เชื้อเพลิง โดยน้ำหนักของถังบรรจุหนึ่งถังจะมีน้ำหนักอยู่ประมาณ 10 กิโลกรัมเท่านั้น เป็นภาระน้อยมากสำหรับรถยนต์ต้นแบบที่ขึ้นรูปจากโครงเหล็ก และตัวถังหุ้มด้วยไฟเบอร์กลาส &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; รถยนต์ไฮโดรเจนดังกล่าวถือเป็นคันแรกของไทย แต่เมื่อเทียบกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่างญี่ปุ่นแล้ว ถือว่ายังห่างไกลกันมาก ยกตัวอย่าง ค่ายฮอนด้านำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานแล้วตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อน โดยผลิตรถที่ใช้พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิงขึ้น 100 คัน ให้ประชาชนเช่าขับ สามารถวิ่งได้ระยะทาง 200 กิโลเมตร ต่อการเติมเชื้อเพลิงหนึ่งครั้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นักวิจัยกล่าวว่า แหล่งที่มาของไฮโดรเจนที่ใช้กับเซลล์เชื้อเพลิงในประเทศไทยมี 2 แหล่ง ได้แก่ ผลพลอยได้จากโรงงานผลิตโอเลฟินส์ และโรงงานที่ผลิตโซดาไฟ ซึ่งปล่อยสูญเปล่าวันละ 8 ล้านลิตร สามารถนำมากักเก็บและป้อนไปตามสถานีไฮโดรเจนใช้กับรถได้อย่างน้อยกว่าแสนคัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขั้นตอนต่อไป วช.อาจจะนำโครงการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อประสานงานกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน เพื่อหาแนวทางต่อยอดระดับอุตสาหกรรมต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/14/x_it_h001_210954.php?news_id=210954&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6033534959929043484?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6033534959929043484/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6033534959929043484' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6033534959929043484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6033534959929043484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_14.html' title='วช.โชว์ต้นแบบรถไฮโดรเจน ใช้มอเตอร์ขับเพลาแทนเครื่องยนต์'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8353197582094424395</id><published>2008-07-13T00:00:00.000-07:00</published><updated>2008-07-14T00:04:37.301-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='transportation'/><title type='text'>"เก๋งเซลล์เชื้อเพลิง" คันแรกของไทย รายที่สองของเอเชีย</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr6a2XFlUI/AAAAAAAAA5Q/7hThNkjR6-8/s1600-h/551000008849201.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr6a2XFlUI/AAAAAAAAA5Q/7hThNkjR6-8/s320/551000008849201.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5222762057065403714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลังจากไดัพัฒนา "มินิบัสไฮบริดไฟฟ้า-โซลาร์เซลล์" เมื่อปลายปี 49 และเปิดตัว "รถเซลล์เชื้อเพลิงต้นแบบ" ขนาด 960 วัตต์คันแรกไปเมื่อปลายปี 50 ที่ผ่านมา ล่าสุด เจ้าของผลงานก็เปิดตัวนวัตกรรมใหม่อีกครั้งกับรถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงขนาด 8-10 เมกะวัตต์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้พาคณะสื่อมวลชนรวมถึงผู้จัดการวิทยาศาสตร์ร่วมงานเปิดตัวนวัตกรรม "รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิง" คันแรกของไทยขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ค.51 ณ บริษัท คลีนฟูเอล เอ็นเนอร์ยี เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด จ.ปทุมธานี หลังจากได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัย 14 ล้านบาทเป็นเวลาหนึ่งปี&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;พลอากาศโทมรกตเผยว่า รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงคันนี้เป็นการต่อยอดรถเซลล์เชื้อเพลิงต้นแบบชนิดเมมเบรนแลกเปลี่ยนโปรตอน (PEMFC) ที่ได้พัฒนามาก่อนหน้า โดยเพิ่มกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก 960 วัตต์เป็น 8-10 กิโลวัตต์เป็นผลสำเร็จ ทำให้รถดังกล่าวแล่นได้ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม.ต่อชั่วโมง ด้วยราคาต้นแบบวิจัย 6 ล้านบาท ทว่าหากมีการผลิตจำนวนมากจะทำให้ภายในหนึ่งปี รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงจะมีราคาคันละ 2 ล้านบาทเศษ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ไฟฟ้าที่เซลล์เชื้อเพลิงผลิตได้ราว 5-7 กิโลวัตต์จะถูกนำไปใช้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ส่วนที่เหลือเรายังนำไปใช้กับระบบเครื่องเสียง หรือแม้แต่ระบบทำความเย็นได้" พลอากาศโทมรกตกล่าว โดยรถดังกล่าวมีข้อดีคือทำงานได้ในอุณหภูมิ 40-80 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน และปรับสมดุลในระบบได้เร็ว มีอายุการขณะใช้งานรวมกันกว่า 1 หมื่นชั่วโมง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงจะทำงานโดยใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อผลิตกระแสไฟขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า 5.5 แรงม้า ซึ่งทีมวิจัยได้ประกอบตัวถังรถขึ้นเอง และนำเข้าเฉพาะถังเก็บไฮโดรเจนขนาด 900 ลิตรจากประเทศสหรัฐอเมริกาติดตั้งจำนวน 1 ถัง เพียงพอที่จะแล่นได้นาน 20 นาที ได้ระยะทาง 30-40 กม.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ รถเก๋งคันดังกล่าวมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนาทีละ 54 ลิตร โดยสามารถติดตั้งถังไฮโดรเจนเพิ่มเติมอีก 4-5 ถังจะทำให้รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงแล่นได้ยาวนานขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"เราได้ทดลองวิ่งระยะทางไม่ไกลนานประมาณครึ่งเดือนพบว่า รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงใช้งานได้ดี ไม่ต้องใช้น้ำมัน ไม่มีไอเสียที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม" นักวิจัยกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;พลอากาศโทมรกตกล่าวอีกว่า รถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นรถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงคันแรกของไทย และเป็นที่ 2 ของเอเชีย นอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ฮอนด้าของญี่ปุ่น เพิ่งมีการลองตลาดรถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิง 100 คันแรก ขณะที่ค่ายรถยนต์จากเยอรมนี อย่างบีเอ็มดับเบิลยูและเดมเลอร์ไครสเลอร์ได้พัฒนารถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงแล้วเช่นกัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ด้าน ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า หลังการเปิดตัวดังกล่าว วช.จะเร่งทำหนังสือถึงนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีถึงความก้าวหน้าทางการวิจัยดังกล่าว เพื่อให้เกิดการขยายผลกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำหรับการวิจัยพัฒนาข้างหน้า ร.ท.ภราดร แสงสุวรรณ ผู้ช่วยนักวิจัย กล่าวว่า จะหาแนวทางความร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) วิจัยพัฒนาถังเก็บไฮโดรเจนที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยต่อไป เพื่อให้การผลิตรถเก๋งเซลล์เชื้อเพลิงของคนไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081788&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8353197582094424395?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8353197582094424395/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8353197582094424395' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8353197582094424395'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8353197582094424395'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_13.html' title='&quot;เก๋งเซลล์เชื้อเพลิง&quot; คันแรกของไทย รายที่สองของเอเชีย'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr6a2XFlUI/AAAAAAAAA5Q/7hThNkjR6-8/s72-c/551000008849201.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-1992600007414267653</id><published>2008-07-11T02:08:00.000-07:00</published><updated>2008-07-11T02:10:40.481-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>นาซาเหลืออีก 10 เที่ยวบิน ก่อนปลดระวาง 3 ยานอวกาศ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcjUAcsQ1I/AAAAAAAAA5I/lah3SMgcTok/s1600-h/551000008796101.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcjUAcsQ1I/AAAAAAAAA5I/lah3SMgcTok/s320/551000008796101.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5221681119584076626" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี เท่านั้น ยานอวกาศ 3 ลำ ของนาซาต้องอำลาภารกิจและหน้าที่ขนส่งนักบินอวกาศแล้ว และปล่อยให้กระสวยลำใหม่ "โอไรออน" มารับหน้าที่ต่อ พร้อมบินเที่ยวสุดท้าย 31 พ.ค.53 ก่อนปลดระวาง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) มีแผนที่จะส่งยานอวกาศชุดที่กำลังอยู่ระหว่างการใช้งานในภารกิจต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) อีกเพียง 10 เที่ยวบิน ภายในปี 2553 นี้ และหลังจากนั้นจะปลดระวางยานทั้ง 3 ลำ แล้วเปลี่ยนมาใช้กระสวยอวกาศโอไรออน (Orion) แทน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ยานอวกาศทั้ง 3 ลำของนาซา ได้แก่ แอตแลนติส (Atlantis), ดิสคัฟเวอรี (Discovery) และเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ยังต้องทำหน้าที่พานักบินอวกาศเหินฟ้าสู่อวกาศอีกรวมทั้งสิ้น 10 เที่ยวบินด้วยกัน โดย 2 ใน 10 เที่ยวบินที่เหลือ มีกำหนดเดินทางภายในปีนี้ นั่นคือยานแอตแลนติสเที่ยวบินที่เอสทีเอส-125 (STS-125) ที่มีกำหนดออกเดินทางวันที่ 6 ต.ค. เพื่อซ่อมกล้องโทรทัศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ส่วนเอนเดฟเวอร์จะออกเดินทางวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่เอสทีเอส-126 (STS-126)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สเปซด็อตคอมระบุอีกว่าเที่ยวบินสุดท้ายของยานอวกาศชุดนี้ นาซามีกำหนดให้ปล่อยออกจากฐานปล่อยจรวดในวันที่ 31 พ.ค. 2553 และจะเป็นเที่ยวบินครั้งที่ 35 ที่มุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ส่วนเที่ยวบินแรกของกระสวยโอไรออน คาดว่านะจะออกเดินทางได้ราวปลายปี 2557 ถึงต้นปี 2558 นอกจากนี้นาซายังมีกำหนดจะส่งกระสวยโอไรออนพามนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2563&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081288&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-1992600007414267653?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/1992600007414267653/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=1992600007414267653' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1992600007414267653'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/1992600007414267653'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/10-3.html' title='นาซาเหลืออีก 10 เที่ยวบิน ก่อนปลดระวาง 3 ยานอวกาศ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcjUAcsQ1I/AAAAAAAAA5I/lah3SMgcTok/s72-c/551000008796101.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-6488630920598351743</id><published>2008-07-11T02:07:00.001-07:00</published><updated>2008-07-11T02:08:24.715-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>ไวรัสคอมพ์จัดการไม่ยากเนคเทคทำซอฟต์แวร์ให้โหลดใช้ฟรีต.ค.นี้</title><content type='html'>ปัญหาไวรัสคอมพิวเตอร์จากการเข้าเว็บไซต์ไม่เหมาะสมรวมทั้งปัญหาดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่จนเครือข่ายล่ม กำลังจะได้รับการแก้ไขด้วยซอฟต์แวร์บริหารระบบเครือข่ายอัจฉริยะ ผลงานจากการพัฒนาของเนคเทค เปิดทดลองใช้งานฟรีตุลาคมนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.พนิดาพงษ์ไพบูลย์ นักวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค/สวทช.) กล่าวว่า เนคเทคพัฒนาโปรแกรมช่วยแก้ปัญหาการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากโปรแกรมระบบเปิด หรือโอเพ่นซอร์ส เพิ่มโอกาสการเข้าถึงซอฟต์แวร์ราคาถูก ให้แก่โรงเรียน ร้านอินเทอร์เน็ตและองค์กรขนาดเล็กทั่วไป&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;หน่วยงานเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อไวรัสคอมพิวเตอร์เนื่องจากการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ระบบเครือข่ายทำงานล่าช้า แม้ว่าซอฟต์แวร์บริหารระบบเครือข่ายอัจฉริยะจะมีผู้ผลิตและจำหน่ายแล้วก็ตาม แต่ออกแบบมาสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี จึงมีราคาสูงอีกทั้งใช้งานยาก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากสภาพปัญหาดังกล่าวเนคเทคจึงพัฒนากลุ่มซอฟต์แวร์บริการเครือข่ายขึ้น โดยต่อยอดจากโอเพ่นซอร์ส ให้สามารถใช้งานภาษาไทย พร้อมทั้งให้รายละเอียดตามที่ผู้ใช้ต้องการ ส่วนหัวใจสำคัญคือ ต้องอ่านและวิเคราะห์ผลได้ง่าย แม้ผู้ดูแลระบบจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ตาม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปัจจุบันโปรแกรมดังกล่าวอยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานภาคสนามในโรงเรียนนำร่อง 5-10 โรง เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและปรับปรุงการใช้งาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตตุลาคม จากนั้นจะเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจดาวน์โหลดโปรแกรมในรูปแบบฟรีแวร์ไปใช้งานได้ทันที &lt;br /&gt;ระบบบริหารเครือข่ายอัจฉริยะที่ออกแบบขึ้นประกอบด้วย ระบบตรวจสอบสถานะเครือข่ายและบริการ ระบบตรวจวิเคราะห์การใช้งานเครือข่าย และระบบการบริหารจัดการแบนด์วิธ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบบริหารเครือข่ายมีส่วนช่วยให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตปลอดภัยเพิ่มขึ้นผู้ดูแลระบบจะทราบทันทีเมื่อเครื่องลูกข่ายถูกไวรัสจู่โจม หรือเครื่องมีการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ก็สามารถบริหารจัดการได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อเครื่องอื่น ซึ่งจะทำงานได้ช้าลง นักวิจัยกล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากการพัฒนาระบบเครือข่ายอัจฉริยะเสร็จสมบูรณ์ก็จะเปิดให้บริษัทเอกชนที่สนใจร่วมต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าว ในลักษณะของการพัฒนาชุดควมคุมแบนด์วิธ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของกล่อง หรือเราเตอร์ สำหรับการจำหน่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/11/x_it_h001_210782.php?news_id=210782&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-6488630920598351743?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/6488630920598351743/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=6488630920598351743' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6488630920598351743'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/6488630920598351743'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_11.html' title='ไวรัสคอมพ์จัดการไม่ยากเนคเทคทำซอฟต์แวร์ให้โหลดใช้ฟรีต.ค.นี้'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-178628589882569456</id><published>2008-07-11T00:08:00.000-07:00</published><updated>2008-07-14T00:10:04.907-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>ล้างทฤษฎีเก่า! พบหลักฐานใหม่ชี้ชัดบนดวงจันทร์มีน้ำซ่อนอยู่</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr7t_IRn9I/AAAAAAAAA5Y/S2_aP7osGoc/s1600-h/551000008812601.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr7t_IRn9I/AAAAAAAAA5Y/S2_aP7osGoc/s320/551000008812601.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5222763485348339666" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เคยเข้าใจกันมานานนมว่าสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ไม่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเพราะปราศจากน้ำ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานใหม่บ่งชี้ว่าบนดวงจันทร์เคยมีน้ำแฝงอยู่ใต้ดินอย่างแน่นอน และตอนนี้ก็น่าจะหลงเหลือบางส่วนที่เป็นน้ำแข็งซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวบริเวณขั้วของดวงจันทร์ ลบล้างข้อสรุปเดิมที่เคยฟันธงกันไว้ว่าบนดวงจันทร์ไร้ร่องรอยน้ำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;สำนักข่าวเอเอฟพีและบีบีซีนิวส์รายงานว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ร่วมกันศึกษาตัวอย่างเศษหินจากดวงจันทร์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่มีความไวมากกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งทำให้นักวิจัยแต่ละคนถึงกับประหลาดใจอย่างยิ่งที่พบว่ามีองค์ประกอบของน้ำปะปนอยู่ด้วย จากแต่เติมที่เคยศึกษากันแล้วจนลงมติว่าดวงจันทร์ไม่เคยมีน้ำมาก่อนแม้ในอดีต ทั้งนี้ได้รายงานผลการวิจัยในวารสารเนเจอร์ (Nature)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าดวงจันทร์เกิดจากการที่มีวัตถุขนาดประมาณดาวอังคารพุ่งเข้าชนโลกหลังจากที่โลกถือกำเนิดขึ้นได้ไม่นานเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน ทำให้เศษหินเศษดินของโลกบางส่วนหลุดกระจายออกไปในอวกาศ ซึ่งความร้อนที่เกิดจากการปะทะกันครั้งนั้นได้แผดเผาน้ำจนเหือดแห้งไปหมด และต่อมาเศษชิ้นส่วนที่กระจายอยู่ในวงโคจรของโลกก็เกิดการรวมตัวกันกลายเป็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบโลกจนถึงปัจจุบันนี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทว่าเมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) มลรัฐโรด ไอส์แลนด์, สถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) กรุงวอชิงตัน ดีซี และ มหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รีเสิร์ฟ (Case Western Reserve University) มลรัฐโอไฮโอ ได้ศึกษาตัวอย่างเศษหินภูเขาไฟที่มีลักษณะใสคล้ายแก้วอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหินดังกล่าวยานอพอลโล (Apollo) นำมาจากดวงจันทร์เมื่อราว 40 ปีก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมทีนักวิทยาศาสตร์เคยตรวจสอบหินจากดวงจันทร์กันมาแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยของน้ำแต่อย่างใด จึงให้ข้อสรุปว่าบนดวงจันทร์ปราศจากน้ำ แต่เมื่อนำมาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า เซคคันเดอรี ไอออน แมสสเปกโตรเมตรี (secondary ion mass spectrometry: SIMS) ซึ่งมีความไวในการตรวจวัดมากกว่าเทคนิคเดิมที่เคยใช้ถึง 10 เท่า สามารถตรวจจับสัญญาณของน้ำได้แม้มีปริมาณน้อยมากๆ&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;ผลการวิเคราะห์ที่ได้ทำให้นักวิจัยถึงกับทึ่ง เมื่อพบว่าตัวอย่างหินที่นำมาตรวจสอบ มีน้ำเป็นองค์ประกอบปะปนอยู่ประมาณ 46 ส่วนในล้านส่วน (ppm)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทีมนักวิจัยเชื่อว่าปริมาณที่ตรวจจับได้จะต้องเป็นร่องรอยของน้ำในปริมาณมากมายกว่านี้หลายเท่าที่มีอยู่บนดวงจันทร์อย่างแน่นอน และได้ทดสอบไฮโดรเจนที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของน้ำ ให้ผลยืนยันว่าไม่ได้เป็นไฮโดรเจนที่มีอยู่ในลมสุริยะหรือว่าปนเปื้อนไฮโดรเจนมาจากสารระเหยอื่นๆ แต่อย่างใด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"แสดงว่าน้ำเหล่านี้มาจากชั้นแมนเทิล (mantle) ที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวของดวงจันทร์" ผศ.อัลเบอร์โต ซาล (Alberto Saal) นักธรณีวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ให้ข้อมูลและอธิบายเพิ่มเติมว่า น้ำดังกล่าวน่าจะปะปนอยู่กับแมกมาใต้ดิน ซึ่งน่าจะมีอยู่ประมาณ 750 ส่วนในล้านส่วน และปะทุขึ้นมาบนพื้นผิวดวงจันทร์พร้อมกันจากการที่ภูเขาไฟระเบิดเมื่อราว 3.5 พันล้านปีก่อน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นักวิจัยให้เหตุผลว่า การระเบิดของภูเขาไฟครั้งนั้นน่าจะทำให้น้ำที่ปะปนออกมากับลาวาได้รับความร้อนและระเหยเป็นไอไปกว่า 95% แต่เนื่องจากว่าบนดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้ม ประกอบกับแรงดึงดูดของดวงจันทร์มีไม่มากพบที่จะดึงดูดโมเลกุลของไอน้ำเอาไว้ได้ จึงทำให้ไอน้ำหลุดลอยออกไปสู่อวกาศจนหมด ส่วนน้ำที่เหลืออีกราว 5% น่าจะสะสมกลายเป็นน้ำแข็งอยู่ใต้พื้นผิวบริเวณขั้วของดวงจันทร์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เตรียมเดินหน้าสมรวจหาร่องรอยของน้ำบนดวงจันทร์อีกครั้ง โดยเอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมว่านาซาเตรียมจะส่งยานลูนาร์ รีคอนเนสซองส์ ออร์บิเตอร์ (Lunar Reconnaissance Orbiter) ไปสำรวจดวงจันทร์ภายในเดือน พ.ย. 2551 และจะส่งลูนาร์ เครเตอร์ ออบเซอร์เวชัน แอนด์ เซนซิง แซทเทลไลต์ (Lunar Crater Observation and Sensing Satellite) ตามขึ้นไปต้นปี 2552&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;บีบีซีนิวส์รายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งสำคัญนี้จะช่วยเพิ่มข้อมูลให้นักวิทยาศาสตร์สำหรับศึกษาความเป็นมาของโลกและดวงจันทร์ในอดีต ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่ามีน้ำเกิดขึ้นบนโลกแล้วก่อนที่จะถูกอุกกาบาตพุ่งชนจนบางส่วนกระเด็นออกไปและก่อตัวเป็นดวงจันทร์ สำหรับดวงจันทร์ก็เพิ่มข้อสันนิษฐานว่ามีน้ำบนดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของน้ำบนโลกมาก่อนหรือเปล่า หรือเกิดขึ้นหลังจากนั้นราว 100 ล้านปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000081435&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-178628589882569456?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/178628589882569456/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=178628589882569456' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/178628589882569456'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/178628589882569456'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_9454.html' title='ล้างทฤษฎีเก่า! พบหลักฐานใหม่ชี้ชัดบนดวงจันทร์มีน้ำซ่อนอยู่'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHr7t_IRn9I/AAAAAAAAA5Y/S2_aP7osGoc/s72-c/551000008812601.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-8330312772578108328</id><published>2008-07-10T02:00:00.000-07:00</published><updated>2008-07-11T02:04:05.579-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='robot'/><title type='text'>หุ่นไทยชิงเวิลด์โรโบคัพพลาสมา-ซีโฉมใหม่แข็งแกร่งขึ้น</title><content type='html'>สมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทยส่งหุ่นยนต์ 3 ทีมจากจุฬาฯ เกษตรศาสตร์ และสงขลานครินทร์ ฟาดแข้งชิงแชมป์โลกในงานเวิลด์ โรโบคัพ 2008 ที่ประเทศจีน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมหุ่นยนต์ทั้ง3 ทีมที่จะร่วมการแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ขนาดเล็ก หรือโรโบคัพ ซอกเกอร์ สมอลล์ ไซส์ ลีก ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในงานฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก (เวิร์ล โรโบคัพ) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 กรกฎาคมนี้ที่เมืองซูโจว ประเทศจีนคือ ทีมพลาสมา-ซี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นรองแชมป์โลกปีที่แล้ว ทีมสคูบ้าจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมไข่นุ้ยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์โลก2008 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องประดิษฐ์หุ่นยนต์ขนาดเล็ก ที่ใช้ระบบการมองเห็นทั้งแบบอัตโนมัติหรือควบคุมแบบไร้สายด้วยคอมพิวเตอร์ ทีมละ 5 ตัว เพื่อแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมีเวลาทั้งหมด 30 นาที แบ่งเป็นครึ่งแรก 15 นาทีและครึ่งหลัง 15 นาที ทีมที่ทำประตูได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.มานพวงศ์สายสุวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาของทีมพลาสมา-ซี กล่าวว่า ทีมประดิษฐ์หุ่นยนต์เตะฟุตบอลขึ้นมาใหม่ 6 ตัว มีความแข็งแรงและทนทานต่อการกระแทกมากขึ้น รวมทั้งใช้กล้องตัวใหม่เพื่อให้มองเห็นพื้นที่ทั่วทั้งสนามแข่งขัน ซึ่งในปีนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% จากขนาดของสนามในปีก่อน นอกจากนี้ทางทีมยังปรับปรุงโปรแกรม ให้หุ่นยนต์สามารถปรับเปลี่ยน ให้ทันกับแผนการเล่นของฝ่ายตรงข้ามได้รวดเร็วยิ่งขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้พลาสมา-ซี ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากสนามเวิลด์โรโบคัพ 2007 จากการดวลเตะลูกโทษกับทีมซีเอ็มดรากอนส์ มหาวิทยาลัยคานิกี้เมลอน แชมป์สองสมัยจากสหรัฐอเมริกา &lt;br /&gt; การแข่งขันฟุตบอลหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อในปี 2545 จากความร่วมมือระหว่างสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย กับบริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีมหาวิทยาลัยต่างๆ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนิสิตนักศึกษาไทย ทางด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ประดิษฐ์ พร้อมทั้งคัดเลือกตัวแทนของประเทศไทยไปร่วมชิงแชมป์เวิลด์ โรโบคัพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปีนี้การแข่งขันระดับประเทศจัดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยทีมฟุตบอลหุ่นยนต์พลาสมา-ซี  ได้รับรางวัลชนะเลิศ ทีมฟุตบอลหุ่นยนต์สคูบ้าได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 และทีมฟุตบอลหุ่นยนต์ไข่นุ้ย ได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมชนะเลิศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.komchadluek.net/&lt;br /&gt;Link: http://www.komchadluek.net/2008/07/10/x_it_h001_210540.php?news_id=210540&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-8330312772578108328?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/8330312772578108328/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=8330312772578108328' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8330312772578108328'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/8330312772578108328'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_10.html' title='หุ่นไทยชิงเวิลด์โรโบคัพพลาสมา-ซีโฉมใหม่แข็งแกร่งขึ้น'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-2922234891809637104</id><published>2008-07-09T02:04:00.000-07:00</published><updated>2008-07-11T02:07:03.132-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='nanotech'/><title type='text'>โอลิมปิกหนนี้นักกีฬาไทยใส่ "เสื้อนาโน" ไปสู้ศึก "ปักกิ่งเกมส์"</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcioEwuIwI/AAAAAAAAA5A/d_tqnaAiMdE/s1600-h/551000008754301.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcioEwuIwI/AAAAAAAAA5A/d_tqnaAiMdE/s320/551000008754301.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5221680364827583234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;"แกรนด์สปอร์ต" แจก "เสื้อนาโน" ให้นักกีฬาไทยร่วม 2,000 ตัวไปสู้ศึกโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ด้าน "น้องวิว-สืบศักดิ์" ประสานเสียงเสื้อดีทำให้มีกำลังใจ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ประกาศผลิตเสื้อนาโนซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำหรับนักกีฬาไทยซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งที่ 29 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้จัดการวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยผู้สื่อข่าวหลายสำนักได้เข้าร่วมการแถลงข่าวการมอบเสื้อดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค.51 นี้ ณ โรงแรมเรดิสัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ทางแกรนด์สปอร์ตได้สนับสนุนชุดกีฬานาโนสำหรับนักกีฬาทีมชาติไทย โดยครั้งแรกเป็นการสนับสนุนนักกีฬาเอเชียนเกมส์ซึ่งเดินทางไปแข่งขันที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์เมื่อปี 2549&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระบุว่าเสื้อกีฬาที่ผลิตให้นักกีฬาไทยซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกครั้งล่าสุดนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งเป็นศูนย์แห่งชาติภายใต้ สวทช.กับทางแกรนด์สปอร์ต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"สำหรับเสื้อที่ผลิตให้นักกีฬานั้นด้านนอกได้เคลือบอนุภาคซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่มีขนาดระดับนาโนเมตรเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการหมักหมมของเชื้อเมื่อเหงื่อออก ส่วนด้านนอกเคลือบสารกันเปื้อนและกันน้ำ" รศ.ดร.ศักรินทร์กล่าว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทางด้านนางสุชาดา นิมากร ประธานบริษัทแกรนด์สปอร์ต เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่าได้ผลิตเสื้อสำหรับนักกีฬาตามรายชื่อที่ทางคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ส่งให้เรื่อยๆ โดยคร่าวๆ ผลิตเสื้อแจกจ่ายแก่นักกีฬาโอลิมปิกประมาณ 2,000 ตัว แบ่งเป็นเสื้อโปโล 1,000 ตัว เสื้อแจ็กเกต 500 ตัวและเสื้อนอก 500 ตัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ภายในงานไม่มีตัวแแทนนักกีฬาที่จะเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่งมาร่วมด้วย แต่ก็มีร้อยตำรวจตรีสืบศักดิ์ ผันสืบ นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยที่เคยสวมใส่เสื้อนาโนเมื่อครั้งไปแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่กาตาร์มาร่วมงานด้วย และได้เผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า หากนักกีฬาได้ใส่เสื้อผ้าดีๆ ก็จะรู้สึกดีและมั่นใจ โดยเสื้อที่ได้ใส่นั้นให้ความรู้สึกเบา ระบายเหงื่อได้ดี และกล่าวว่าไม่มีการแข่งขันตะกร้อในกีฬาโอลิมปิกแต่ก็ขอส่งใจให้นักกีฬาคนอื่นๆ ได้เหรียญทองกลับมาเยอะๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ส่วน น.ส.เยาวภา บุรพลชัย นักเทควันโดหญิงทีมชาติไทยซึ่งประกาศอำลาวงการแล้วนั้น ให้ความเห็นคล้ายคลึงกับสืบศักดิ์ว่า เสื้อผ้ามีช่วยทางด้านจิตใจ ทำให้รู้สึกดี แต่ก็คงไม่ใช่ว่าใส่เสื้อแล้วจะทำให้ชนะได้ เพียงทำให้รู้สึกภาคภูมิใจมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000080896&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-2922234891809637104?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/2922234891809637104/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=2922234891809637104' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2922234891809637104'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2922234891809637104'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_09.html' title='โอลิมปิกหนนี้นักกีฬาไทยใส่ &quot;เสื้อนาโน&quot; ไปสู้ศึก &quot;ปักกิ่งเกมส์&quot;'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHcioEwuIwI/AAAAAAAAA5A/d_tqnaAiMdE/s72-c/551000008754301.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-3456009663179587033</id><published>2008-07-08T23:57:00.000-07:00</published><updated>2008-07-08T23:57:00.236-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>เนคเทคทำระบบเน็ตเวิร์กป้องกันนักเรียนแอบดูเว็บโป๊</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMQQB5EXDI/AAAAAAAAA44/wDLBZDei6wI/s1600-h/551000008630402.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMQQB5EXDI/AAAAAAAAA44/wDLBZDei6wI/s320/551000008630402.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5220534260624284722" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เนคเทคพัฒนาต่อยอดโปรแกรมตรวจสอบการใช้งานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน ช่วยครูป้องกันเด็กเข้าเว็บโป๊, เล่นเกมในเวลาเรียน มีระบบตรวจสอบพร้อมการใช้งานและรายงานความผิดพลาดย้อนหลังได้ ทั้งยังนำไปใช้ได้กับหน่วยงานต่างๆ และบุคคลทั่วไป ไม่ต้องซื้อโปรแกรมราคาแพงของต่างชาติเตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดโปรแกรมแรกได้ฟรี ต.ค.นี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ นักวิจัยจากหน่วยปฎิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายเอ็นทีแอล (NTL) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และทีมผู้ช่วยวิจัย ได้ร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะ สำหรับตรวจสอบสถานะ และการใช้งานบนเครือข่าย เพื่อป้องการการใช้งานที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งรายงานความผิดปกติที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายได้ เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้งานในโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานอื่นๆ ที่สนใจ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"จากการสำรวจความพร้อมการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนทั่วประเทศจำนวน 105 โรงเรียน พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ และมีความพร้อมของอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และบุคลากรที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันก็พบว่ามีปัญหาต่างๆ ได้แก่ การติดไวรัส อินเตอร์ช้าและไม่ค่อยเสถียร อุปกรณ์เสียบ่อยครั้ง และแบนด์วิธไม่เพียงพอต่อการใช้งาน" ดร.พนิตา บอกถึงที่มาของการพัฒนาโปรแกรมสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ต่างมีนโยบายห้ามนักเรียนเล่นเกม, เข้าเว็บไซต์ไม่เหมาะสม และจำกัดการใช้งานโปรแกรมบางประเภท&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี โปรแกรมตรวจสอบสถานะและการใช้งานบนเครือข่ายที่มีอยู่เป็นของต่างประเทศ ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ค่อนข้างราคาค่อนแพง ซึ่งบริษัทเอกชนทั่วไปก็มีการใช้งานระบบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ยากเกินไปสำหรับนำไปใช้งานในโรงเรียน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแล ทำให้บางโรงเรียนไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมเหล่านั้นได้ ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาต่อยอดโปรแกรมดังกล่าวให้เหมาะสมและง่ายต่อการใช้งานในโรงเรียน และผู้ดูแลระบบก็ไม่จำเป็นต้องมีความเชียวชาญมากก็สามารถดูแลได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ดร.พนิตา ให้ข้อมูลว่าระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ระบบตรวจสอบสถานะของเครือข่ายและบริการ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากโปรแกรมระบบเปิด (open-source software) นากิออส (Nagios), ระบบตรวจวัดและวิเคราะห์การใช้งานบนเครือข่าย ที่พัฒนาต่อยอดมาจากโปรแกรมระบบเปิดเอ็นท็อป (ntop) และสุดท้ายระบบบริหารจัดการแบนด์วิธ (Bandwidth)&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;นักวิจัยอธิบายว่าได้พัฒนาระบบต่างๆ ให้สามารถเข้าใจง่ายและใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วยระบบแนะนำการใช้งานโปรแกรมที่เป็นภาษาไทย ซึ่งสามารถแสดงรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายได้แบบอัตโนมัติ รายงานสถานะย้อนหลังตามช่วงเวลาที่ต้องการ โดยแยกตามแต่ละบริการและอุปกรณ์, แสดงผลการใช้งานแยกตามผู้ใช้และประเภทการใช้งาน, สามารถวิเคราะห์ความผิดพลาดและความเสี่ยงต่อการถูกจู่โจมเครือข่าย และมีระบบการแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบเมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้นในเครือข่าย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;"ระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะที่พัฒนาต่อยอดนี้จะสามารถช่วยป้องกันปัญหาการใช้งานเครือข่ายที่ไม่เหมาะสมในโรงเรียนได้ เช่น ป้องกันไม่ให้นักเรียนเล่นเกมหรือเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อระบบบริหารจัดการเครือข่ายที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ และช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบในการจัดการกับปัญหาและข้อผิดพลาดบนเครือข่าย ซึ่งเหมาะสำหรับสถานศึกษาและองค์กรทั่วไปที่ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่าย" ดร.พนิตา กล่าว ซึ่งอินเตอร์เน็ดคาเฟ่และบุคคลทั่วไปที่สนใจก็สามารถใช้ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;ทั้งนี้ นักวิจัยได้นำระบบตรวจวัดและวิเคราะห์การใช้งานบนเครือข่าย (ntop) ไปทดสอบการใช้งานจริงแล้วในโรงเรียนที่ร่วมโครงการจำนวน 6 แห่ง เมื่อปีที่แล้ว และเตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดและนำไปใช้งานได้เดือน ต.ค. 2551 ส่วนระบบตรวจสอบสถานะของเครือข่ายและบริการ นักวิจัยเตรียมทดสอบภาคสนามในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้เช่นกัน และทดสอบภาคสนามระบบบริหารจัดการแบนด์วิธในเดือน มี.ค. 2552 และเมื่อสิ้นสุดโครงการวิจัยก็จะเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นทุกระบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.manager.co.th/&lt;br /&gt;Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000079708&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-3456009663179587033?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/3456009663179587033/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=3456009663179587033' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3456009663179587033'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/3456009663179587033'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_4729.html' title='เนคเทคทำระบบเน็ตเวิร์กป้องกันนักเรียนแอบดูเว็บโป๊'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMQQB5EXDI/AAAAAAAAA44/wDLBZDei6wI/s72-c/551000008630402.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-2479694188355433878</id><published>2008-07-08T23:46:00.000-07:00</published><updated>2008-07-08T23:46:00.667-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='space'/><title type='text'>ผิวดาวพุธเรียบเพราะภูเขาไฟ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMNZk6UAVI/AAAAAAAAA4w/Psd32i-f6AE/s1600-h/tec03080751p1.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMNZk6UAVI/AAAAAAAAA4w/Psd32i-f6AE/s320/tec03080751p1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5220531126108684626" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ยานเมสเซนเจอร์ส่งข้อมูลของดาวพุธหรือดาวเมอร์คิวรี่กลับลงมายังพื้นโลก ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่าทราบว่า การระเบิดของภูเขาไฟเมื่อราว 3,000-4,000 ล้านปีก่อน เป็นสาเหตุให้พื้นผิวโดยส่วนใหญ่ของดาวพุธราบเรียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพ.ศ. 2518 ยานมารีเนอร์ 10 โคจรผ่านดาวพุธ ซึ่งเป็นดาวที่มีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของโลก แต่ใหญ่กว่าดวงจันทร์เล็กน้อย โดยยานถ่ายภาพส่งมาพบว่า พื้นผิวของดาวพุธโดยส่วนใหญ่เป็นผิวเรียบ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสงสัยว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากภูเขาไฟระเบิด หรือมีสะเก็ดดาวเคราะห์พุ่งชน จนเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ยานเมสเซนเจอร์โคจรผ่านดาวพุธพร้อมถ่ายภาพ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างแน่ใจว่า ที่ดาวพุธมีพื้นผิวเรียบก็เพราะมีภูเขาไฟระเบิด ไม่ใช่เกิดจากสะเก็ดดาวพุ่งชน และจากข้อมูลสนามแม่เหล็กธพบว่า ดาวพุธที่มีความหนาแน่นมากนี้กำลังจะมีขนาดเล็กลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยานมารีเนอร์ 10 โคจรผ่านดาวพุธ 3 ครั้ง ถ่ายภาพพื้นผิวดาวไว้ได้ 45% ส่วนยานเมสเซนเจอร์ ซึ่งย่อมาจาก "Mercury Surface, Space Environment, Geochemistry and Ranging" ถูกปล่อยออกจากฐานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถ่ายภาพพื้นผิวดาวพุธมาได้ 20% จะโคจรผ่านอีกในเดือนตุลาคมนี้และเดือนกันยายนปีหน้า และพ.ศ. 2554 จะโคจรรอบดาวพุธเป็นเวลา 1 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod/&lt;br /&gt;Link: http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNekE0TURjMU1RPT0=&amp;sectionid=TURNeU5nPT0=&amp;day=TWpBd09DMHdOeTB3T0E9PQ==&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-2479694188355433878?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sciinaction.blogspot.com/feeds/2479694188355433878/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4473140693903284677&amp;postID=2479694188355433878' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2479694188355433878'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4473140693903284677/posts/default/2479694188355433878'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sciinaction.blogspot.com/2008/07/blog-post_08.html' title='ผิวดาวพุธเรียบเพราะภูเขาไฟ'/><author><name>WebMaster</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04111907082316056366</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SHMNZk6UAVI/AAAAAAAAA4w/Psd32i-f6AE/s72-c/tec03080751p1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4473140693903284677.post-5793853842835380753</id><published>2008-07-02T20:08:00.000-07:00</published><updated>2008-07-02T20:24:53.315-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='computer'/><title type='text'>โปรแกรมฝึกจราจรอากาศขึ้นจอยักษ์รอบทิศ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SGxGTLkXhqI/AAAAAAAAA4o/yYaU2hZDXKI/s1600-h/272040_10953981highthumb3bkk.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://bp1.blogger.com/_g9uAk4U5Apc/SGxGTLkXhqI/AAAAAAAAA4o/yYaU2hZDXKI/s320/272040_10953981highthumb3bkk.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218623363552347810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วิทยุการบินโปรแกรมควบคุมการจราจรทางอากาศสามมิติ ฉายขึ้นจอยักษ์เหมือนปฏิบัติการจริง ใช้ฝึกหัดเจ้าหน้าที่ให้คุ้นกับสถานการณ์หลายรูปแบบจนคล่อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายฆนภาส ศิริรัมย์ ผู้จัดการงานวิศวกรรม กองงานวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมจราจรทางอากาศ บริษัท วิทยุการบิน จำกัด (บวท.) พัฒนาระบบจำลองการจราจรทางอากาศแบบสามมิติเพื่อใช้แบบฝึกหัดสำหรับผู้คุมการจราจรทางอากาศบริเวณเขตประชิดสนามบิน ติดตั้งจอโปรเจกเตอร์ 11 ตัวฉายภาพ 360 องศารอบทิศเหมือนนั่งอยู่บนหอบังคับการบิน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"แบบฝึกหัดจำลองสภาพอากาศ 5 รูปแบบ ได้แก่ ฝนตก หมอกหนา แสงแดดจ้า หิมะตก และเวลากลางคืน สามารถเปลี่ยนฉากสนามบินที่จะใช้ฝึกได้ เพื่อฝึกเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศให้ทดลองสั่งเครื่องบินลงจอด หรือขึ้นสู่ท้องฟ้าตามสภาพแวดล้อมของสนามบินแต่ละแห่ง ได้อย่างเหมาะสม" ผู้จัดการงานวิศวกรรมบริษัท วิทยุการบิน กล่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เข้ารับฝึกอบรมจะต้องใช้เวลาเรียนวันละ 8 ชั่วโมง และต่อเนื่องประมาณ 3 เดือนก่อนออกไปฝึกในหอบังคับการของจริงอีก 2-3 เดือน และต้องผ่านการประเมินจากกรมส่งทางอากาศและสถาบันเวชศาสตร์การบิน ก่อนที่จะออกปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การฝึกควบคุมการจราจรทางอากาศแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ใช้โมเดลสนามบิน และแรงงานคนถือเครื่องบินจำลองเคลื่อนที่ทำองศาตามคำพูดของเจ้าหน้าที่ฝึกหัด ทำให้ไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมของสนามบินได้จริง และหากมีโจทย์ยาก เช่น สถานการณ์ที่ต้องสั่งการเครื่องบินพร้อมกันหลายลำ จะทำได้ลำบาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายสันติ วงศ์พิทักษ์ ผู้จัดการงานวิศวกรรม กองธุรกิจต่างประเทศ บริษัท วิทยุการบิน จำกัด กล่าวว่า ระบบจำลองการจราจรทางอากาศแบบสามมิติช่วยให้ ผู้ฝึกสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบของสนามแบบเสมือนจริง รวมทั้งได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจด้วยตัวเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ฝึกแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น เครื่องบินตก เครื่องบินชนกัน หรือเครื่องบินลงหรือขึ้นพร้อมกันครั้งละหลายลำ เป็นต้น เพื่อสามารถรับมือได้เป็นขั้นตอนและเป็นระบบมากกว่าการฝึกจากการใช้แรงงานคน และดูภาพผ่านจอเรดาร์แบบเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ระบบดังกล่าวได้นำไปใช้งานจริงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยฝึกผู้ควบคุมไปได้แล้วจำนวน 2 รุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/&lt;br /&gt;Link: http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/02/news_272040.php&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4473140693903284677-5793853842835380753?l=sciinaction.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt
